อะไรจะเกิดขึ้น? เมื่อคนกับ AI จับมือกันพัฒนาซอฟต์แวร์แบบเอไอเสริม ‘AI-Augmented Software Development’

การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบเอไอเสริม (AI-Augmented Software Development) นับเป็น 1 ใน 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง 2567 หรือ 10 Technologies to Watch 2024 โดยเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของการทำงานร่วมกันระหว่าง AI และมนุษย์ ที่มาทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในการพัฒนาซอฟแวร์เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน


โดยเทรนด์เทคโนโลยีนี้ เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งทั่วโลกต่างตื่นเต้นไปกับความสามารถของ AI ด้านต่างๆ ที่เขยิบเข้ามาใกล้คนทั่วไปมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม ช่วยสร้างแผนงาน หรือแม้กระทั่งการสร้างภาพหรือคลิปตามคำสั่งหรือ Prompt ที่เป็นเพียงวลีภาษาพูดที่ใช้สื่อสารกันทั่วไปแทนการเขียนโค้ด ส่งผลให้ปัจจุบัน AI เริ่มได้รับตำแหน่งเป็นคู่หูในการทำงานของใครหลายคน
รวมถึงโปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย เพราะปัจจุบันโปรแกรมเมอร์สามารถนำ AI มาใช้เป็นผู้ช่วยในการทำงานได้ ทั้งในขั้นตอนการออกแบบ การสร้าง ไปจนถึงการทดสอบซอฟต์แวร์ อีกทั้งยังใช้เป็นผู้ช่วยในการวางแผนการตลาดของแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์ที่กำลังพัฒนา ทำให้คาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอันใกล้ AI อาจได้รับการเลื่อนขั้นสู่การเป็น Software Development Tools ที่สำคัญชนิดหนึ่ง

และสำหรับใครที่ยังสงสัยและกังขาเกี่ยวกับความสามารถของ AI ว่าโปรแกรมเมอร์จะนำ AI ไปช่วยทำอะไรได้บ้าง ตัวอย่างเด่น 4 ด้านที่ AI มีศักยภาพที่จะก้าวมาเป็นผู้ช่วยได้เป็นอย่างดี คือ
  • การแปลงภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) หรือภาษาที่เราใช้สื่อสารกันอยู่ทั่วไปให้เป็นโค้ดได้อย่างรวดเร็ว
  • การช่วยสร้างและแปลงโค้ดให้ใช้กับภาษาสมัยใหม่ได้ 
  • การช่วยสร้างอัลกอริทึมเสนอแนะการตัดสินใจที่สำคัญต่างๆ ได้
  • การช่วยออกแบบชุดความรู้และกระบวนการพัฒนาทักษะบุคลากรแบบรายบุคคล
โดยทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับองค์กรด้านการพัฒนาทักษะแบบรายบุคคล หรือองค์กรที่มีบุคลากรในสังกัดเป็นจำนวนมาก
ขณะที่ ถ้าเจาะไปที่ประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์จะพบว่า AI ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานให้โครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ได้ถึงร้อยละ 20 ยกระดับการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ในภาพรวมได้ร้อยละ 35-45 ผลักดันซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันใหม่ให้ออกตลาดได้เร็วขึ้นถึงร้อยละ 5 และที่สำคัญช่วยลดความเหลี่อมล้ำในการเข้าถึงและการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ได้ด้วย

ทั้งนี้คาดว่าภายในปี 2028 วิศวกรซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมเมอร์ในองค์กรจะใช้ AI ในการทำงานกันมากยิ่งขึ้น โดยเพิ่มจากร้อยละ 10 ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 75 เลยทีเดียว เพราะหากมีการเตรียมพร้อมฝึกปรือฝีมือกันอย่างเหมาะสม AI จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งนักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมเมอร์ องค์กรธุรกิจ รวมไปถึงการปรับไปใช้งานในระดับประเทศ
อย่างไรก็ดี สำหรับนักพัฒนาแล้ว AI จะช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 25-30 ช่วยให้จัดการงานที่มีความซับซ้อนสูงได้ดียิ่งขึ้น และทำให้คนทำงานมีความสุขกับการทำงานมากยิ่งขึ้นด้วย ด้านองค์กรธุรกิจไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย SMEs ไปจนถึงสตาร์ตอัป AI จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้ร้อยละ 10-20 ช่วยสร้างรายได้เพิ่มจากผลิตภัณฑ์และบริการที่แตกต่างได้เป็นอย่างดี ส่วนในระดับประเทศ หากมีการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์และ AI เพื่อการสร้างประโยชน์ในภาคส่วนต่างๆ มากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมเศรษฐกิจดิจิทัล (digital economy) อย่างเต็มตัว
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเหรียญยังมี 2 ด้าน การนำการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์และ AI มาใช้ก็ย่อมมีด้านที่ต้องระวังเช่นกัน เพีราะถ้านำมาใช้ประโยชน์อย่างหละหลวม ก็อาจสร้างโทษให้ได้มากไม่แพ้กัน

โดย เมลิซซ่า เดวิส รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ ได้กล่าวไว้ว่า “ขณะที่ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ AI ผู้บริหาร CIO และ CTO ยังต้องหันความสนใจไปยังเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอีกด้วย รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของนักพัฒนา ขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านระบบคลาวด์ที่แพร่หลาย และส่งมอบความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เนื่องจากเทคโนโลยีในวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Hype Cycle) ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ความไม่แน่นอนต่างๆ จึงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในขั้นของการพัฒนา”
นอกจากนั้น การ์ทเนอร์ ยังจัดให้ AI-Augmented Software อยู่ใน 1 ใน 4 ธีมหลักของ “เทคโนโลยีเกิดใหม่” ที่น่าจับตามองด้วย โดยอธิบายเพิ่มเติมไว้ในธีม Developer Experience (DevX): DevX ที่หมายถึงทุกแง่มุมของการโต้ตอบระหว่างนักพัฒนากับเครื่องมือ แพลตฟอร์ม กระบวนการและผู้คนที่พวกเขาทำงานด้วยเพื่อพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์และบริการ

โดยระบุว่าการเพิ่มประสิทธิภาพด้านประสบการณ์ของนักพัฒนา หรือ DevX มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของไอเดียริเริ่มด้านดิจิทัลขององค์กรส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการดึงดูดและรักษาผู้มีทักษะความสามารถด้านวิศวกรรมระดับสูง รวมถึงรักษาขวัญและกำลังใจของทีมให้อยู่ในระดับสูง และทำให้มั่นใจว่างานนั้นสร้างแรงจูงใจและมีรางวัลตอบแทน
และเทคโนโลยีหลักที่ DevX ช่วยพัฒนาและปรับปรุง ได้แก่ AI-Augmented Software Engineering, API-Centric SaaS, GitOps, Internal Developer Portals, Open-Source Program Office และ Value Stream Management Platforms

ที่มา : บทความเรื่อง “10 Technologies to Watch 2024: การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบเอไอเสริม (AI-Augmented Software Development)” จากเว็บไซต์ nstda.or.th


อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาในหลายภาคส่วน

10 Technologies to Watch 2024 เตรียมจับตา ‘เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ’ มาแรง ปี 2567

เปิดตัว 13 โครงการวิจัยเด่น รางวัล ‘PMUC Country 1st Award ครั้งแรกของไทย งานวิจัยเปลี่ยนประเทศ’ บพข. การันตีสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้จริง

ไทย-สเปน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถงานวิจัยและนวัตกรรม ‘นาโนเทคโนโลยี’ เพื่อสุขภาพและการแพทย์ ยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้คนไทย ผ่านความร่วมมือ บพข. & CDTI

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.230
Next articleความเหงา…ภัยคุกคามระดับโลก อันตรายเทียบเท่าสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน เช็ค 3 สาเหตุ พาเรา “เหงา” แบบไม่รู้ตัว
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์