การสร้างสรรค์ เมด อิน ไทยแลนด์ คงมิใช่แค่การรณรงค์ให้คนไทยหันมาใช้สินค้าไทยเท่านั้น แต่ต้องมีการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น จีนสร้างโทรศัพท์มือถือหัวเว่ย เกาหลีใต้สร้างรถยนต์ฮุนได ออกมาแข่งขันในตลาดโลก
แต่การจะสร้างสรรค์สินค้าไทยให้กลายเป็นอินเตอร์แบรนด์ได้ ต้องมีเวทีให้ผู้ประกอบการแจ้งเกิด เช่นงาน อว.แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND นอกจากจะได้ชมความตื่นตาตื่นใจของสินค้านวัตกรรมชั้นนำมากมายแล้ว ยังมีการมอบรางวัล PMUC COUNTRY 1st AWARD ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของไทย โดยมอบให้กับผู้นำงานวิจัย มาสร้างสรรค์จนกลายเป็นสินค้ามูลค่าสูง ทำให้รู้ว่าบ้านเรามีผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่สู้กับต่างชาติได้สบาย
ทั้ง 13 ผลงาน เห็นแล้วต้องบอกว่า เป็นการสร้างขีดความสามารถครั้งใหม่ของประเทศโดยแท้ อาทิ เมติคูลี่ กระดูกเทียมเฉพาะบุคคล ซึ่งได้รับการคัดเลือกเข้าในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น, รถไฟสุดขอบฟ้า (beyond horizon): รถไฟไทยทำ เป็นตู้โดยสารต้นแบบคันแรกของไทย หรือ Zero Wastewater Discharge ต้นแบบระบบบำบัดน้ำในโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ที่มีการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ โดยไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ระบบสาธารณะแม้แต่หยดเดียว

ต้องยอมรับว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ กว่าจะประสบความสำเร็จก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการทดลอง ครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มตั้งแต่การนำงานวิจัยมาทดสอบในห้องแล็ป วิเคราะห์ความเป็นไปได้ ปัญหา อุปสรรค แก้ไขจนกระทั่งได้โปรโตไทป์ออกมา ก่อนจะนำโปรโตไทป์มาต่อยอดตามขั้นตอนต่างๆ ของระบบการวิจัยและพัฒนา จนกลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม ในอดีตงานวิจัยจำนวนมาก ไม่สามารถนำมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ เพราะนักวิจัยกับนักลงทุน มีช่องว่างที่ไม่สามารถเข้าถึงซึ่งกันและกัน เนื่องจากมีความคิดคนละด้าน นักวิจัยต้องการสร้างสรรค์งานรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีในตลาด แต่มีแนวโน้มว่าจะเป็นที่ต้องการของสังคมในอนาคต ขณะที่นักลงทุนมองว่า การนำเงินมาลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เป็นค่าใช้จ่ายระยะยาว ซึ่งไม่รู้ว่าในอนาคตจะสร้างโอกาสงทางธุรกิจได้จริงหรือเปล่า ทำให้เกิดช่องว่างตรงกลาง คืองานวิจัยไม่ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากนักลงทุน ในขณะที่นักลงทุนก็ไม่ได้งานวิจัยดีๆ ไปผลิตเป็นสินค้า ศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกจึงไม่โดดเด่น เพราะเราไม่สามารถสร้างความต่างที่มีประสิทธิภาพได้

จนกระทั่ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดตั้ง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เพื่อเป็นตัวกลางการเชื่อมโยงนักวิจัยกับนักลงทุนได้มีโอกาสมาเจอกัน ทำงานร่วมกัน ผลิตสินค้าจากงานวิจัยออกมาขายในเชิงพาณิชย์ได้จริง โดย บพข.จะเปิดช่องให้นักวิจัย หรือ บริษัทเอกชนที่มีโครงการดีๆ สามารถสร้างขีดการแข่งขันของประเทศในระดับโลกได้ ส่งโครงการระดับ TRL4 หรือ โครงการที่ผ่านการทดลองในห้องแล็ปและมีต้นแบบผลิตภัณฑ์แล้ว มาขอรับทุนวิจัย พัฒนาต่อยอดในระดับ TRL5-TRL8 ซึ่งเป็นระดับก้าวเข้าสู่เชิงพาณิชย์ เมื่อโครงการผ่านการพิจารณา จะได้รับทุนสนับสนุนจำนวนหนึ่ง แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าโครงการนั้นสร้างสรรค์โดยนักวิจัย จะต้องมีภาคเอกชนร่วมด้วย และเอกชนจะต้องร่วมสนับสนุนทุนวิจัยจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ บพข.มั่นใจว่า งานวิจัยชิ้นนั้นมีเป้าหมายในการพัฒนาเข้าสู่เชิงพาณชย์จริงๆ เพราะคงไม่มีเอกชนรายไหน จ่ายเงินให้โดยไม้หวังพัฒนาต่อยอด ในขณะเดียวกัน ถ้าโครงการนั้นเป็นไอเดียของบริษัทเอกชน ก็จะต้องมีนักวิจัยหรือมหาวิทยาลัยร่วมในทีม เพื่อใช้งานวิจัยเป็นธงนำในการพัฒนาสินค้านั้นๆ ซึ่งจะสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในระดับโลก ทำให้การใช้งบประมาณของประเทศเป็นไปอย่างคุ้มค่า สัมฤทธิ์ผลอย่างแท้จริง
การมีหน่วยงานอย่าง บพข. ไม่ได้เป็นเพียงตัวเชื่อมระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการเท่านั้น หากยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนต่างๆ ได้หันมาสนับสนุนสินค้าไทย สร้างช่องทางการขายในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น หรือการหานักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนในอนาคตก็มีโอกาสมากขึ้น ซึ่งในต่างประเทศมีหน่วยงานแบบ บพข.มานานแล้ว เช่น ญี่ปุ่น ทำให้สามารถสร้างสรรค์สินค้า เมด อิน เจแปน ประสบความสำเร็จในตลาดโลกมากมาย
โครงการหนึ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งก็คือ โครงการรถไฟโดยสาร “สุดขอบฟ้า” ซึ่งเป็นรถไฟโดยสารต้นแบบคันแรกของประเทศไทย เป็นโครงการของบริษัทเอกชนคือ กิจการร่วมค้า ไซโนเจน-ปิ่นเพชร จำกัด ทำร่วมกับหน่วยงานวิจัยคือ ศูนย์วิจัยระบบรางและโครงสร้างพื้นฐาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข.
การผลิตตู้รถไฟโดยสาร “สุดขอบฟ้า” ถือเป็นการสร้างมิติใหม่ให้กับวงการถรถไฟไทย เนื่องจากมีเป้าหมายใชวัตถุดิบในเมืองไทย หรือ Local Content ไม่ต่ำกว่า 40% ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม ที่กำหนดว่าต้องไม่น้อยกว่า 40% แต่รถไฟโดยสารสุดขอบฟ้าสามารถทำได้ 44.1% นอกจากนี้ หากพิจารณาเฉพาะตู้รถไฟและส่วนประกอบ ไม่รวมแคร่จะมี Local Content สูงถึง 76% จากชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกว่า 300 ชิ้น สร้างผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิตมากกว่า 10 ราย มีราคาถูกกว่าการนำเข้าไม่น้อยกว่า 30% ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อ รฟท. และประเทศชาติ ด้วยความพร้อมของเทคโนโลยีระดับ TRL9













