ปรับเมนูเพียงเล็กน้อย ยืดอายุ “วัยทอง” ได้ 10 ปี

ดร. Lars Fadnes จาก University of Bergen ประเทศ Norway ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับการปรับเมนูอาหารเพียงเล็กน้อย สามารถช่วยยืดอายุ “วัยทอง” เพิ่มได้อีก 10 ปี

ดร. Lars Fadnes พร้อมทีมนักวิจัยด้านสาธารณสุขศาสตร์จากนานาชาติ ได้เผยแพร่บทความวิจัยลงในวารสาร Nature Food เมื่อเดือนพฤศจิการยน ปี ค.ศ. 2023
โดยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามระยะยาว กับกลุ่มประชากรขนาดใหญ่เกือบ 500,000 คนในสหราชอาณาจักร
ดร. Lars Fadnes ได้แบ่งประชากรออกเป็นกลุ่มย่อย ตามชนิดของอาหารที่กินเป็นประจำ ประกอบไปด้วย กลุ่ม Junk Food, กลุ่มคุณค่าโภชนาการปานกลาง, กลุ่มอาหารดีมีประโยชน์ตาม Eatwell Guide, กลุ่มอาหารอายุวัฒนะ หรือ Longevity Diet ที่ดีต่อสุขภาพในระดับสูงสุดเป็นประจำ
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่หันมาบริโภคอาหารที่มีคุณค่าสูงทางโภชนาการเป็นหลัก ตาม Eatwell Guide และสามารถคงพฤติกรรมการกินเอาไว้ได้ในระยะยาว สามารถมีอายุคาดเฉลี่ยยืนยาวมากขึ้นกว่าเดิมถึง 9 ปี แม้จะเริ่มหันมารักษาสุขภาพด้วยการกินเอาในตอน “วัยทอง” แล้วก็ตาม
Eatwell Guide แบ่งอาหาร และเครื่องดื่มที่ควรบริโภคออกเป็น 5 กลุ่มหลัก:
  1. ผลไม้ และผัก
  2. มันฝรั่ง ขนมปัง ข้าว พาสต้า คาร์โบไฮเดรต และอาหารประเภทแป้งอื่นๆ
  3. ถั่ว ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ และโปรตีนอื่นๆ
  4. ผลิตภัณฑ์นม และนมทางเลือกอื่น
  5. น้ำมัน และผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง
ส่วนผู้ที่กิน “อาหารอายุวัฒนะ” ซึ่งหมายถึงธัญพืชเต็มเมล็ด, ถั่ว, ผัก,ผลไม้, ปลา ในปริมาณปานกลาง ไม่ดื่มน้ำหวาน และผลิตภัณฑ์เนื้อที่ผ่านการแปรรูปอย่างสิ้นเชิง มีอายุคาดเฉลี่ยยืนยาวขึ้นกว่าเดิมถึง 10 ปีเลยทีเดียว แม้จะไม่ได้เริ่มกินอาหารที่ดีดังกล่าวตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาวเช่นกันก็ตาม
สรุปผลการวิจัยได้ว่า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต “วัยทอง” อย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของอาหารกิน คือการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สามารถจะช่วยยืดอายุขัยให้ยืนยาวขึ้นได้มากถึง 10 ปี

ซึ่งทีมนักวิจัยได้สร้างแบบจำลองอายุคาดเฉลี่ย หรือ Life Expectancy ของชาวอังกฤษจำนวน 467,354 คน เพื่อนำข้อมูลสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างมาสังคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำข้อมูลพฤติกรรมการกินจากฐานข้อมูล UK Biobank มาร่วมวิเคราะห์ด้วย
ดร. Katherine Livingstone นักโภชนาการประชากร จาก Deakin University ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า หากเรารีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้เร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของเราเอง และทำให้มีอายุคาดเฉลี่ยยืนยาวเร็วขึ้นเท่านั้น
“แม้ในกลุ่มวัยชราที่อายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป ก็ยังมีอายุคาดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้อีก 4-5 ปี หากเปลี่ยนมากินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ดังนั้น ไม่มีคำว่าสายเกินไปในเรื่องการปรับเปลี่ยนชนิดอาหารเพื่อสุขภาพ” ดร. Katherine Livingstone กระชุ่น
สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งจาก University of Wisconsin–Madison สหรัฐอเมริกา ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในนวารสาร Cell Metabolism ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2023 ที่ผ่านมาเช่นกัน ที่ระบุว่า การจำกัดปริมาณการบริโภคกรดอะมิโน Isoleucine สามารถช่วยยืดอายุขัยให้กับคนเราได้
โดย Isoleucine เป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่พบได้ในไข่, ผลิตภัณฑ์จากนมวัว, ถั่วเหลือง, เนื้อสัตว์
ผลการศึกษานี้มาจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ ที่ให้หนูทดลองกลุ่มหนึ่งได้รับ Isoleucine ลดลงราว 2 ใน 3 จากอาหารที่กินเข้าไป จากนั้นนำข้อมูลสุขภาพของหนูกลุ่มดังกล่าว ไปเปรียบเทียบกับหนูกลุ่มควบคุมที่ได้รับกรดอะมิโนอื่นๆ ที่จำเป็นครบ 20 ชนิดตามปกติ และหนูอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับกรดอะมิโนจำเป็นทุกชนิดลดลงราว 2 ใน 3 เช่นกัน
ผลการวิจัยพบว่า หนูตัวผู้ที่ได้รับ Isoleucine ลดลง มีอายุขัยยืนยาวกว่าถึง 33% เมื่อเทียบกับหนูทดลองกลุ่มอื่น ส่วนหนูตัวเมียกลุ่มเดียวกันมีอายุยืนถึง 7% โดยหนูทั้งตัวผู้และตัวเมียที่ถูกจำกัดการบริโภค Isoleucine ต่างก็มีสุขภาพโดยรวมดีขึ้น และแก่ช้าลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนูตัวผู้มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น และมีระดับการเผาผลาญใช้พลังงานหรือเมตาบอลิซึมที่ดีขึ้น จนมีรูปร่าง และน้ำหนักตัวที่เหมาะสม แม้จะกินอาหารเข้าไปในปริมาณมากก็ตาม
“อย่างไรก็ดี ฉันไม่แนะนำให้จำกัดการบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีในตอนนี้ เพราะเรายังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป เพื่อหาทางควบคุมปริมาณ Isoleucine ด้วยวิธีการที่ปลอดภัยให้ได้เสียก่อนนะคะ” ดร. Katherine Livingstone ทิ้งท้าย