นโยบายขายฝันหรือทำได้จริง? เมื่อ “ญี่ปุ่น” ผลักดันให้ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนแรงงาน และค่านิยมของสังคม

“ญี่ปุ่น” ประเทศที่มีการบัญญัติคำศัพท์ karoshi ที่แปลว่า “การทำงานจนตาย” กำลังพยายามโน้มน้าวให้ผู้คนและบริษัทห้างร้านต่างๆ หันมาใช้นโยบายการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์มากขึ้น แม้กำลังเผชิญวิกฤตแรงงานและอุปสรรคทางวัฒนธรรมและค่านิยมในการทำงานแบบสู้ตายถวายหัวของสังคมญี่ปุ่นก็ตาม


รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงการสนับสนุนให้มีสัปดาห์การทำงานที่สั้นลงเป็นครั้งแรกในปี 2565 หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาเห็นชอบแนวคิดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังไม่แพร่หลายเท่าใดนัก เพราะมีบริษัทต่างๆ ในญี่ปุ่นประมาณแค่ 8% เท่านั้นที่อนุญาตให้พนักงานหยุดงานได้ 3 วันหรือมากกว่านั้นต่อสัปดาห์ ในขณะที่ 7% ให้พนักงานหยุดงานได้ 1 วันตามที่กฎหมายกำหนด ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ
ทั้งนี้รัฐบาลแดนอาทิตย์อุทัยได้ริเริ่มแคมเปญ “ปฏิรูปรูปแบบการทำงาน” หรือ “hatarakikata kaikaku” โดยมุ่งหวังที่จะดึงดูดผู้สนใจให้เข้ามาทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยส่งเสริมให้ลดชั่วโมงการทำงานและจัดการงานที่ยืดหยุ่นได้อื่นๆ รวมถึงการจำกัดเวลาการทำงานล่วงเวลา (โอที) และวันลาพักร้อนที่ได้รับค่าจ้าง 

เทศบาลหลายแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นกำลังเริ่มทดสอบระบบโดยกำหนดให้ทำงานสัปดาห์ละ 4 วันในปีงบประมาณปัจจุบัน ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอนุญาตให้พนักงานเลือกทำงานนานขึ้นได้โดยแลกกับวันหยุดเพิ่มในวันธรรมดา
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะพนักงานที่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรหรือดูแลเด็กเท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างสำหรับพนักงานทุกคนในฐานะกลยุทธ์ในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป กระนั้นการนำไปใช้อย่างแพร่หลายและความสำเร็จของแผนริเริ่มนี้ยังต้องติดตามดูกันต่อไป
ในจังหวัดอิบารากิ เริ่มใช้ระบบทำงานสัปดาห์ละ 4 วันเป็นทางเลือกเมื่อเดือนเมษายน 2567 โดยขยายสิทธิ์ให้พนักงานทุกคนในจังหวัด ยกเว้นครูและพนักงานกะ คาดว่าระบบดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานต่างๆ เช่น การรับและส่งลูกและพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาล รวมถึงให้พนักงานได้พัฒนาตนเอง
ด้านจังหวัดชิบะเปิดตัวโครงการในเดือนมิถุนายน 2567 โดยคาดว่าจะนำไปสู่รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย
ด้วยระบบเวลาที่ยืดหยุ่น ช่วยให้พนักงานสามารถขยายเวลาทำงานในวันที่กำหนดไว้เพื่อรับวันหยุดพิเศษอีกหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ ตราบใดที่พวกเขารักษาจำนวนชั่วโมงที่กำหนดในช่วงระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยโครงการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ซึ่งไม่เพียงแต่จะดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถสูงเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการลาออกของพนักงาน และหวังว่าจะช่วยพัฒนาทักษะของพนักงานให้ดีขึ้นและสอดรับกับบริบทของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ในจังหวัดอิวาเตะ เมืองคูจิวางแผนทดลองใช้สัปดาห์การทำงาน 4 วัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยตั้งใจที่จะนำระบบนี้มาใช้เต็มรูปแบบในปีงบประมาณ 2568 การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่จำนวนผู้สมัครตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของเมืองลดลงอย่างมาก โดยลดลงเกือบครึ่งหนึ่งในปีงบประมาณ 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เจ้าหน้าที่ของเมืองเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ดังกล่าว โดยกล่าวว่า “เราต้องการให้ผู้คนต้องการทำงานให้กับเมืองมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปใช้สัปดาห์การทำงาน 4 วัน ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบางคนกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นขนาดเล็ก และเชื่อว่าเวลาทำงานที่ยาวนานขึ้นในแต่ละวันอาจส่งผลให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพลดลง
เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ผู้ว่าการจังหวัดอากิตะ โนริฮิสะ ซาตาเกะ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการปฏิรูปการทำงาน
ล่าสุด กระทรวงแรงงานได้เริ่มให้บริการปรึกษาฟรี ทุนสนับสนุน และการถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติม
เว็บไซต์ของกระทรวงฯ ระบุเกี่ยวกับแคมเปญ “hatarakikata kaikaku” ซึ่งแปลว่า “สร้างสรรค์วิธีการทำงานใหม่” โดยมุ่งหวังที่จะสร้างสังคมที่คนงานสามารถเลือกรูปแบบการทำงานได้หลากหลายตามสถานการณ์ของตนเอง
ทั้งนี้ เมื่อปี 2560 อาเบะ ชินโซ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้น ได้กำหนดให้การปฏิรูปรูปแบบการทำงาน (hatarakikata kaikaku) เป็นส่วนหนึ่งของวาระนโยบายหลักของเขา โดยสัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาสองประการที่สำคัญที่สุดของรูปแบบการทำงานของญี่ปุ่น นั่นคือ “ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ” และ “ช่องว่างค่าจ้างที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างพนักงานประจำและพนักงานชั่วคราว” อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์กล่าวหาว่าข้อเสนอเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้รุนแรงขึ้น เนื่องจากการกำหนดนโยบายด้านแรงงานนั้นถูกครอบงำโดยผู้นำทางธุรกิจและการเมืองสายอนุรักษ์นิยมที่มุ่งมั่นในการยกเลิกกฎระเบียบ

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าผู้คนมีความภักดีต่อบริษัทในระดับสูง ใครที่เปลี่ยนงานบ่อยมักถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าละอาย และ “การลาออกถือเป็นการทรยศ” ทำให้คนที่อยากจะลาออกจากงานเกิดภาวะตึงเครียดและไม่รู้จะใช้แนวทางไหนในการบอกลางานที่ไม่พึงประสงค์ ด้วยเหตุนี้จึงมีบริการ “taishoku daiko” หรือ “ตัวแทนช่วยลาออกจากงาน” เกิดขึ้นมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการลาออกให้หลีกหนีจากความอึดอัดดังกล่าว
บริษัท Guardian ซึ่งให้บริการ taishoku daiko ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 ได้ช่วยเหลือผู้คนมากมาย โดยส่วนใหญ่อยู่ในวัย 20 – 30 ปี ให้หลุดพ้นจากงานที่ต้องการลาออกได้อย่างไม่เจ็บปวด ซึ่งรวมถึงผู้คนที่เคยทำงานในศาลเจ้าชินโต สำนักงานทันตแพทย์ สำนักงานกฎหมาย ไปจนถึงพนักงานร้านสะดวกซื้อและร้านอาหาร
ลูกค้าของ Guardian เกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง บางคนทำงานเพียงวันหรือสองวันเท่านั้น ก็พบว่าคำสัญญาเรื่องเงินเดือนหรือชั่วโมงการทำงานนั้นไม่เป็นไปตามข้อตกลง
Guardian คิดค่าบริการ 29,800 เยน (ราว 6,920 บาท) ซึ่งรวมถึงค่าสมาชิกสามเดือนในสหภาพแรงงานที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพนักงานในกระบวนการเจรจาที่อาจกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอึดอัดในญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็ว
โดยทั่วไป ลูกค้าของ Guardian มักทำงานให้กับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่จ้างคนญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งพนักงานของบริษัทใหญ่ๆ ก็ขอความช่วยเหลือ ในหลายกรณี เจ้านายมีอำนาจตัดสินใจอย่างมากว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างไร และบางครั้งก็ไม่ยอมให้คนงานลาออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถานที่หลายแห่งขาดแคลนแรงงานตั้งแต่แรก เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ โรค Karoshi หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “การเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป” เป็นหัวข้อการศึกษาวิจัยและความกังวลในญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา เชื่อกันว่าอาการนี้เกิดจากการกระตุ้นของอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับความเหนื่อยล้าเรื้อรังหลังจากทำงานที่มีความเครียดสูงเป็นเวลานาน เช่น โรคหลอดเลือดสมอง/หัวใจและความผิดปกติทางจิต ขณะเดียวกันความเครียดเป็นเวลานานสามารถกดภูมิคุ้มกัน ทำให้บุคคลนั้นเสี่ยงต่อการติดเชื้อและโรคอื่นๆ มากขึ้น การตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงนี้อาจส่งผลให้ระยะเวลาการฟื้นตัวยาวนานขึ้นและมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพมากขึ้น
Karoshi ไม่เพียงแต่เป็นโรคทางคลินิกเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาทางสังคมอีกด้วย และยังคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนสำหรับนิติวิทยาศาสตร์อีกด้วย โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้ประกอบการและคนงานในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความต้องการสูงและการแข่งขันสูง 
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ผ่าน “พระราชบัญญัติส่งเสริมมาตรการป้องกันอาการ Karoshi และความผิดปกติทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการทำงานมากเกินไป” ในปี 2557 เพื่อแก้ไขปัญหาอาการ Karoshi และส่งเสริมมาตรการป้องกัน
องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ร่วมกันเปิดเผยว่าในปี 2564 มีผู้เสียชีวิตจากโรค Karoshi ประมาณ 750,000 รายทั่วโลก โดยองค์การฯ กำหนดให้การทำงานนาน คือการทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 
ปัจจุบัน โรค Karoshi ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในญี่ปุ่นอีกต่อไปแล้ว และได้กลายเป็นปัญหาระดับโลก โดยมักเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ความเครียดที่เกี่ยวข้องกับงาน และความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานที่ไม่ดี

ที่มา :