ในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับการพูดถึง ปลาหมอคางดำ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสัตว์น้ำอันตราย หรือ เอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Species) ที่ต้องกำจัดเพราะเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศใต้น้ำ โดยเฉพาะสัตว์น้ำประจำถิ่นที่จะถูกเจ้าปลาหมอสายพันธุ์นี้ไล่กินจนหมด และเมื่อข่าวนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้ “ปลาหมอคางดำ” กลายเป็นคำค้นหายอดนิยมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะผู้คนต่างอยากทราบความจริงว่าปลาชนิดนี้มีที่มาจากไหนและมีอันตรายอะไรอีกบ้างหรือไม่
เว็บไซต์ ISAN Insight & Outlook จึงเผยแพร่บทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.พรเทพ เนียมพิทักษ์ หัวหน้าสาขาวิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อชวนมารู้จักกับ “ปลาหมอคางดำ” พร้อมไขคำตอบวิธีแก้ไขปัญหาการระบาดของเอเลี่ยนสปีชีส์ ชนิดนี้กัน

รู้ทัน อันตราย vs ประโยชน์ของ ปลาหมอคางดำ
โดย ผศ.ดร.พรเทพ ได้ให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ว่า “มีลักษณะคล้ายปลาหมอเทศ ปลานิล แต่บริเวณใต้คางจะมีสีดำ และโดยส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่า ปลาชนิดนี้ถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปแอฟริกา กระทั่งถูกนำเข้ามายังประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อนจนเกิดการแพร่ระบาด แต่ยังไม่เป็นที่สนใจเพราะยังมีจำนวนไม่มากและยังไม่มีผลกระทบต่อการทำการประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ”
“จนไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจุบันข้อมูลจากกรมประมงที่มีการรายงาน พบว่า ปลาหมอคางดำ มีการแพร่กระจายออกไปแล้ว 13 จังหวัด ตั้งแต่อ่าวไทยรูปตัวกอ เช่น จังหวัดระยอง ลงไปถึงทางใต้ในจังหวัดสงขลา”
“จะสังเกตว่า ปลาหมอคางดำอยู่บริเวณเขตชายฝั่งของประเทศไทยและแม่น้ำ ลำคลองที่เชื่อมต่อกับชายฝั่งเป็นหลัก โดยปัจจัยที่มีการแพร่กระจาย คือ ปลาหมอคางดำสามารถอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความเค็มตั้งแต่ 0-45 PPT คือ อยู่ได้ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และอาศัยอยู่ได้ดีมากในบริเวณน้ำกร่อย อีกปัจจัย คือ ปลาหมอคางดำมีการฟักไข่ในปาก โดยเฉลี่ยครั้งหนึ่งจะมีไข่ 50-300 อาจจะถึง 500 ฟอง ขึ้นอยู่กับขนาด ซึ่งตัวผู้จะดูแลตัวอ่อนค่อนข้างดี ทำให้อัตราการรอดตายของลูกสูงขึ้น คอกหนึ่งอาจจะรอดถึง 90-95% และเมื่อลูกออกมาจากปากก็จะตัวโตพอหาอาหารได้เองแล้ว”

“อย่างไรก็ดี ปลาหมอคางดำมีประโยชน์ นำมาเป็นอาหารทั้งทำปลาเค็มแดดเดียว น้ำปลา น้ำปลาร้า หรือนำไปเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่างการทำปลาป่น หรือนำไปทำเป็นปลาเหยื่อเลี้ยงปลาเนื้อ แต่อีกด้านปลาหมอคางดำก็มีลักษณะพิเศษ คือ หาอาหารเก่ง กินได้ทั้งพืชและสัตว์ ทำให้ไปแย่งอาหารปลาธรรมชาติ นอกจากนี้ ปลาหมอคางดำยังไปทำลายตัวอ่อนของสัตว์น้ำ กินได้ทั้งลูกกุ้ง ลูกปู ลูกปลา ทำให้สัตว์น้ำในธรรมชาติก็ค่อยๆ ลดลงไป และตัวมันก็แพร่พันธุ์เร็วและมากยิ่งขึ้น”
สำหรับโอกาสที่ปลาหมอคางดำจะแพร่มายังภาคอีสานหรือไม่นั้น หัวหน้าสาขาวิชาประมง ระบุว่า ยังมีโอกาสอยู่ แต่การจะแพร่ตามธรรมชาติคงต้องใช้เวลา เนื่องจากภูมิประเทศ และระบบลำน้ำของภาคอีสานไม่ได้เชื่อมต่อกับภาคกลางมากนัก ซึ่งการแพร่พันธุ์จะเน้นแพร่มาจากแม่น้ำ ลำคลอง ซึ่งระบบลำน้ำปกติแล้วจะไหลออกไปยังแม่น้ำโขง ดังนั้น หากจะแพร่มาภาคอีสานได้อาจจะเข้ามาทางแม่น้ำโขง แต่ตัวการที่ทำให้เกิดการแพร่พันธุ์ คือ มนุษย์ที่นำพาปลาหมอคางดำเข้ามา จุดนี้เป็นส่วนที่ต้องให้ความสำคัญ
ส่วนประเด็นที่มีการพูดกันหนาหูว่าถ้า ปลาหมอคางดำ มาแพร่พันธุ์ที่ภาคอีสาน คนอีสานจะจับมาเป็นวัตถุดิบทำอาหารและช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำได้แน่นอนนั้น ในประเด็นนี้ ผศ.ดร.พรเทพ ชี้แจงด้วยเหตุผลว่า
“คนเราต้องการอาหารโปรตีน ภาคอีสานการเลี้ยงสัตว์น้ำมันยาก เพราะดินไม่เหมาะสม การเก็บน้ำไม่อยู่ สารพัดอย่าง เพราะฉะนั้นแหล่งโปรตีนเราก็ต้องการ คนอีสานก็ชอบ ถ้าเกิดมาอยู่อีสานก็อาจจะหมดเลยก็ได้ในอนาคต เหมือนหอยเชอรี่ที่เมื่อก่อนก็เป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ระบาดไปทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันในอีสานเริ่มขาดแคลนจนมีการเลี้ยงเพราะเป็นเมนูโปรดของหลายคน แต่ทางที่ดีคือ อย่ามีใครนำมาแพร่กระจายในภาคอีสานจะดีที่สุด”

รู้เพิ่มเติม นิยามของ เอเลี่ยนสปีชีส์ กับการแบ่งประเภทเพื่อจัดการและควบคุมอย่างถูกวิธี
อย่างไรก็ตาม บทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ISAN Insight & Outlook ยังได้อธิบายเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจ “เอเลียนสปีชีส์” (Alien Species) ให้มากขึ้น โดยคำนี้ใช้จำกัดความสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น ที่ไม่ได้มีต้นกำเนิด ชนิดพันธุ์อยู่ในประเทศไทย อาจนำเข้ามาด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเพื่อการเกษตร การเพาะเลี้ยง หรือเป็นสัตว์เลี้ยงในทางด้านเศรษฐกิจ แต่หาก “เอเลียนสปีชีส์” เหล่านี้อยู่ผิดที่ผิดทางย่อมส่งผลกระทบมากกว่าสร้างประโยชน์
โดยในปัจจุบันในประเทศไทยพบว่ามี “ปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” กว่า 3,500 ชนิด ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ถูกนำเข้ามาเพื่อการเกษตร เป็นสัตว์เลี้ยงสวยงาม รวมทั้งการเก็บรวบรวมไว้ในสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ โดยสามารถแบ่งได้ตามบทบาทที่มีต่อระบบ นิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมออกได้เป็น 2 ประเภท
1. ประเภทที่ไม่รุกราน (Non–invasive)
สำหรับกลุ่มนี้เป็นพันธุ์ที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หรือระบบนิเวศโดยตรง เพราะใช้ชีวิตแบบไม่แข่งขันหรือขัดต่อการดำรงชีพของสัตว์ชนิดอื่น หรือขัดกับสมดุลของระบบนิเวศ มักเป็นชนิดพันธุ์ที่พบน้อยหรือไม่แพร่พันธุ์ในธรรมชาติ อย่างไรก็ตามสภาพของนิเวศ ที่เปลี่ยนไปอาจมีผลให้ชนิดพันธ์ดังกล่าวเจริญแทนที่ และ ขัดขวางการฟื้นตัวของสมดุลนิเวศได้ สัตว์น้ำในประเภทนี้ เช่น ปลานิล ปลาไน และปลาจีน รวมถึงปลาเศรษฐกิจต่างๆ จึงถูกปล่อยลงแหล่งน้ำทั่วไปได้

สัตว์น้ำที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ก็ได้แก่ ปลานิล ปลาทับทิม (ปรับปรุงสายพันธุ์ จาก ปลานิล) ปลานิลจิตรลดา ถิ่นกำเนิดแอฟริกา พบได้โดยทั่วไป แม้จะมีหน้าตาคล้ายปลาหมอคางดำที่เป็นข่าวระบาดอย่างหนักในตอนนี้ เพราะ อยู่ในวงศ์ “ปลาหมอสี” เช่นกันแต่คนละสายพันธุ์ ปลานิลมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่า เนื้อเยอะ รสชาติดีกว่า แม้ตอนเล็กๆ ปลานิลจะกินแทบทุกอย่างแต่เมื่อโตขึ้นจะกินพืชน้ำ สาหร่าย มากกว่า และการแพร่พันธุ์ไม่รุนแรงจนกระทบระบบนิเวศ อีกทั้งยังเป็นที่นิยมในการบริโภค จึงควบคุมปริมาณในธรรมชาติได้
2. ประเภทที่รุกราน (Invasive alien species, IAS)
เป็นชนิดที่แพร่พันธุ์ได้เร็ว และ มีความสามารถในการปรับตัวแข่งขัน แทนที่ชนิดพันธุ์พื้นเมืองได้ดี แถมยังมีการดำรงชีวิต ที่ขัดขวาง หรือ กระทบต่อสมดุลนิเวศ ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบชนิดพันธุ์พื้นเมือง หรืออาจเป็นศัตรูต่อผลผลิต การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำการเกษตรได้ ตัวอย่างเช่น ปลากดเกราะ ปลาดุกอัฟริกัน (ดุกรัสเซีย) และลูกผสม และหอยเชอรี่
แนะ 3 วิธีแก้ปัญหาปลาหมอคางดำแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ
ต่อมา ผศ.ดร.พรเทพ แนะนำว่า วิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อเผชิญกับเอเลี่ยนสปีชีส์ อย่างปลาหมอคางดำ วิธีแรกที่สิ่งสำคัญ คือ “เจอต้องจับ” เพื่อไม่ให้แพร่ระบาดไปยังแหล่งน้ำอื่น ควบคุมไม่ให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้
อีกวิธี คือ การใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ เช่น การนำไปบริโภค ซึ่งภาครัฐอาจเข้ามาช่วยเพิ่มแรงจูงใจได้ด้วยการเพิ่มมูลค่า เพื่อให้ประชาชนต้องการจับปลาหมอคางดำมากยิ่งขึ้น

และวิธีสุดท้าย คือ การใช้ปลานักล่า เช่น ปลากะพงขาว หรือ ปลากดทะเล หรือปลานักล่าอื่น เพื่อไปทำลายลูกปลาหมอคางดำได้ แต่อย่างไรก็ต้องมีการพิจารณาและคำนึงถึงความสัมพันธ์กับขนาดและสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของปลานักล่าด้วย และขณะเดียวกัน กรมประมงก็อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเพื่อทำให้ปลาหมอคางดำเป็นหมัน เพื่อควบคุมประชากร ลดการแพร่พันธุ์ ซึ่งก็ต้องใช้เวลา
และ ผศ.ดร.พรเทพ ยังฝากไว้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมีเอเลี่ยนสปีชีส์เข้ามาและสร้างผลกระทบหลายตัวแล้ว สิ่งสำคัญ คือ การสร้างจิตสำนึก โดยให้องค์ความรู้ต่างๆ ซึ่ง สาขาวิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นั้น มีการเรียนการสอนเรื่อง เอเลี่ยนสปีชีส์ ในรายวิชากฎหมายประมง ซึ่งสอนให้นักศึกษาได้รู้ว่า ตามกฎหมายประมงสัตว์น้ำประเภทไหน ครอบครองไม่ได้ เพาะเลี้ยงไม่ได้ และมาตรการควบคุมเอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Species) ต้องทำอย่างไร
เพราะหลายเคสหากสามารถควบคุมได้ในระบบการเลี้ยงก็จะไม่หลุดออกไปสู่สิ่งแวดล้อม โดยมีแนวคิดว่า หากไม่เลี้ยงก็ต้องทำลายไม่นำไปปล่อย และองค์ความรู้เป็นเรื่องสำคัญว่าเป็นสัตว์ที่รุกรานหรือไม่ ก็ไม่ควรเลี้ยงตั้งแต่แรก และต้องกำจัดทันที เพราะหากลงไปในแหล่งน้ำแล้วจะจัดการยาก
รู้เรื่องจริงในทุกเทรนด์ที่เกิดขึ้น
นอกจาก “คางดำ” ยังมี “ปิรันยา” “ช่อนอเมซอน” “กะพงแม่น้ำไนล์” และ “ผองเพื่อน” ที่รอการกำจัด
ตัวการมารร้าย! “คลื่นความร้อน” ยังคงกดดันพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง











