UN Population Division คาดการณ์ว่าประชากรโลก 7 ใน 10 คนจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง (Urban Area) ภายในปี 2593 เพิ่มขึ้นจาก 3 ใน 10 ในปี 2493 ซี่งเป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศและเมืองต่างๆ ต้องเร่งหามาตรการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่น่าหวั่นวิตกนี้
จาก Infographic นี้ ของ Statista คาดว่า “จีน” จะมีเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี โดยเพิ่มขึ้นจากประชากรเพียง 11.8% ที่อาศัยอยู่ในใจกลางเมืองในปี 2493 มาเป็น 80% ในปี 2593 ซึ่งแตกต่างกันมากถึง 68.2% ส่วนหนึ่งได้รับแรงผลักดันจากการเพิ่มขึ้นของงานในภาคการผลิตและบริการในเมือง
ขณะที่ญี่ปุ่น บราซิล และสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่คาดว่าจะมีประชากรมากกว่า 90% อาศัยอยู่ในเขตเมืองภายในปี 2593 โดยสหราชอาณาจักรมีการขยายตัวของเมืองค่อนข้างมากในช่วงแรกๆ สาเหตุหลักมาจากในช่วงเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม และวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คล้ายกันสำหรับประเทศอื่นๆ ในยุโรปเหนือและยุโรปตะวันตก ซึ่งคาดว่าจะมีประชากรเพียงไม่ถึง 90% ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองในเวลานั้น ในยุโรปตอนใต้ การคาดการณ์นี้จะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 82.1% ในขณะที่ยุโรปตะวันออกคาดว่าจะลดลงเล็กน้อยที่ 79.4% ส่วนในสหรัฐอเมริกา คาดว่าผู้คน 83.7% จะอาศัยอยู่ในใจกลางเมืองในปี 2568 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 89.2% ภายในปี 2593

ทั้งนี้ มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดการขยายตัวของเมือง รวมถึงการถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ชนบทเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือระบบเกษตรกรรมอัตโนมัติ และการจัดรูปที่ดิน (การดำเนินงานพัฒนาที่ดินที่ใช้เพื่อเกษตรกรรมให้สมบูรณ์ทั่วถึงที่ดินทุกแปลง เพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนการผลิต ด้วยการรวบรวมที่ดินหลายแปลงในบริเวณเดียวกัน เพื่อวางผังจัดรูปที่ดินใหม่ รวมึงมีการจัดระบบชลประทาน และการระบายน้ำ การจัดสร้างถนน หรือทางลำเลียงในไร่นา การปรับระดับพื้นที่ดิน การบำรุงดิน การวางแผนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลการเกษตร ตลอดถจนการแลกเปลี่ยน การโอน การรับโอนสิทธิในที่ดิน การให้เช่าซื้อที่ดิน และการจัดเขตที่ดินสำหรับอยู่อาศัย) ส่งผลให้มีงานแรงงานในชนบทน้อยลง รวมถึงมีการจ้างงานที่ดีขึ้นและโอกาสทางการศึกษา หรือความสนใจในไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างที่ผลักดันให้ผู้คนย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เขตเมือง
นอกจากนี้ ผลกระทบของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน เนื่องจากบางพื้นที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้มากขึ้น เช่น บริเวณเส้นศูนย์สูตรหรือตามแนวชายฝั่ง โดยในการศึกษาล่าสุดซึ่งบ่งชี้ว่าผู้คนราว 13 ล้านคน อาจถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกาภายในปี 2100 เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
สิ่งที่ภาครัฐของประเทศและเมืองต่างๆ พึงตระหนักและเร่งหาแนวทางในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้คือ
การเกิดขึ้นของการขยายตัวของเมืองในฐานะเมกะเทรนด์ระดับโลกนั้นเกี่ยวพันกับความท้าทายที่โลกของเราเผชิญในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
การสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมรวมถึงการบริหารจัดการและออกแบบโครงสร้างที่เหมาะสมจะต้องเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองในอนาคต
การระบาดใหญ่ของโควิด-19 และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลกล้วนเป็นเครื่องเตือนใจว่าเขตเมืองจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและไม่อาจคาดเดาได้
วิสัยทัศน์สำหรับอนาคตที่ดีของเมืองต่างๆ จะต้องสามารถให้คำมั่นสัญญาในเรื่องรายได้พื้นฐานสากลความคุ้มครองด้านสุขภาพและที่อยู่อาศัย
การปรับให้เข้ากับวาระการพัฒนาเมืองใหม่และ SDG 11 (ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุมปลอดภัยมีภูมิต้านทานและยั่งยืน)
เขตเมืองต่างๆ ไม่เพียงก่อให้เกิดความมั่งคั่งแต่ยังรวมไปถึงความยากจนและความไม่เท่าเทียมกันอีกด้วยจากสลัมที่แออัดยัดเยียดในประเทศกำลังพัฒนาไปจนถึงการไร้ที่อยู่อาศัยและความอดอยากในโลกที่พัฒนาแล้วความยากจนในเมืองและความไม่เท่าเทียมมีหลายรูปแบบเราไม่สามารถจินตนาการถึงอนาคตที่สดใสของเมืองต่างๆ ได้เมื่อความไม่เท่าเทียมกันและความยากจนในบางภูมิภาคดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นวิธีจัดการกับความยากจนและความไม่เท่าเทียมถือเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่สุดที่เขตเมืองกำลังเผชิญอยู่การเพิ่มรายได้และโอกาสที่หลากหลายสำหรับทุกคนถือเป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุอนาคตของเมืองในแง่ดีวาระการพัฒนาระดับโลกถือเป็นประเด็นสำคัญในประเด็นนี้ด้วย SDG 1 ซึ่งเรียกร้องให้โลกของเรา “ยุติความยากจนในทุกรูปแบบและทุกแห่ง” หากความยากจนในเมืองไม่ได้รับการแก้ไขเป้าหมายนี้ก็ดูจะเลื่อนลอย
ที่มา :
- 7 in 10 People to Live in Urban Areas by 2050
- Envisaging the Future of Cities
- งานจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม













