Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.242

ปิดจุดเสี่ยง! 3 นิคมฯอยุธยา “นครหลวง-บางปะอิน-บ้านหว้า” ตั้ง “วอร์รูม” เช็คสถานการณ์น้ำ 24 ชม.

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ กรรมการ กนอ. ว่า กนอ. มีการตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ภายหลังกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนิคมอุตสาหกรรมในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมของ กนอ. ตั้งอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมนครหลวง นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุดน้ำจากภาคเหนือได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่จังหวัดสุโขทัย และมีแนวโน้มว่าจะเข้าสู่พื้นที่จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง และจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย ขณะที่ กรมชลประทานได้รายงานสถานการณ์ว่า ล่าสุดเขื่อนเจ้าพระยาได้ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำที่ไหลลงมา รวมถึงฝนที่อาจจะตกในระยะนี้ด้วย ซึ่ง กนอ. ได้เตรียมความพร้อมรับมืออย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ธปท. ห่วงผู้ประสบภัยน้ำท่วม ออกหนังสือเวียนให้แบงก์พิจารณาสินเชื่อหมุนเวียน-ผ่อนชำระบัตรต่ำกว่า 8%

น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน และ นางอัจจนา ล่ำซำ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.กำลังส่งหนังสือเวียนไปยังสถาบันการเงิน เพื่อให้ช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบอุทกภัย บรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนจากภาวะน้ำท่วม โดยจะมีเกณฑ์การผ่อนผันคร่าวๆ คือ 1.ช่วยลูกหนี้ที่ต้องการเงินไปใช้หมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ หรือเป็นสภาพคล่อง เพื่อให้ผ่านช่วงน้ำท่วมให้ได้ หรือกรณีที่ประชาชนได้รับผลกระทบต้องการเงินเพื่อซ่อมแซมต่อเติมบ้านจากการถูกน้ำท่วม 2.สำหรับลูกค้าบัตรเครดิต ปรับเกณฑ์ลดหย่อนผ่อนชำระขั้นต่ำ จากเดิมชำระขั้นต่ำที่ 8% สามารถลดหย่อนได้น้อยกว่า 8% ส่วนจะเป็นเท่าใดนั้นต้องมีการหารือกันอีกครั้ง 3.สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อดิจิทัลผ่อนเกณฑ์วงเงินฉุกเฉิน คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีรายละเอียดต่อไป

บาทแข็งค่า 1% ฉุดรายได้ผู้ส่งออกวูบ 1 แสนล้าน แนะธุรกิจตั้งรับค่าเงินผันผวนสูง

เศรษฐกิจใหม่
การเคลื่อนไหวของเงินบาทค่อนข้างผันผวนนับจากต้นปี 2567 โดยเริ่มต้นปีด้วยการทยอยอ่อนค่าทะลุแนว 37.00 ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2567 ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 จนหลุดแนว 34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ฯ ยังอาจถูกกดดันจากโอกาสการลดดอกเบี้ยของเฟด อาจทำให้มีความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะแข็งค่าแตะระดับ 33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ธนาคารกสิกรไทยยังคงตัวเลขคาดการณ์ค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2567 ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ เนื่องจากเงินบาทยังมีโอกาสแกว่งตัวตามสถานการณ์และข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเพิ่มเติม
ท่ามกลางสภาวะที่เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าทุกๆ 1% อาจมีผลกระทบต่อรายได้ผู้ส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 0.5% ของ Nominal GDP ทั้งนี้ แม้สภาวะเงินบาทที่ผันผวนจะไม่กระทบกลไกการตั้งราคาสินค้าส่งออกที่มักจะอยู่ในรูปของเงินดอลลาร์ฯ มากนัก แต่คงต้องยอมรับว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจมีผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้ประกอบการโดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกที่มีรายได้ในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ เพราะจะทำให้รายได้เมื่อแปลงกลับมาเป็นรายได้สกุลเงินบาทลดลง ซึ่งผลกระทบจะยิ่งชัดเจนขึ้นในกรณีที่ผู้ส่งออกดังกล่าวพึ่งพิงวัตถุดิบจากในประเทศเป็นหลัก (สัดส่วน Import Content ต่ำ) เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถใช้กลไก Natural Hedge เพื่อบรรเทาผลกระทบได้ ตัวอย่างธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ได้แก่ ยางและพลาสติก รถยนต์ และการผลิตอาหาร

“พาณิชย์” เคาะ 5 มาตรการแก้ปัญหานำเข้าสินค้าราคาต่ำ ไม่ได้มาตรฐาน ปรับกฎหมายล็อกแพลตฟอร์มออนไลน์

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมแก้ปัญหาการนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานและราคาต่ำจากต่างประเทศ ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจาก 28 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาสินค้านำเข้าสู่ตลาดที่ไม่ได้มาตรฐานและราคาต่ำ โดยกำหนด 5 มาตรการ คือ 1) ให้หน่วยงานบังคับใช้ระเบียบ/กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการตรวจเข้มสินค้า ณ ด่านศุลกากร ทั้งในส่วนของการสำแดงพิกัดสินค้า การชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม การตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 2) ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับการค้าอนาคต ซึ่งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) อยู่ระหว่างจัดทำประกาศฯ ให้ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มต่างประเทศที่มีคุณสมบัติตามกำหนด “ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล โดยให้มีสำนักงานในไทย” 3) มาตรการภาษี กรมสรรพากรอยู่ระหว่างปรับปรุงประมวลรัษฎากร สำหรับการกำหนดให้ผู้ขายสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ และแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ ที่จำหน่ายสินค้าในไทย ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร 4) มาตรการช่วยเหลือ SMEs ไทย ให้แข่งขันได้ในยุคการค้าโลกใหม่ และ 5) สร้าง/ต่อยอดความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เพื่อส่งเสริมการค้าผ่านช่องทางตลาด E-Commerce ให้เป็นอีกช่องทางในการผลักดันสินค้าไทยผ่านระบบออนไลน์ไปต่างประเทศ

“โตโยต้า” เริ่มโครงการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง สำหรับรถยนต์พลังงานไฮโดรเจน ในกรุงปักกิ่ง

(แฟ้มภาพซินหัว : รถยนต์รุ่นบีแซด 4 เอ็กซ์ จัดแสดงในบูธของจีเอซี โตโยต้า ที่งานมหกรรมยานยนต์นานาชาติกว่างโจวครั้งที่ 21 ในนครกว่างโจว มณฑลกว่างตงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 พ.ย. 2023) // www.xinhuathai.com
สำนักข่าวซินหัว รายงาน เมื่อวันอังคาร (27 ส.ค.) หน่วยงานท้องถิ่นในเขตพัฒนาเศรษฐกิจ-เทคโนโลยีแห่งปักกิ่ง เปิดเผยว่า โตโยต้า ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของญี่ปุ่น เริ่มดำเนินโครงการวิจัยและผลิตเซลล์เชื้อเพลิง ระยะที่ 1 ในกรุงปักกิ่งแล้ว
โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการที่ลงทุนโดยต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดของปักกิ่ง ในด้านพลังงานไฮโดรเจน โดยคาดว่าจะช่วยเร่งการแก้ไขปัญหาความท้าทายในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน พร้อมส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานไฮโดรเจน
โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ร่วมมือกับ ซิโนไฮเทก (SinoHytec) ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีฐานอยู่ในปักกิ่ง เปิดตัวโครงการดังกล่าวที่มีโรงงานตั้งอยู่บนพื้นที่ 113,000 ตารางเมตร โดยโครงการในระยะแรกมีพื้นที่ 44,000 ตารางเมตร
โครงการระยะที่ 1 มุ่งเน้นที่การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการผลิตระบบและชุดเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นหลัก โดยมีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เซลล์เชื้อเพลิงสูงสุด 10,000 หน่วยต่อปี
หลังจากเปิดตัวโครงการแล้ว ระบบเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนทีแอล พาวเวอร์ 150 (TL Power 150) ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ออกจากสายการประกอบ โดยผลิตภัณฑ์นี้มีกำลังไฟฟ้า 150 กิโลวัตต์ ซึ่งสามารถทำให้รถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ขนาดใหญ่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจนได้
อนึ่ง โครงการระยะที่ 2 มีกำหนดเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2026