รู้จัก “ดัชนี UV” ก่อนเป็น “มะเร็งผิวหนัง”

ศาสตราจารย์ ดร. Dorothy Bennett แห่ง St George’s University of London เปิดประเด็นว่า เราต้องควบคุมการสัมผัสกับรังสี UV ในชีวิตประจำวันให้ดี

“โดยปกติแล้ว UV มีประโยชน์ เนื่องจากช่วยให้ผิวหนังของเราสร้างวิตามิน D  ซึ่งจำเป็นต่อร่างกาย เช่น เสริมสร้างกระดูก เซลล์เม็ดเลือด และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานอย่างปกติ” ศาสตราจารย์ ดร. Dorothy Bennett กระชุ่น
“อย่างไรก็ตามรังสี UV มีอันตราย เนื่องจากทุกครั้งที่เราสัมผัสกับ UV นานเกินไปจนผิวไหม้แดด จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังได้” ศาสตราจารย์ ดร. Dorothy Bennett กล่าว และว่า
“มะเร็งผิวหนังชนิด Melanoma เป็นหนึ่งในมะเร็งผิวหนังที่อันตรายที่สุด และยังเป็นมะเร็งที่พบเห็นโดยทั่วไปลำดับที่ 5 ในสหราชอาณาจักร โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากการอาบแดด” ศาสตราจารย์ ดร. Dorothy Bennett สรุป
ทั้งนี้ รังสี UV เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งผิวหนัง จากการทำลาย DNA ในระดับเซลล์ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านสายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้อกระจก
รวมถึง มีหลักฐานที่พบเพิ่มขึ้นมาก ที่ระบุว่าแสง UV อาจลดความสามารถในการปกป้องตัวเองจากโรคภัยอย่างใดอย่างหนึ่งได้

ดังนั้น หากเรายังไม่อยากเป็น “มะเร็งผิวหนัง” เราต้องทำความเข้าใจ “ดัชนีรังสี UV” กันเสียตั้งแต่วันนี้
ดัชนี UV หรือ UV Index เป็นมาตรฐานการวัดรังสีอัลตราไวโอเลตระดับสากล โดยจะมีค่าเริ่มต้นตั้งแต่ศูนย์ไปจนถึงสูงกว่า 10
ยิ่งตัวเลขสูง โอกาสในการเกิดความเสียหายต่อผิวหนัง และดวงตา ก็จะยิ่งมีมากขึ้น ตรงกันข้าม หากใช้เวลากลางแดดน้อยลง อันตรายก็จะเกิดขึ้นก็จะลดน้อยถอยลงตามไป
โดยปกติแล้ว ระดับรังสี UV จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดวัน การอ่านค่าสูงสุดเกิดขึ้นในช่วง 4 ชั่วโมงราวช่วง “เที่ยงสุริยะ” หรือ Solar Noon ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ที่จุดสูงสุดบนท้องฟ้า ซึ่งจะนับตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ถึงบ่ายแก่ๆ
ตามข้อมูลของ “องค์การอนามัยโลก” (World Health Organization หรือ WHO) ระบุว่า การป้องกันแสงแดดเป็นพิเศษจะมีขึ้นเมื่อมีระดับค่าดัชนีรังสี UV ขึ้นไปในระดับดังต่อไปนี้
ระดับที่ไม่ควรถูกรังสี UV
11+ (สูงจัด)
8-10 (สูงมาก)
ระดับที่จำเป็นต้องป้องกันรังสี UV
6-7 (สูง)
3-5 (ปานกลาง)
ระดับที่ไม่จำเป็นต้องป้องกัน
1-2 (ต่ำ)

สำหรับประเทศที่อยู่แถบเส้นศูนย์สูตร เช่น ประเทศไทย จะสัมผัสกับรังสี UV ระดับสูงในช่วงเที่ยงวันตลอดทั้งปี
ข้อมูลของ “องค์การอนามัยโลก” ระบุว่า กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา มีระดับดัชนี UV สูงกว่า 10 ทั้งปี
ขณะที่ เกาะมายอร์กา ประเทศสเปน มีระดับดัชนี UV อยู่ประมาณระดับ 9 ในเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม
แต่ที่หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ ระดับดัชนี UV มักจะไม่เคยสูงกว่า 5 ในเดือนธันวาคม และเดือนมกราคม แม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ก็ตาม
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก “ศูนย์โอโซนและรังสี กรมอุตุนิยมวิทยา” คาดการณ์ว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม ในช่วงเที่ยงวัน มีค่าดัชนี UV สูงกว่า 10 เกือบทุกจังหวัด
ศาสตราจารย์ ดร. Bav Shergill แห่ง “สมาคมแพทย์โรคผิวหนังของอังกฤษ” หรือ British Association of Dermatologists กล่าวว่า การสัมผัสกับรังสี UV โดยไม่ได้รับการปกป้อง มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดริ้วรอยแห่งวัย เพราะคอลลาเจน และเส้นใยอีลาสตินในผิวหนังถูกทำลาย

“องค์ประกอบเหล่านี้ มีส่วนทําให้เกิดริ้วรอย และความหย่อนคล้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แสงแดดยังทําให้ผิวแห้ง และหยาบกร้านอย่างรวดเร็ว” ศาสตราจารย์ ดร. Bav Shergill กล่าว และว่า
นอกจากนี้ สำหรับคนผิวสีเข้ม ที่มีความเชื่อว่าทนทานต่อแดด อันที่จริงแล้ว ไม่แตกต่างจากคนผิวสีอ่อน เพราะคนผิวเข้มก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
“แม้ว่าคุณจะมีผิวสีเข้ม แต่รังสี Ultra Violet หรือ UV ก็จะกระตุ้นเซลล์ผิวของคุณให้ผลิตเม็ดสี เพื่อให้ปกป้อง DNA ของเซลล์ผิวอยู่ดี แม้การป้องกันนั้นอยู่ในขั้นที่น้อยที่สุด” ศาสตราจารย์ ดร. Bav Shergill กล่าว และว่า
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ชาวเอเชียเป็นมะเร็งผิวหนังกันมาก รวมทั้งคนที่เกิดจากสองชาติพันธุ์หรือผิวสองสีก็มีโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนังได้มากเช่นกัน
“แน่นอนว่า แม้ผิวคุณจะดูเข้มกว่า แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบในแง่การปกป้องผิวให้ห่างจากมะเร็งผิวหนัง เนื่องจากมียีนของคนผิวเข้มมีบทบาทมากกว่าที่เราคิด” ศาสตราจารย์ ดร. Bav Shergill กล่าว และว่า
หากตัดปัจจัยด้านสีผิวแล้ว ความเสี่ยงที่สายตาจะได้รับความเสียหาย และความเป็นไปได้ที่ส่งผลกระทบที่อันตรายต่อระบบภูมิคุ้มกันก็ยังมีจากรังสี UV เช่นกัน ศาสตราจารย์ ดร. Bav Shergill ทิ้งท้าย