Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.241

3 ยักษ์ใหญ่เกาหลีลงทุน “นิคมอุตสาหกรรม-ผลิตวัคซีน-พลาสติกชีวภาพ” หลังฮุนไดปักฐาน “อีวี”

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2567 บีโอไอได้จับมือภาครัฐ – เอกชน เดินทางไปจัดกิจกรรมโรดโชว์ส่งเสริมการลงทุน ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน จัดงานสัมมนา “Thailand – Korea Investment Forum” ณ โรงแรม The Shilla Seoul ชี้โอกาสในการร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัทไทย นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันหารือกับผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของเกาหลี 4 ราย คือ  
1. บริษัท Hyundai Motor ค่ายรถยนต์อันดับหนึ่งของเกาหลี ซึ่งได้รับการส่งเสริมผลิตรถยนต์ BEV และแบตเตอรี่ในไทยแล้วเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ บริษัทได้ย้ำความตั้งใจในการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงแผนขยายการลงทุนสถานีชาร์จไฟฟ้าที่สามารถรองรับการใช้งานร่วมกับยี่ห้ออื่นๆ ด้วย
2. บริษัท Korea Land & Housing รัฐวิสาหกิจรายใหญ่ของเกาหลี มีบทบาทในการพัฒนาที่อยู่อาศัย เมืองใหม่ พื้นที่อุตสาหกรรม และเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ทั้งในเกาหลีและต่างประเทศ โดยมีแผนจะลงทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในไทย เพื่อรองรับการลงทุนจากบริษัทเกาหลี โดยจะร่วมทุนกับบริษัทเอกชนไทยและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสนใจโครงการ Landbridge เนื่องจากบริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนามบินอินชอนและเมืองรอบๆ ด้วย
3. บริษัท SK Bioscience ในเครือ SK Group มีแผนจะลงทุนพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องกันโรคระบาดในประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรมและสถาบันวัคซีน โดยจะใช้ไทยเป็นฐานในการส่งออกวัคซีนไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน โครงการนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ และยังช่วยพัฒนาความสามารถของบุคลากรไทยในการผลิตวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงด้วย
4. บริษัท CJ BIO ในเครือ CJ Group ได้แจ้งความสนใจที่จะร่วมมือกับภาครัฐในการปรับปรุงกฎระเบียบสูตรอาหารสัตว์ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่เนื้อสัตว์แปรรูปของไทยในการส่งออกไปตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรป นำไปสู่โอกาสการลงทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ของบริษัทในอนาคต รวมทั้งมีความสนใจลงทุนธุรกิจอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพลาสติกชีวภาพ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบการเกษตร โดยเฉพาะอ้อยและมันสำปะหลัง

3 ประเทศแหล่งท่องเที่ยวโดนใจ คนไทยกลับไปเยือนมากที่สุด

เที่ยวญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น
ไต้หวัน
ลาว
เอนริก คาซาลส์, Associate Vice President Southeast Asia, อโกด้า กล่าวว่า “นักเดินทางหลายคนชอบการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ แต่ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ชอบกลับไปยังจุดหมายปลายทางเดิมอีกครั้ง ผลสำรวจของอโกด้า พบว่า นักเดินทางชาวไทยมากถึง 54% กลับไปเยือนจุดหมายปลายทางเดิม 1-3 ครั้งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา นับเป็นกลุ่มนักเดินทางที่กลับไปเยือนจุดหมายปลายทางเดิมมากที่สุด ทั้งนี้อีก 17% ระบุว่าได้เดินทางกลับไปยังจุดหมายปลายทางเดิมถึง 10 ครั้งหรือมากกว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดย 3 ประเทศคือ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และลาว ไม่ได้เป็นแค่เพียงแค่จุดหมายปลายทางทั่วไปของนักเดินทางชาวไทย แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่ชวนให้หลงใหลจนอยากกลับไปสัมผัสอีกครั้ง เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และลาวสามารถดึงดูดนักเดินทางชาวไทยให้กลับมาเยือนอีกครั้ง ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะความสะดวกในการเดินทาง (53%) ตามมาด้วยความอร่อยของอาหารท้องถิ่น (49%) ความปลอดภัยและความสะอาด (42%) ทำเลที่สะดวก (38%) และโอกาสในการช้อปปิ้ง (30%) รวมเป็น 5 เหตุผลหลักที่ดึงดูดให้ผู้คนกลับไปเยือนประเทศเหล่านี้อีกครั้ง

เกษตรกรสองแควพลิกพื้นที่ข้าวนาปี ปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง สร้างรายได้ดีกว่า

กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง
นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง นับเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดพิษณุโลก หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชที่มีโอกาสทางตลาด และมีความต้องการในอุตสาหกรรมการแปรรูป โดยกล้วยน้ำว้าสดที่ใช้เป็นวัตถุดิบมีทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด (สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และ ตาก) ซึ่งกล้วยตากบางกระทุ่มเป็นสินค้า GI และเป็นของฝากที่คนมาเยือนพิษณุโลกเมืองสองแควจะต้องซื้อ โดยเฉพาะการมานมัสการหลวงพ่อพระพุทธชินราช ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) จึงนับได้ว่ากล้วยตากเป็น Signature ของจังหวัดพิษณุโลก ทั้งนี้ สศท.2 ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาสินค้ากล้วยน้ำว้า ทดแทนการผลิตข้าวนาปีในพื้นที่ไม่เหมาะสมจังหวัดพิษณุโลก ตามโครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) และจัดทำแนวทางพัฒนาสินค้ากล้วยน้ำว้าเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่

ส่งออกเดือน ก.ค. 67 โตแรง ขยายตัว 15.2% สูงสุดในรอบ 28 เดือน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกรกฎาคม และ 7 เดือนแรกของปี 2567 การส่งออกของไทยในเดือนกรกฎาคม 2567 ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีมูลค่า 25,720.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (938,285 ล้านบาท) ขยายตัวร้อยละ 15.2 นับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 28 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ยังคงขยายตัวร้อยละ 9.3 โดยการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั่วโลก ช่วยเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้บริโภค เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการฟื้นตัวนี้ ขณะที่การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวของค่าจ้างในประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะในยุโรป ส่งผลให้การบริโภคฟื้นตัว เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกของไทย โดยตลาดหลักที่กลับมาฟื้นตัวได้ดี อาทิ สหรัฐฯ จีน อาเซียน และสหภาพยุโรป สอดคล้องกับการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกของ IMF ที่ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน จากการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี และเศรษฐกิจยุโรปที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดแล้ว ทั้งนี้ การส่งออกไทย 7 เดือนแรกของปี 2567 ขยายตัวร้อยละ 3.8 และเมื่อหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวร้อยละ 4.0

ตุรกีสั่งปรับอินฟลูเอนเซอร์นับสิบ ฐานทำ “การตลาดแอบแฝง”

เมื่อวันจันทร์ (26 ส.ค.) สื่อตุรกี (ทูร์เคีย) รายงานว่าทางการตุรกีได้สั่งปรับเงินอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียที่ไม่ระบุอย่างชัดเจนว่าเนื้อหาโพสต์ของตนเป็นการโฆษณา หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมการตลาดแอบแฝง
รายงานระบุว่ากระทรวงการค้าตุรกีได้สั่งปรับอินฟลูเอนเซอร์กว่าสิบรายเป็นเงินราว 148,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.03 ล้านบาท) จากการโฆษณาบนโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้รับอนุญาตในช่วงครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปีนี้
ภายใต้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง อินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียจะต้องเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเนื้อหาโพสต์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการใดบ้างที่เป็นการโฆษณา มิฉะนั้นจะเผชิญกับบทลงโทษทางปกครองสำหรับการโฆษณาที่แอบแฝง
นอกจากนี้ กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ยังอาจเผชิญกับบทลงโทษทางปกครองสำหรับโพสต์ที่มีการโฆษณาเครื่องสำอางและอาหารเสริมแบบเกินจริง การอ้างประโยชน์ด้านสุขภาพที่ชวนให้ผู้คนเข้าใจผิด และการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ต้องห้าม (ที่มา : ซินหัว)