ไร่ขิงศูนย์ราชการ
พุทธสถานล้ำค่า
การศึกษารุ่งเรือง
เลืองชื่อการเกษตร
เขตอุตสาหกรรม
นำชุมชนพัฒนา
คำขวัญของ “เทศบางเมืองไร่ขิง” สอดคล้องกับงานวิจัย ซอฟต์พาวเวอร์ของอัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวชุมชนเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง ตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในการเพิ่มมูลค่าและความยั่งยืน
โดยจิรวรรณ ดีประเสริฐ วิทยาลัยผู้ประกอบการสร้างสรรค์นานาชาติ รัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ สนับสนุนงบประมาณโดย กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2567
ซึ่งทางรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศ เพื่อยกระดับและพัฒนาความสามารถด้าน ความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ รวมทั้งการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาต่อยอดศิลปะ วัฒนธรรม และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น นำมาต่อยอดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
โดยรัฐบาลจะสร้างงานสร้างรายได้ผ่านการส่งเสริม 1 ครอบครัว 1 ทักษะ Soft Power ผ่านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ 5 ด้านหรือ 5F ประกอบด้วย อาหาร (Food) ภาพยนตร์ (Film) แฟชั่น (Fashion) ศิลปะการต่อสู้ (Fighting) และเทศกาล (Festival)
พื้นที่เทศบาลเมืองไร่ขิงมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของชุมชนหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งถิ่นฐานนอกเหนือจากคนไทย และมีร่องรอยให้ศึกษาได้ในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชุมชนที่เป็นมรดกด้านภูมิปัญญาสะท้อนวิถีชีวิตชุมชนพื้นบ้านของภาคกลาง ทั้งด้านอาหารพื้นถิ่นและเกษตรกรรมที่เป็นอัตลักษณ์แต่ละชุมชน

การใช้ความงดงามของเมืองริมแม่น้ำนครชัยศรี สู่การท่องเที่ยวแบบวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ที่สะท้อนผ่านการแต่งกายแบบชาวชนบท การปรุงอาหารพื้นถิ่น เสน่ห์ของงาน/เทศกาลประจำชุมชน มีการนำความรู้ดั่งเดิมมาต่อยอดในขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของชุมชน สร้างมาตรฐานในการต้อนรับและให้บริการนักท่องเที่ยว และพัฒนารูปแบบกิจกรรมตามความต้องการของนักท่องเที่ยว โดยร่วมมือกับร้านค้า ร้านอาหารในพื้นที่ชุมชน
ชุมชนริมน้ำวัดไร่ขิงตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำท่าจีน อยู่ในบริเวณรอยต่อระหว่างตำบลตลาดกับตำบลไร่ขิง โดยมีตลาดในบริเวณวัดไร่ขิงรองรับการท่องเที่ยวทางเรือเพื่อเที่ยวชมบ้านเรือนเก่าแก่ริมน้ำ ซึ่งบ้านเรือนส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณโดยรอบวัดไร่ขิงและบริเวณสองฝั่งถนนพุทธมณฑลสาย 6
ชุมชนนี้อยู่ในตำบลไร่ขิงมาตั้งแต่แรก เนื่องจากมีพื้นที่ที่เหมาะแก่การปลูกขิงจึงนิยมปลูกขิงกันอย่างแพร่หลายและทำกันเป็นจำนวนมากจนเป็นที่มาของชื่อตำบลหรือชุมชนในแถวนี้ว่า “ไร่ขิง” เพราะประชาชนในบริเวณติดปากเรียกชื่อไปแล้ว มีการสืบค้นได้ว่ามีมาก่อน พ.ศ.2281

ส่วนชื่อ “วัดไร่ขิง” นั้นก็มาจากวัดไร่ขิง สร้างขึ้นในปีกุน พ.ศ. 2394 ตรงกับต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่ 4 โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) เจ้าอาวาสวัดศาลาปูน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งชื่อ “วัดไร่ขิง” ปัจจุบันก็เป็นชื่อที่ตั้งตามชื่อชุมชนในขณะนั้น
จังหวัดนครปฐม ถือเป็นที่ตั้งของมณฑลเก่าแก่ คือ “มณฑลนครชัยศรี” มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านคมนาคมทางน้ำทางบก มีสวนผลไม้นานาพันธุ์ และสร้างชื่อเสียงเป็นที่นิยมบริโภคมากที่สุด คือ ส้มโอ ซึ่งปลูกกันแพร่หลายในหลายอำเภอและผลไม้อื่นๆ อีกจำนวนมาก แต่เดิม ส้มโอกลายพันธุ์จากมะนาว ที่ผิดเพี้ยนรูปร่างไปเป็นผลใหญ่ที่เรียกว่าส้มโอ
เริ่มมีส้มโอในนครปฐมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436 ซึ่งมีการปลูกส้มโอแบบเป็นล่ำเป็นสันในช่วงปี พ.ศ. 2526-2527 และแพร่หลายกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจากการปลูกพันธุ์ดั้งเดิม คือ พันธุ์ขาวพวง พันธุ์ขาวหอม และพันธุ์ขาวแป้น ต่อมามีการปลูกส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและพันธุ์ขาวทองดีเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันพันธุ์ดั้งเดิมนั้นกำลังจะมีการสูญพันธุ์ไป จึงเริ่มมีการอนุรักษ์ไว้ เพราะส้มโอพันธุ์ดั้งเดิมของนครปฐม คือพันธุ์ขาวพวง พันธุ์ขาวหอม และพันธุ์ขาวแป้น เป็นพันธุ์ที่มีรสชาติเปรี้ยว มีวิตามินซีสูง จึงเป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคบางกลุ่มเท่านั้น ไม่เหมือนกับส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและพันธุ์ขาวทองดี ซึ่งเป็นที่นิยมในการปลูกในจังหวัดนครปฐมมาจนถึงปัจจุบัน ส้มโอสายพันธุ์แท้ดั้งเดิมของนครชัยศรี มี 5 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. ทองดี 2. ขาวน้ำผึ้ง 3. ขาวพวง 4. ขาวแป้น 5. ขาวหอม

ซอฟต์พาวเวอร์ของอัตลักษณ์ท้องถิ่น คือสินค้าเกษตรอินทรีย์ และอาหารพื้นถิ่นโดยปราชญ์ชุมชนเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สู่คนในชุมชน รวมทั้งสร้างสรรค์กิจกรรมตามเทศกาลต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามามีส่วนร่วมตลอดปี ด้านการตลาด คือรูปแบบผลิตภัณฑ์ต้องมีความแปลกใหม่ จุดเด่นเป็นพิเศษ และวางขายหน้าสวนเป็นหลัก เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวแวะมาชุมชน สำหรับมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชนอย่างหนึ่ง คือ อาหารพื้นถิ่น ตามนโยบาย “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” คือ ยำส้มโอเพื่อสุขภาพ โดยให้ปราชญ์ชุมชนมาพัฒนารสชาติร่วมกัน และจัดเทศกาลอาหารถิ่น ตามกรอบแนวคิดของซอฟต์พาวเวอร์ 5F เพื่อสื่อสารการท่องเที่ยวชุมชน ของประเทศที่รัฐบาลนำมายกระดับและพัฒนาความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ ดังนี้
F-Food อาหารไทย ที่เป็นเมนูประจำพื้นถิ่นมาจากส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัดนครปฐม ที่ว่า “ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวงาม ข้าวหลามหวานมัน สนามจันทร์งามล้น พุทธมณฑลคู่ธานี พระปฐมเจดีย์เสียดฟ้า สวยงามตาแม่น้ำท่าจีน” อาหารประจำพื้นถิ่น จึงเป็นยำส้มโอ ซึ่งเคยมีการจัดประกวดยำส้มโอที่เกาะลัดอีแท่น โดยใช้ส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง ขาวพวง หรือทองดี เป็นผลไม้ประจำถิ่น และมีจุดเด่น คือ การนำผลไม้มาประกอบอาหาร นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ร้านอาหารต่างๆ มีการเสิร์ฟสำรับอาหารประจำถิ่นทั้งคาวและหวาน ประกอบด้วยข้าวสวยจากข้าวหอมนครชัยศรี (ข้าวพื้นเมืองคืนทุ่ง) แกงหมูหงส์ แกงส้มหยวกกล้วย ยำส้มโอ ห่อหมก กุ้งหวาน และบิงซูส้มโอ รวมทั้งเครื่องดื่มที่เป็นน้ำส้มโอไซเดอร์ เป็นตำรับเก่าเล่าใหม่

พัฒนาตำรับอาหาร เพื่อสร้างมาตรฐานการประกอบอาหาร “ยำส้มโอ” เมนูประจำพื้นบ้านให้กับร้านอาหารเชฟชุมชน คือตำรับอาหาร “ยำส้มโอ” กุ้งสด โดยมีส่วนผสมเมนู “ยำส้มโอ” กุ้งสด ดังนี้
พริกแห้งทอด, หอมเล็กเจียว, ถั่วบุบหยาบ, พริกชี้ฟ้า, ใบมะกรูด, หอมเล็ก, น้ำมะนาว, น้ำพริกเผา, ตะไคร้, น้ำตาลปี๊บ, น้ำมะขามเปียก, น้ำปลา, กุ้งลวก, ส้มโอ
วิธีทำ “ยำส้มโอ” กุ้งสด
1. แบ่งส้มโอออกเป็นชิ้นเล็กพอดีคำ
2. นำน้ำพริกเผา, น้ำปลา, น้ำมะขามเปียก, น้ำตาลปี๊บ และน้ำมะนาวใส่ลงในชาม คนจนน้ำตาลปี๊บละลายหมด
3. ใส่หัวกะทิตามลงไป คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน
4. ใส่พริกชี้ฟ้า, หอมเล็ก, ตะไคร้ และใบมะกรูดคลุกกับน้ำยำ
5. ใส่กุ้งลวก คลุกให้พอเข้ากัน
6. ใส่ส้มโอลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างเบามือ
7. ใส่ถั่วบุบ และหอมเล็กเจียวลงไปคลุกเคล้าเบาๆ
8. จัดใส่จานพร้อมพริกแห้งทอด










