ถ้าเราเชื่อตามคำประกาศของ Mark Zuckerberg เจ้าของ Facebook ณ ปัจจุบันก็คือวันที่โลกของเรากำลังได้ก้าวไปสู่ MetaVerse หรือ “โลกคู่ขนาน” ระหว่าง “โลกแห่งความเป็นจริง” และ “โลก Online” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
Mark Zuckerberg ชี้แจงแถลงไข แนวคิดโยกย้าย “มนุษย์ในโลกแห่งความเป็นจริง” ไปมีชีวิตแบบคู่ขนาน ด้วยการสร้างตัวตนใหม่ใน “โลก Online”
แน่นอนว่า Facebook ก็ดี “โลก Online” ก็ดี Social Media ก็ดี ล้วนพึ่งพาอาศัย Digital Technology ที่เต็มไปด้วยเสียง (Voice) Video ภาพถ่าย และ “ข้อความ” (Text) ที่ผลิตขึ้นผ่านระบบ Computer
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้อความ” ที่ Key ผ่าน “แป้นพิมพ์” ทั้ง Computer Keyboard หรือ “แป้นพิมพ์” ใน Application ต่างๆ รวมถึงการสั่ง “พิมพ์ข้อความด้วยเสียง”
เมื่อเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่า “การสื่อสารด้วยตัวอักษร” ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ได้ถูกผลิตขึ้นผ่านตัวอักษร Digital แทบทั้งหมด และกลืนกลบลบวิธีการ “สื่อสารด้วยตัวอักษร” แบบดั้งเดิม คือ “การเขียนหนังสือด้วยลายมือ”
ทําให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งแม้จะไม่ได้พูดตรงๆ ในประเด็น “วันโลกที่ไร้ลายมือ” เหมือนที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ ทว่า ลีลาการดำเนินเรื่องได้เป็นไปในทิศทางนั้น
เรากำลังพูดถึง Café Society ของ Woody Allen
ที่แม้จะมีเพียงจดหมาย 2 ฉบับ คือของ Rudolph Valentino ที่นางเอกมอบให้เป็นของขวัญชู้รัก เนื่องในวันครบรอบหนึ่งปีที่พบกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จดหมายที่โต้ตอบระหว่างพระเอกกับพี่สาว
แต่ Café Society กลับให้บรรยากาศความโรแมนติกของ “การเขียนจดหมายด้วยลายมือ” ได้อย่างลึกซึ้ง
ความโรแมนติกที่ภาพยนตร์เรื่อง Café Society ได้นำเสนอไว้ เป็นบรรยากาศในทศวรรษ 1930
ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือ The Great Depression
เป็นยุคที่การติดต่อสื่อสารทั่วทั้งโลกที่แม้จะมี “โทรศัพท์บ้าน” หรือ Landline แต่ก็มีใช้กันน้อยมาก
และแม้ “เครื่องพิมพ์ดีด” ได้ปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 1910 ทว่า ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะมีโอกาสเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ “เครื่องพิมพ์ดีด” ได้
ทั้งสองปัจจัยดังกล่าว จึงคล้ายกับตัวขับเคลื่อน ที่ทำให้ยุคทองของการเขียนจดหมายยังคงดำรงอยู่ในอีก 20 ปีถัดมา คือทศวรรษที่ 1930
จะเห็นได้ว่า โลกในอดีตที่แสนโรแมนติก การเขียนจดหมายด้วยลายมือเคยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน
หากแต่ ณ วันนี้ Smartphone เครื่องเดียว ได้ช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว และง่ายดาย ทำให้หลายครั้งข้อความต่างๆ ดูเหมือนจะแล้งไร้ซึ่งน้ำใจ
Handwrytten บริษัท Startup ในรัฐ Arizona จึงได้พัฒนา “หุ่นยนต์นักเขียนจดหมาย” โดยใช้ “ปากกา”

โดยทาง Handwrytten ได้เปิดให้ลูกค้าสามารถเลือก Font ในจดหมายได้ตามต้องการอีกด้วย
แนวคิดของ Handwrytten ก็คือ ณ วันนี้ สิ่งต่างๆ ที่เคยล้าสมัย ได้กลับกลายมาเป็นสิ่งที่แลดูใหม่เสมออีกครั้ง
อย่างการได้รับ Postcard ที่เขียนด้วยลายมือ ที่ไม่เพียงดึงดูดทางสายตา แต่ยังให้ความรู้สึกลึกล้ำ และมีความหมายเป็นอย่างมาก
แน่นอนว่า ในช่วงที่ผ่านมา การปรากฏตัวของกลุ่มลูกค้าหลักของ Handwrytten ก็คือบรรดาองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่ใช้จดหมายขอบคุณ หรือ Postcard ที่เขียนด้วยลายมือ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกลุ่มผู้บริจาค
เหตุผลที่เหล่าองค์กรไม่แสวงผลกำไร หรือ NGO เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ Handwrytten ก็คือ ปัญหาที่ผ่านมาของบรรดา NGO ก็คือ “การขาดปฏิสัมพันธ์ที่จริงใจ” ทำให้ “อัตราการบริจาคซ้ำ” ของกลุ่มผู้บริจาคมีน้อยกว่า 50%
ดังนั้น การส่งข้อความแทนคำขอบคุณ ผ่านตัวอักษรด้วยลายมือเขียนกลับไปยังผู้บริจาค เป็นวิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยเพิ่ม “ยอดบริจาคซ้ำ” ได้

และ Handwrytten ได้มาเติมเต็มและถมปัญหานี้ให้หมดไป เพราะ Handwrytten ได้ช่วยให้องค์กรไม่แสวงผลกำไรเหล่านี้ มีวิธีสื่อสารความหมายกลับไปยังกลุ่มผู้บริจาคแบบลึกซึ้งมากกว่าเดิม ผ่านข้อความเขียนที่ด้วยลายมือ
ดังวิวัฒนาการการเขียนจดหมายในตอนต้นบทความ ที่ได้ดำเนินมาถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น 3D Printer การใช้เลเซอร์ในงานกราฟฟิก และการออกแบบแผงวงจรไฟฟ้าหุ่นยนต์
จุดเด่นของ Handwrytten แน่นอนว่า หากลูกค้าคิดไม่ออกว่าจะเขียนคำอะไรลงไปในข้อความ ทาง Website ของ Handwrytten ก็มีปุ่มขอความช่วยเหลือจาก ChatGPT เพื่อช่วยสร้างข้อความที่น่าสนใจให้ได้ทันที
อย่างไรก็ตาม แม้หุ่นยนต์จะถูกพัฒนามาช่วยเขียนจดหมายแทนมนุษย์ได้มากขึ้น นวัตกรรมนี้ก็ยังไม่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดอารมณ์ได้อย่างครบถ้วน กระนั้นก็ดี Handwrytten เชื่อว่า ในอนาคต หุ่นยนต์จะสามารถเขียนจดหมายได้ไม่แตกต่างจากที่มนุษย์ได้เคยลงมือเขียนจดหมายด้วยตนเองเมื่อครั้งอดีตได้ในที่สุดครับ











