จากข่าวคราวเมื่อ 2 ปีก่อน ที่ “นิสสัน” และ “มิตซูบิชิ” 2 ยักษ์ยานยนต์ซามูไร ประกาศจับมือ “เรโนลต์” บิ๊กรถรายใหญ่แห่งฝรั่งเศส ผนึกกำลังลงทุนพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า
3 ยักษ์ ได้แถลงข่าวตั้งกลุ่มพันธมิตรบนพื้นฐานและส่วนประกอบที่มีร่วมกัน โดยทั้ง 3 ได้ลงทุนราว 2 หมื่นล้านยูโร หรือประมาณ 3 ล้านล้านเยนในช่วงที่ผ่านมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พันธมิตรทั้ง 3 มีแผนร่วมกันใช้แบตเตอรี่ Solid-State ที่สามารถกักเก็บประจุไฟฟ้าได้มากกว่าแบตเตอรี่ Lithium-Ion ติดตั้งลงในรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในครั้งนี้อีกด้วย
ผ่านมา 2 ปี นอกจาก “เรโนลต์” บิ๊กรถยนต์รายใหญ่จากแดนอาทิตย์อุทัยอีก 1 แบรนด์ได้ปรากฏตัวขึ้น นั่นคือ “ฮอนด้า”
วางเป้าหมายเพื่อพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีล้ำยุคสำหรับรถยนต์สมัยใหม่ให้ทันคู่แข่งต่างชาติ ซึ่งหมายถึง “จีน” นั่นเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ค่ายรถญี่ปุ่นชั้นนำของญี่ปุ่น ได้ร่วมมือกันพัฒนามาตรฐานซอฟต์แวร์ในรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มสปีด
นี่คือ “รถด่วนขบวนสุดท้าย” ในความหมายของความท้าทายในการแข่งขันในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโลก ที่ตอนนี้ ค่ายรถชั้นนำทั้งหน้าเก่า และหน้าใหม่ จาก “จีน” “สหรัฐอเมริกา” และ “ยุโรป” กำลังครองส่วนแบ่งการตลาดโดยที่ไม่มี “ญี่ปุ่น”
จุดเริ่มต้นของ “รถด่วนขบวนสุดท้าย” มาจากการที่ “โตโยต้า” ได้เปิดพรมแดน ขยายความร่วมมือกับ “ซูบารุ” เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ส่งผลให้ อีก 3 แบรนด์ดัง อย่าง “นิสสัน” “ฮอนด้า” และ “มิตซูบิชิ” หันมาร่วมจับมือกันเป็นพันธมิตร

โดยในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา “ฮอนด้า” และ “นิสสัน” ได้ประกาศแผนพิจารณาร่วมมือกันในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่ง “นิสสัน” และ “มิตซูบิชิ” เป็นพันธมิตรอยู่แล้วกับ “เรโนลต์” โดย “นิสสัน” ถือหุ้นใน “มิตซูบิชิ” อยู่ 35%
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก กำลังเปลี่ยนถ่ายไปสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่พร้อมก้าวกระโดดไปเป็นยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเรื่องยาก ที่ผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียวจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีทั้งหมดได้เพียงลำพัง
โดยในปัจจุบัน ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ภายใต้การนำของ BYD จาก “จีน” และ TESLA ของ “สหรัฐฯ” ไม่มีแบรนด์ญี่ปุ่นอยู่ในสมการแข่งขันเลย
“นิสสัน” และ “ฮอนด้า” มีแผนแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ และร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หลังจากเพิ่งประกาศความร่วมมือเบื้องต้นระหว่างกันในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ซึ่งหมายความว่า “นิสสัน” และ “ฮอนด้า” จะใช้แบตเตอรี่ เครื่องยนต์ มอเตอร์ และอินเวอร์เตอร์ สำหรับ EV ในแบบเดียวกัน
ทางด้าน “มิตซูบิชิ” ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องความเร็ว และขนาดรถยนต์ไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม EV ที่คู่แข่งสัญชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น TESLA และ BYD ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาด EV ในปัจจุบัน

Toshihiro Mibe ประธานกรรมการบริหารของ “ฮอนด้า” กล่าวว่า “บริษัทที่ไม่ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งหากเราพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เราคงไม่อาจตามทันได้”
อย่างไรก็ตาม ทั้ง “ฮอนด้า” และ “นิสสัน” รวมถึง “มิตซู” ปฏิเสธที่ตอบคำถามถึงความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือไปถึงขั้นการร่วมทุน
ทั้ง 3 พันธมิตร ระบุว่า ทั้ง 3 บริษัท ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU เพื่อเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงที่รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ
ความร่วมมือดังกล่าว เป็นความพยายามที่จะมุ่งไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการทำให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุจากการจราจรเป็นศูนย์ พร้อมๆ กัน
ซึ่งการจะก้าวไปสู่เป้าหมายดังกล่าวให้ได้ “นิสสัน” “ฮอนด้า” และ “มิตซู” มองว่า จำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์
โดยทั้ง 3 บริษัท ได้บรรลุความเข้าใจ เพราะเชื่อว่าจำเป็นต้องรวมจุดแข็งของแต่ละบริษัท พร้อมกับการสำรวจความเป็นไปได้ของความร่วมมือที่จะสามารถเกิดขึ้นในอนาคต
โดยขอบเขตของการศึกษาความเป็นไปได้ครั้งนี้ประกอบด้วย
1. Platform
2. Software
3. ส่วนประกอบหลักที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
4. ผลิตภัณฑ์เสริมอื่นๆ

Makoto Uchida ประธานกรรมการบริหารของ “นิสสัน” กล่าวว่า “การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ”
นอกจากนี้การบรรลุข้อตกลงบนพื้นฐานความเข้าใจร่วมกันว่า “นิสสัน” “ฮอนด้า” และ “มิตซู” จะเผชิญหน้ากับความท้าทายร่วมกัน
“เรารอคอยที่จะหารือเพิ่มเติมพร้อมมุ่งมั่นที่จะค้นหาผลลัพท์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ หรือ Win-Win สำหรับการสร้างความยั่งยืน”
Toshihiro Mibe ประธานกรรมการบริหารของ “ฮอนด้า” สรุปว่า ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษนี้ “ฮอนด้า” จะทุ่มเทศักยภาพในการเป็นหุ้นส่วนกับ “นิสสัน” และ “มิตซูบิชิ” ในครั้งนี้
“เกณฑ์ของการศึกษาของเรา คือความท้าทายในการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทแห่งเทคโนโลยียานยนต์ของญี่ปุ่น คำถามสำคัญก็คือ ด้วยองค์ความรู้ที่พวกเราได้สั่งสมมา จะช่วยให้เราเป็นผู้นำ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์หรือไม่ในอนาคตอันใกล้นี้” Toshihiro Mibe ประธานกรรมการบริหารของ “ฮอนด้า” ทิ้งท้าย











