“ฮับ สว.” ปั้นไทยให้เป็นสวรรค์ของคุณตา-คุณยายทั่วโลก

ปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทย ซึ่งเป็นธุรกิจบริการที่มีความโดดเด่นติดอันดับมีผู้ใช้บริการสูงเป็นลำดับต้นๆ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทั่วโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เฉพาะประเทศไทย ปี 2567 มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จำนวนมากกว่า 13.2 ล้านคน หรือ 20.36% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ 66.05 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี


ขณะที่ ‘ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ’ ก็มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน จากข้อมูลของคลังข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD DataWarehouse+) พบว่า ปี 2564 มีธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ จดทะเบียนจัดตั้ง จำนวน 116 ราย ทุนจดทะเบียน 465 ล้านบาท ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2567) มีธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 743 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 4,040 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง รองรับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ

ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ เป็นเครื่องการันตีได้ถึงความมีคุณภาพที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล มีธรรมาภิบาล และเป็นแบบอย่างที่ดี การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ ที่เร่งผลักดันธุรกิจให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล จะเป็นบันไดส่งผลให้ไทยก้าวสู่การเป็น ‘ฮับ’ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ดึงดูดผู้สูงอายุที่ต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข ให้เข้ามาใช้บริการในประเทศไทย โดยคาดหวังให้สถานบริการฯที่เป็นทั้งเพื่อน พยาบาล และผู้ดูแลใกล้ชิด ช่วยสร้างความไว้วางใจ ความสบายใจ และความประทับใจแก่ผู้สูงอายุที่ใช้บริการ
การปั้นไทยให้เป็นสวรรค์ ดึงผู้สูงอายุทั่วโลกเข้าใช้บริการ ขึ้นเป็นแท่น ‘ฮับ’ ดูแลผู้สูงอายุโลก สร้างความไว้วางใจ ความสบายใจ และความประทับใจให้คุณตา-คุณยายทั่วโลก จะเป็นอีกหนึ่งกำลังหลักสำคัญ ดึงรายได้เข้าประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยตั้งเป้าเป็น เมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ซึ่งไทยมีศักยภาพและมีข้อเท็จจริงที่สนับสนุน ได้รับการจัดอันดับจาก Medical  Tourism Association ในปี 2020-2021 เป็นอันดับ 17 มีจุดเด่นที่ Medical Tourism Industry อยู่ในอันดับ 5 นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นอันดับ 1 เมืองที่นักท่องเที่ยวเดินทางมามากที่สุดในโลก ส่วน จ.ภูเก็ต อันดับ 14 พัทยา จ.ชลบุรี อันดับ 15 

ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ

สิ่งที่มั่นใจว่า ประเทศไทยมีศักยภาพเป็น เมดิคัล ฮับ เนื่องจากมีจุดแข็ง 7 ด้าน ได้แก่ 1. แหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงที่ชาวโลกรู้จัก 2. มีความพร้อมของสถานพยาบาลที่มีชื่อเสียง ได้มาตรฐานในระดับโลก 3. มีแพทย์และบุคลากรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญ 4. อัตราค่าบริการในการรักษาพยาบาลมีความเหมาะสม 5. ผู้ให้บริการมีจิตใจในการบริการและการต้อนรับในเกณฑ์ที่สูง 6. มีการให้บริการด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วน และ 7. มีความโดดเด่นด้านการแพทย์ทางเลือกอย่างการแพทย์แผนไทย  
สำหรับยุทธศาสตร์การแพทย์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็น Medical Hub มุ่งเน้นใน 4 เรื่อง ประกอบด้วย ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub ) ศูนย์กลางบริการรักษาพยาบาล (Medical Service Hub) ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) และศูนย์กลางบริการวิชาการ ( Academic Hub)
การประชุมบอร์ด Medical Hub นัดแรกของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ 10 ปี ให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรของโลก มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (พ.ศ. 2568 – 2577) ด้วยการขยายตัวมูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ คือ 1. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร 2. พัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร และ 3. ส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ พร้อมยกระดับสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ให้เป็น Branding เดียวทั้งประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเฉพาะที่มีมูลค่าสูง (Medical & Wellness Valley) ของประเทศไทย เพื่อรองรับนักลงทุนชาวต่างชาติ, การจัดทำแนวทางขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการจัดประชุมและนิทรรศการด้านการแพทย์และสุขภาพ และการศึกษาความเป็นไปได้ในการขับเคลื่อนเวชกรรมความงามของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าในปี 2570 ตลาดเสริมความงามของไทยจะมีมูลค่าถึง 7.51 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.48 แสนล้านบาท อัตราเติบโตเฉลี่ย 16.6% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2563 เกือบ 3 เท่า ด้วยจุดเด่น คือ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประสบการณ์ เป็นที่ยอมรับและรู้จักในวงกว้าง มีเครื่องมือแพทย์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการบริการที่หลากหลายและอัตราค่าบริการสมเหตุสมผล มีการจัดทำมาตรการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยในกิจการนวดไทยและสปา ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าการบริโภคผลิตภัณฑ์สมุนไพรสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก คิดเป็นมูลค่า 1,676.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3%) และมีอัตราการขยายตัวของตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย 4.3% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ประชาชนคนไทยต้องไม่ถูกรบกวนในสิทธิที่ดีด้วย