Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.203

ต่างชาติเดินหน้าลงทุนในอีอีซี 6 เดือน มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้น 95%

เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เปิดเผยว่า ครึ่งแรกของปี 2567 (มกราคม-มิถุนายน) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 385 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 81,487 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วงครึ่งแรกปี 2567 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 116 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จำนวน 55 ราย หรือ เพิ่มขึ้น 90% (เดือน ม.ค. – มิ.ย. 67 ลงทุน 116 ราย / เดือน ม.ค. – มิ.ย. 66 ลงทุน 61 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 21,034 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 10,263 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 95% (เดือนเดือน ม.ค. – มิ.ย. 67 เงินลงทุน 21,034 ล้านบาท / เดือน ม.ค. – มิ.ย. 66 เงินลงทุน 10,771 ล้านบาท)  เป็นนักลงทุนจาก ญี่ปุ่น 40 ราย ลงทุน 5,225 ล้านบาท จีน 21 ราย ลงทุน 1,918 ล้านบาท ฮ่องกง 12 ราย ลงทุน 5,008 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 43 ราย ลงทุน 8,883 ล้านบาท

นักวิชามองโครงการ Ignite Finance ต้องฝ่าความท้าทายอีกหลายขั้นตอน ก่อนก้าวไปสู่ศูนย์กลางทางการเงินของโลก

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลฯ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลฯ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงโครงการ Ignite Finance ถือเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมบริการการเงิน การลงทุนที่มีมูลค่าสูง ถือเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนหนึ่ง ที่จะทำให้ศักยภาพในการเติบโตของไทยสูงขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาบทเรียนความสำเร็จและล้มเหลวของนโยบายที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค ด้วยการเปิดเสรีทางการเงินช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี พ.ศ. 2540 ให้ดีด้วยว่า ทำไมมาตรการ BIBF จึงสะดุด และยังเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกินตัว เกิดธุรกรรมเก็งกำไรเกินขนาดในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ การตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก เราต้องทำให้อันดับ Global Financial Centers Index ของกรุงเทพฯ มาอยู่ที่ 20 อันดับแรกเป็นอย่างน้อย ขณะนี้ “กรุงเทพฯ” อยู่อันดับที่ 93 ในปี พ.ศ. 2567 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว (ปี 2562) ประเทศไทยเคยอยู่อันดับที่ 50 และดิ่งลงอย่างรวดเร็วจากเงินทุนไหลออก และขาดการพัฒนาระบบต่างๆ ความไม่โปร่งใสของบริษัทจดทะเบียน การฉ้อโกงนักลงทุนของผู้บริหารในตลาดหลักทรัพย์ และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงิน ไม่ดึงดูดต่อการลงทุนและการประกอบกิจการบริการทางการเงินและการธนาคาร สถาบันการเงินระดับโลกบางแห่ง ขายธุรกิจให้กับธนาคารในระดับภูมิภาค การเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินโลกของไทย ต้องแข่งขันกับศูนย์กลางการเงินในภูมิภาคเอเชียให้ได้เสียก่อน สิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางทางการเงินอันดับ 3 ของโลก ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงินอันดับ 4 ของโลก เซี่ยงไฮ้ และ กรุงโซล อยู่ในอันดับ 6 และ อันดับ 10 ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินของโลก หรือในอาเซียน กรุงเทพฯ ต้องเอาชนะกัวลาลัมเปอร์ที่อยู่ในอันดับ 77 ให้ได้เสียก่อน

“พิมพ์ภัทรา” ส่องโมเดล “นิคมอุตสาหกรรม Circular” ของญี่ปุ่น ดึงอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 21 – 27 กรกฎาคม 2567 มีภารกิจเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น โดยนำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมศึกษาดูงานการพัฒนาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกันจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) โดยเฉพาะรถยนต์ EV ตามมาตรการสนับสนุนของรัฐ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญในการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาตั้งฐานการผลิตและลงทุนในประเทศไทย โดยโครงการนิคมอุตสาหกรรม Circular จะตอบโจทย์ในโครงการศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
หนึ่งไฮไลท์ของการเยือนครั้งนี้ คือ การศึกษาดูงานเมืองเชิงนิเวศคิตะคิวชู (Kitakyushu Eco-Town) ซึ่งเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่ประสบความสำเร็จและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมในประเทศไทยได้ รวมทั้งหารือกับสำนักสิ่งแวดล้อมเทศบาลเมืองคิตะคิวชู เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากร แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้ BCG Model รวมถึงการเข้าพบหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนความรู้และระดมความคิดไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ผลสำรวจ เผย คนไทยมีหนี้ 20-50% ของรายได้ มอง “ความยากจน-เลิกจ้าง” เป็นปัญหารุนแรง

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับความยากจน หนี้สิน และการเลิกจ้างงาน” ระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2567 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,146 คน สำรวจผ่านทางออนไลน์และภาคสนาม พบว่า กลุ่มตัวอย่างคิดว่าปัจจุบัน “ปัญหาความยากจน หนี้สิน และการเลิกจ้างงาน” เป็นปัญหารุนแรง ร้อยละ 78.80 โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70.07 มีหนี้สินส่วนตัว คิดเป็นประมาณ 20 – 50% ของรายได้ต่อเดือน ทั้งนี้ร้อยละ 47.99 เคยถูกเลิกจ้าง/เห็นคนใกล้ตัวถูกเลิกจ้าง ด้านความคิดเห็นต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาความยากจนด้วยการเพิ่มโอกาสในการทำงาน/จ้างงาน ร้อยละ 79.02 ส่วนปัญหาหนี้สินอยากให้รัฐบาลสนับสนุนการสร้างรายได้ให้กับประชาชน ร้อยละ 79.16 ขณะที่ปัญหาเลิกจ้างงาน อยากให้ช่วยส่งเสริมการสร้างงานใหม่/ช่วยหางานใหม่ ร้อยละ 77.34 โดยกลุ่มตัวอย่างมองว่าแนวทางที่จะทำให้คนไทย “กินดีอยู่ดีไม่มีหนี้สิน” คือ ต้องมีงานทำ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดี ร้อยละ 34.06

โลกยังผลิตพลาสติกมหาศาล เทียบเท่าน้ำหนักวาฬสีน้ำเงิน 3 แสนตัว/ปี สหรัฐตั้งเป้าเลิกใช้แบบครั้งเดียวทิ้ง ภายในปี 2578

ข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า ทุกปีมีพลาสติกถูกผลิตออกมาอย่างน้อย 460 ล้านเมตริกตัน ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำหนักของวาฬสีน้ำเงินมากกว่า 300,000 ตัว ทั้งนี้ เมื่อขยะพลาสติกขนาดใหญ่ย่อยสลายหรือแตกหัก ก็จะก่อให้เกิดไมโครพลาสติก หรืออนุภาคพลาสติกที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถพบได้ทุกที่ รวมถึงในร่างกายของมนุษย์ด้วย
ทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (20 ก.ค.) ว่า มีแผนที่จะเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ในการดำเนินงานทุกส่วนของรัฐบาลกลางภายในปี 2578 โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการจัดการกับวิกฤตมลพิษจากพลาสติกที่เพิ่มขึ้น
ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลกลางจะเลิกจัดซื้อพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ในส่วนของบริการอาหาร อีเวนต์ และบรรจุภัณฑ์ ภายในปี 2570 เพื่อตัดวงจรชีวิตของพลาสติก และจะเลิกจัดซื้อพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งสำหรับการดำเนินงานทุกส่วนของรัฐบาลกลาง ภายในปี 2578
สำนักข่าวซินหัว ระบุ ทำเนียบขาวคาดการณ์ว่า การดำเนินการนี้ จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออุปทานผลิตภัณฑ์พลาสติกในสหรัฐ