วันนี้เรามีข่าวน่ายินดีมาอัปเดตกัน กับโปรไฟล์ระดับโลกล่าสุดของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นจากการประกาศของ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ว่า ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์ ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็น 1 ใน 5 ประเทศของโลก ที่ได้รับการรับรองนี้ จากความสำเร็จในการกำจัดไขมันทรานส์จากอุตสาหกรรมอาหาร โดยไทยได้ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ รวมถึงมีการตรวจสอบอยู่เสมอ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
รู้ที่มาที่ไป เส้นทางการกำจัด ‘ไขมันทรานส์’ ด้วยการห้ามผลิต-นำเข้า-จำหน่าย ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
จากรายงานของ WHO ตั้งแต่ปี 2562 ได้อัปเดตตัวเลขประเทศที่มีนโยบายแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการกำจัด ‘ไขมันทรานส์’ ว่ามีทั้งหมด 40 ประเทศจากทั่วโลก เพิ่มขึ้นสามเท่าจากปีก่อนหน้า ซึ่งการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพจะช่วยปกป้องประชาชนจากการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อได้มากถึง 1.4 พันล้านคน
ขณะที่ รายงานประจำปีฉบับที่สาม ‘Countdown to 2023: WHO report on global trans fat elimination 2021’ อัปเดตความก้าวหน้าของการดำเนินงานเพื่อกำจัดไขมันทรานส์ หรือ กรดไขมันทรานส์ (trans-fatty acids: TFA) ที่ผลิตจากกระบวนการอุตสาหกรรมออกจากการผลิตอาหารให้ได้ภายในปี 2023 ระบุว่า ปัจจุบัน มีการกำหนดใช้นโยบายกำจัดไขมันทรานส์ภาคบังคับ (mandatory) ใน 57 ประเทศที่มีประชากรรวมกัน 3.2 ล้านคน โดยทั้งจำนวนนี้มีทั้งหมด 40 ประเทศ ที่ได้รับการประเมินว่ามีนโยบายแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (best-practice policies) ครอบคลุมประชากร 1.4 พันล้านคน หรือ เท่ากับ 18% ของประชากรโลก


และเฉพาะในปีที่ผ่านมานี้ นโยบายแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดมีผลบังคับใช้ในบราซิล เปรู สิงคโปร์ ตุรกี สหราชอาณาจักร และประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นถึงสามเท่าจากปี 2020
โดยไขมันทรานส์จากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารพบได้ในเค้ก คุกกี้ บิสกิต อาหารสำเร็จรูป น้ำมันประกอบอาหาร และสเปรดทาขนมปัง ซึ่งองค์การอนามัยโลกประมาณการว่าการบริโภคไขมันทรานส์เชื่อมโยงกับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ สมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ และโรคอื่นๆ รวมถึงการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างน้อย 500,000 รายต่อปี
การดำเนินงานที่จะถือได้ว่ามี นโยบายแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการกำจัดไขมันทรานส์ (best-practice TFA policy) คือ การมีมาตรการทางกฎหมายหรือข้อบังคับการใช้กรดไขมันทรานส์ที่ผลิตจากกระบวนการอุตสาหกรรมในการผลิตอาหารทุกรูปแบบ โดยแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดมี 2 แนวทาง คือ
1. เพดานระดับชาติในการจำกัดปริมาณกรดไขมันทรานส์ที่ผลิตจากกระบวนการอุตสาหกรรมให้ไม่เกิน 2 กรัม ต่อไขมันรวม 100 กรัมในอาหารทุกชนิด
2. มาตรการบังคับเพื่อห้ามการผลิตหรือการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partially hydrogenated oils: PHO) เป็นส่วนประกอบในอาหารทุกชนิด
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2562 กระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศ ห้ามผลิต-นำเข้า-จำหน่าย “ไขมันทรานส์” ในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกและเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีนโยบายแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการกำจัดไขมันทรานส์

ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์ ชัยชนะของทุกภาคส่วน ส่งไทยเป็นต้นแบบการพัฒนา สังคมสุขภาพดี ในทุกประเทศทั่วโลก
ดังที่ได้เกริ่นตั้งแต่แรกว่าวันนี้มีข่าวที่น่ายินดี โดย WHO ได้ประกาศให้ ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์ และให้การรับรองไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศแรกของโลกที่กำจัดไขมันทรานส์จากอุตสาหกรรมการผลิตอาหารได้สำเร็จ ซึ่งหนึ่งในหน่วยงานที่มีส่วนในความสำเร็จครั้งนี้คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดย เภสัชกรเลิศชาย เลิศวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเพิ่มเติมว่า
“ไขมันทรานส์เกิดจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนในน้ำมัน เพื่อเปลี่ยนสภาพน้ำมันให้เป็นไขมันที่มีสภาพกึ่งแข็งกึ่งเหลว เช่น เนยเทียม เนยขาว ทำให้มีอายุการเก็บรักษานานขึ้น ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่ากรดไขมันทรานส์ให้ผลร้ายต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิต 28% ความเสี่ยงในการเกิดโรค 21% และพบการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวสูงถึง 500,000 รายต่อปี”
“ด้วยตระหนักในวิกฤตนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงร่วมกับ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลขับเคลื่อนให้เกิดความสำเร็จในการดำเนินโครงการ “ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์” โดยหลังจากการออกประกาศห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย น้ำมันหรืออาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (ไขมันทรานส์) เป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2562”

“โดย อย. ได้ดำเนินการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารอย่างเข้มงวดต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย อีกทั้งมีการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับอันตรายของไขมันทรานส์ ให้ผู้บริโภคอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 ว่าเป็น 1 ใน 5 ประเทศแรกของโลกที่กำจัดไขมันทรานส์จากอุตสาหกรรมอาหารได้สำเร็จ และเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีนโยบายแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best-practices) ในการกำจัดไขมันทรานส์จากอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ดีให้แก่ประเทศอื่นทั่วโลก”
นอกจากนั้น รองเลขาธิการฯ อย. ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “การลดปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร เป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ช่วยให้ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพ ลดความเสี่ยงของอุบัติการณ์เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจจากไขมันทรานส์ ลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ส่งผลให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีด้านการดูแลสุขภาพของประชาชน เป็นแบบอย่างในการกำจัดไขมันทรานส์”
“ขณะเดียวกัน การประกาศว่า ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์ ยังส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารไทยมีความน่าเชื่อถือและมีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น และต่อจากนี้ ประเทศไทยจะยังคงเดินหน้าดำเนินการเฝ้าระวังปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้มั่นใจว่าจะได้รับประทานอาหารที่มีความปลอดภัยต่อไป”
ร่วมยินดีและอัปเดตข่าวความสำเร็จในการพัฒนาประเทศทุกด้าน
เอสซีจี แชร์ต้นแบบการขับเคลื่อน Inclusive Society ผ่านมุมมอง 4 หญิงแกร่ง จาก 4 ชุมชนต้นแบบทั่วไทย











