นอกจาก “คางดำ” ยังมี “ปิรันยา” “ช่อนอเมซอน” “กะพงแม่น้ำไนล์” และ “ผองเพื่อน” ที่รอการกำจัด

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) หมายถึง “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” สิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยปรากฏในถิ่นชีวภูมิศาสตร์หนึ่งมาก่อนแต่ได้ถูกนำเข้ามาหรือเข้ามาโดยวิธีใดๆ จากถิ่นอื่น ซึ่งอาจดำรงชีวิตอยู่ และสามารถสืบพันธุ์ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัจจัยสิ่งแวดล้อมและการปรับตัวของชนิดพันธุ์นั้นๆ ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่นำเข้าโดยชนิดพันธุ์เหล่านี้เมื่อนำเข้ามาในพื้นที่ใหม่แล้วสามารถมีชีวิตรอดและสืบพันธุ์เพื่อขยายประชากรได้ จึงจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท

1. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ไม่รุกราน (Non-Invasive Alien Species) ให้หมายความเหมือนชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่น แต่เมื่อนำเข้ามาแล้วไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพโดยตรงหรือชัดเจนนัก มีการดำรงชีวิตแบบไม่แข่งขันหรือขัดต่อการดำรงชีพของสัตว์น้ำท้องถิ่น และสมดุลของนิเวศ ตัวอย่างเช่น ปลานิล ปลาไน และปลาจีน รวมถึงปลาเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีการปล่อยลงแหล่งน้ำ
2. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive Alien Species) หมายถึง ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำที่เข้ามาแล้วมีการแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว สามารถปรับตัวแข่งขันแทนที่ชนิดพันธุ์พื้นเมืองได้ดี มีการตั้งถิ่นฐานและแพร่กระจายได้ในธรรมชาติจนกลายเป็นชนิดพันธุ์เด่นในสิ่งแวดล้อมใหม่ (Dominant Species) ที่อาจทำให้ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นหรือชนิดพันธุ์พื้นเมืองสูญพันธุ์ (Indigenous Species) ได้
รวมทั้งยังมีการดำรงชีวิตที่ขัดขวางหรือกระทบต่อสมดุลนิเวศทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของชนิดพื้นเมือง รวมไปถึงส่งผลคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพและก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัยได้ นอกจากนี้ยังอาจถือเป็นศัตรูต่อผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้อีกด้วย เช่น ปลากดเกราะ ปลาดุกแอฟริกัน (ปลาดุกรัสเซีย) และหอยเชอรี่
ในเอกสารคู่มือการจัดการชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นในประเทศไทย โดยสุวิมล สี่หิรัญวงศ์ ราชการบริหารส่วนกลาง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20200623153716_1_file.pdf ได้มีการระบุถึง การนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นในประเทศไทย โดยสัตว์น้ำชนิดแรกที่มีการนำเข้ามา ได้แก่ ปลาเงินปลาทอง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเพื่อใช้เพาะเลี้ยงเป็นสัตว์น้ำสวยงาม หลังจากนั้นมีการนำเข้าปลาไน เพื่อใช้เลี้ยงเป็นอาหาร ต่อมาจึงเป็นกลุ่มปลาจีน และปลาชนิดอื่นๆ อีกมากมาย
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2553 ได้นำเข้าปลาหมอคางดำจากสาธารณรัฐกานา ทวีปแอฟริกา เพื่อนำมาปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิลแบบมีเงื่อนไข เนื่องจากเป็นปลาที่กินอาหารเก่ง แพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว และอัตราการรอดตายสูง เมื่อหลุดรอดลงในแหล่งน้ำธรรมชาติจึงส่งผลต่อระบบนิเวศ และแพร่พันธุ์เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก จนกระทั่งปัจจุบันพบว่ามีสัตว์น้ำต่างถิ่นได้ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยแล้วมากกว่า 1,100 ชนิด
ปลาหมอคางดำ
ปลาหมอคางดำ
จากอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ภายใต้มาตรา 8 (h) ที่กําหนดไว้ว่า “ให้ประเทศภาคีสมาชิก ดําเนินการป้องกันการนําเข้า ควบคุม หรือกําจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่คุกคามระบบนิเวศ ถิ่นที่อยู่อาศัย หรือชนิดพันธุ์อื่น” และเป้าหมายไอจิที่ 9
ซึ่งกําหนดว่า “ภายในปีพ.ศ. 2563 ต้องจําแนก ระบุ และจัดลําดับความสําคัญของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานและเส้นทางแพร่กระจาย ควบคุม หรือกําจัดชนิดพันธุ์ที่มีลําดับความสําคัญสูง และดําเนินมาตรการเพื่อจัดการเส้นทางแพร่กระจายเพื่อป้องกันการนําเข้าและการตั้งถิ่นฐานรุกราน”
โดยประเทศไทยได้ดําเนินงานสอดคล้องกับนานาประเทศภาคีสมาชิก โดยสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยประสานงานกลางแห่งชาติได้ดําเนินการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลในทุกแผนการจัดการที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อประมวลผลและจัดทําแผนการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีลําดับความสําคัญสูงของประเทศไทย
โดยได้ให้คำจำกัดความของ “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีลําดับความสําคัญสูง“ หมายถึง “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานที่มีลำดับความสำคัญตามเกณฑ์การจัดลำดับความสำคัญของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีลำดับความสำคัญสูงที่ต้องมีการจัดการอย่างเร่งด่วน” ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อชนิดพันธุ์ดั้งเดิมและระบบนิเวศในประเทศไทยอย่างรุนแรงแล้วนั้น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2561)
จึงได้จัดทำเกณฑ์เพื่อจําแนก ระบุ และจัดลําดับความสําคัญของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน ด้วยการพิจารณาจากการรวบรวมข้อมูลทางชีววิทยา และข้อมูลการแพร่ระบาดในระบบนิเวศ จัดทำเป็นข้อมูลเบื้องต้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดหลักเกณฑ์และระดับการให้คะแนนเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจำแนก รวมถึงระบุช่วงคะแนนตามการจัดลำดับความสำคัญ
จากหลักเกณฑ์และระดับการให้คะแนนเพื่อนำไปสู่การจัดลำดับความสำคัญของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นนั้น ผลการคัดเลือกชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่มีลำดับความสำคัญสูงของประเทศไทยจากการใช้เกณฑ์ดังกล่าว พบว่าสามารถคัดเลือกชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่มีลําดับความสําคัญในลำดับที่ 1 (ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกรานแล้วและมีลําดับความสําคัญสูง
โดยได้ส่งผลกระทบต่อชนิดพันธุ์พื้นเมืองและระบบนิเวศในประเทศไทยอย่างรุนแรงแล้วต้องใช้แนวทางการควบคุมหรือกําจัดอย่างเร่งด่วน) ได้จำนวน 8 ชนิด ซึ่งได้มีการรวบรวมเส้นทางการแพร่ระบาดเพื่อใช้จัดทำแผนหรือแนวทางในการควบคุมและกำจัดอย่างเร่งด่วน โดยผลการดำเนินการในชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่มีลำดับความสำคัญสูงทั้ง 8 ชนิดนี้ สามารถจัดทำแผนหรือแนวทางในการจัดการได้แล้วจำนวน 8 ชนิด ดังตารางที่ 6

และยังพบว่ามีชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่มีลำดับความสำคัญในลำดับที่ 2 (ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่เริ่มพบมีแนวโน้มการรุกรานและมีลําดับความสําคัญปานกลาง โดยได้ส่งผลกระทบต่อชนิดพันธุ์พื้นเมืองและระบบนิเวศในประเทศไทยในระดับที่สังเกตได้แล้วและควรใช้แนวทางการควบคุมหรือกําจัดทันที) จำนวน 7 ชนิดด้วย ดังตารางที่ 7