Friday, August 28, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.220

ไหวไหม? “อีอีซี” เหนื่อย! ต้องแก้สัญญารถไฟเชื่อม 3 สนามบิน เสนอ ครม. อนุมัติอีก 2 ครั้ง ก่อนส่งมอบพื้นที่และออกหนังสือให้เอกชนเริ่มงาน

โครงการรถไฟความเร็วสูง
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ว่า ขณะนี้ประเด็นการแก้ไขสัญญาร่วมทุนฯ เหลืออีกเล็กน้อยที่ต้องตกลงร่วมกับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (บริษัทในเครือบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด) คู่สัญญาผู้รับสัมปทานฯ ให้ได้ข้อยุติ ซึ่งจะสรุปและนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด กพอ.) คาดว่าจะมีการประชุมในกลางเดือน ส.ค. 2567 เพื่อขออนุมัติในหลักการการแก้ไขปรับปรุงสัญญาได้ และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการ ก่อนส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาฯ ที่แก้ไข เมื่อตรวจแล้วเสร็จจะต้องเสนอบอร์ด กพอ.อนุมัติและเสนอ ครม.เห็นชอบเพื่อลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุนฯ ต่อไป เรื่องนี้ต้องเสนอ ครม.อนุมัติ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกขอความเห็นชอบหลักการแก้ไขสัญญาฯ และครั้งที่ 2 ขอความเห็นชอบการลงนามแก้ไขสัญญาฯ หลังอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง คาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จและลงนามแก้ไขสัญญาได้ในปลายปี 2567 และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะสามารถส่งมอบพื้นที่และออกหนังสือให้เอกชนเริ่มงาน (NTP : Notice to Proceed) เริ่มก่อสร้างในปลายปี 2567 ไม่เกินต้นปี 2568

สศอ. ปั้นบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมอีวี คาดต้องการอย่างน้อยปีละ 5,000 คน

EV conversion
นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยนโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงส่งเสริมการผลิตยานยนต์ในประเทศ โดยเปิดกว้างสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ทุกสัญชาติ และมีมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น สิทธิประโยชน์ภาษีและมิใช่ภาษี รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนามาตรฐาน ศูนย์ทดสอบและวิจัยยานยนต์ และการพัฒนาแรงงานฝีมือ นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการผลิตในประเทศ รัฐบาลได้ผลักดันมาตรการส่งเสริมการใช้ เช่น มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ หรือ EV3 และ EV3.5 โดยที่ผ่านมามีค่ายรถยนต์สัญชาติ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และไทย เข้าร่วมกว่า 14 ราย ซึ่งได้ให้การอุดหนุนเงินสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมมาตรการฯ รวม 6,700 ล้านบาท และมีผู้ที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนสำหรับ BEV รวม 18 โครงการ เป็นเงิน 39,000 ล้านบาท กำลังการผลิตตามแผนรวม 400,000 คันต่อปี ขณะเดียวกัน ยังมีในส่วนของการเชื่อมโยง Supply Chain ในประเทศ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เช่น การเพิ่มเติมกระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญในเขต Freezone เพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจผู้ผลิตรถยนต์ กับ ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ
นอกจากนี้ แรงงานที่ได้รับผลกระทบ อก. ได้มีการเตรียมแผนรองรับ เช่น การพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมเตรียมความพร้อมแรงงานทักษะฝีมือ สำหรับความต้องการของผู้ผลิตรายใหม่ที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงาน และมีแผนการผลิตในปี 2567-2568 ซึ่งมีความต้องการแรงงานกว่า 5,000 คนต่อปี ทั้งนี้ ในปี 2567 อก. โดย สศอ. ร่วมกับสถาบันยานยนต์ พัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมแรงงานฝีมือและผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ รวมทั้งการพัฒนา Platform เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ใช้ เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ (REM) สำหรับ ICE และยานยนต์สมัยใหม่

เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง ปรับตัวด่วน! จีนผลิต “เอทานอล” จากถ่านหิน ลดพึ่งพืชพลังงาน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเอทานอลจากถ่านหินของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเริ่มผลิตเอทานอลจากถ่านหินเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันจีนมีกำลังการผลิตเอทานอลจากถ่านหินกว่า 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งการใช้วัตถุดิบแบบดั้งเดิมส่งผลกระทบต่ออุปทานพืชอาหารของมนุษย์ รวมทั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาพืชเศรษฐกิจในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้จีนเร่งพัฒนาการผลิตเอทานอลโดยใช้ถ่านหินซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากในประเทศ เพื่อความมั่นคงทางอาหารและลดการพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดและมันสำปะหลังจากต่างประเทศ ประกอบกับจีนมีปริมาณถ่านหินสำรองในประเทศเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นำไปสู่การลดการใช้ถ่านหินในประเทศ เพื่อลดมลพิษของจีน เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนหันมาพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเอทานอลจากถ่านหินอย่างจริงจัง รวมถึงนโยบายและการสนับสนุนจากภาครัฐ ในด้านการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมการผลิต
จากแนวโน้มดังกล่าว หากในอนาคตจีนลดการนำเข้ามันสำปะหลังลง ซึ่งจีนเป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นร้อยละ 52.01 ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งหมดของไทย ไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัว แสวงหาตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงตลาดเดียว รวมถึงขยายฐานการตลาดไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง รวมทั้งสนับสนุนให้มีการเพิ่มปริมาณการใช้มันสำปะหลังในประเทศไทย โดยใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม อาทิ ผลิตเม็ดไบโอพลาสติก และอาหารสุขภาพ ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลัง การส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพ เป็นต้น

มาเลเซียเตรียมสร้าง “ชิป” ของตัวเอง ยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตระดับโลก

มาเลเซียเตรียมยกระดับขีดความสามารถด้านเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยการออกแบบชิปของตัวเอง แทนการใช้ของคนอื่น โดยมาเลเซียจะทุ่มเงินลงทุนอย่างน้อย 2.5 หมื่นล้านริงกิต (ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท) ในช่วง 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า เพื่อส่งเสริมบุคลากรและพัฒนาบริษัทท้องถิ่น โดยเงินทุนจะมาจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของมาเลเซียอย่าง คาซานาห์ เนชั่นแนล (Khazanah Nasional) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มการส่งออกขึ้นเป็นเท่าตัวสู่ระดับ 1.2 ล้านล้านริงกิตภายในปี 2573 ตอกย้ำตำแหน่งผู้ส่งออกชิปรายใหญ่อันดับที่ 6 ของโลก นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม  ประกาศว่า มาเลเซียมีแผนที่จะฝึกอบรมวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ท้องถิ่นที่มีทักษะสูงจำนวน 60,000 คน เพื่อสนับสนุนความทะเยอทะยานของประเทศในการกลายเป็น “ศูนย์กลางการผลิตชิประดับโลก”

“ร้านราเมง” ในญี่ปุ่น อาจล้มละลายกว่า 100 แห่งในปีนี้ รับมือราคาวัตถุดิบไม่ไหว

(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้คนรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งบริเวณย่านชิบูย่าในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น วันที่ 25 ต.ค. 2021) // www.xinhuathai.com
ผลการสำรวจล่าสุดจากเตโกกุ ดาต้าแบงก์ (Teikoku Databank) บริษัทวิจัยด้านสินเชื่อของญี่ปุ่น พบว่าจำนวนร้านราเมงญี่ปุ่นล้มละลาย 49 แห่งในช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฎาคม) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมราเมงอาจมีบริษัทล้มละลายมากกว่า 100 แห่งภายในสิ้นปีนี้
ตัวเลขข้างต้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014 และเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้เกิดความกังวลทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากก่อนหน้านี้จำนวนร้านราเมงที่ล้มละลายต่อปีเคยแตะจุดสูงสุดอยู่ที่ 54 แห่งในปี 2020 และ 53 แห่งในปี 2023
รายงานดังกล่าวได้วิเคราะห์ต้นทุนราเมงซุปกระดูกหมูในโตเกียว และพบว่าต้นทุนการผลิตต่อชามเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ซึ่งเบื้องหลังต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุจากราคาต้นทุนวัตถุดิบราเมงพุ่งสูง โดยพบว่าราคาเนื้อหมู เส้นบะหมี่ และค่าสาธารณูปโภคล้วนเพิ่มสูงขึ้น
สำนักข่าวซินหัว ระบุ ร้านราเมงหลายแห่งไม่สามารถรับมือกับราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่ร้านราเมงที่ปรับขึ้นราคาเพื่อชดเชยต้นทุน แต่กลับส่งผลให้จำนวนลูกค้าลดลงจนต้องปิดร้านและล้มละลาย และด้วยสาเหตุจากแรงกดดันในด้านต้นทุนนี้ รายงานจึงคาดการณ์ว่าจำนวนร้านราเมงล้มละลายในปีนี้อาจพุ่งทะลุ 100 แห่ง