ย้อนเวลากลับไปในเดือนพฤษภาคม 2566 นับเป็นช่วงเวลาอันสำคัญที่จีนได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับแวดวงอุตสาหกรรมอากาศยานโลก เมื่อเครื่องบินโดยสาร “Made in China” ลำแรกของสายการบินไชน่า อีสเทิร์นฯ C919 ได้เหินฟ้าให้บริการอย่างเป็นทางการ และทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักกับ COMAC บรรษัทการบินพาณิชย์จีน ผู้ผลิตเครื่องบินโดยสารที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของเป็นครั้งแรก หลังจากตลอดเวลาที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินโลก มีผู้ครองตลาดรายใหญ่เพียงแค่ 2 บริษัท คือ บริษัทโบอิ้ง (Boeing) ของ สหรัฐอเมริกา และแอร์บัส (Airbus) ของสหภาพยุโรปนำทีมโดยฝรั่งเศส
และในเวลาผ่านมาแค่ช่วง 1 ปีกว่าเท่านั้น COMAC ก็เดินหน้าผลิตและพัฒนาเครื่องบินหลากหลายรุ่นขึ้นมาใช้เองในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ARJ21 C919 และ C929 ที่ตอบสนองการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการบินจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความยิ่งใหญ่ของ COMAC นี้ ได้ประจักษ์แก่สายตาของคณะผู้ศึกษาดูงานอุตสาหกรรมอากาศยานในจีน ผ่านการได้ไปเยี่ยมชมฐานการผลิตเครื่องบินโดยสารของ COMAC ถึงมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และในวันสุดท้ายของการศึกษาดูงาน ยังได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมอีกหนึ่งบริษัทผู้ผลิตระบบโลจิสติกส์และขนส่งในสนามบินที่ได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอย่าง บริษัท TLD อีกด้วย
COMAC บริษัทผู้ผลิตอากาศยานพาณิชย์ประเทศจีน มาตรฐานและขีดความสามารถเทียบชั้นผู้ผลิตระดับโลก
มาถึงสถานที่ศึกษาดูงานแห่งที่ 2 ที่คณะผู้ศึกษาดูงานได้มาเยี่ยมชม นั่นคือ บริษัท COMAC (Commercial Aircraft Corporation of China) หรือบรรษัทการบินพาณิชย์จีน ซึ่งที่นี่เราได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของ อุตสาหกรรมอากาศยานในจีน ที่สามารถผลิตและพัฒนาเครื่องบินหลากหลายรุ่นขึ้นมาใช้เองในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ARJ21 C919 และ C929 ที่ตอบสนองการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการบินจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยทันทีที่คณะฯเดินทางถึง ผู้บริหารระดับสูงของ COMAC ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมบรรยายสรุปให้เห็นถึงความเป็นมา และความสำเร็จของ COMAC ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเครื่องบินโดยสารรุ่นแรก ที่ทาง COMAC ผลิตออกมา และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก นั่นคือ เครื่องบินโดยสารรุ่น C919 ที่ทาง COAMC ใช้เวลาในการพัฒนานานถึง 16 ปี โดยเครื่องบิน C919 ออกแบบเองโดยบริษัทสัญชาติจีนก็จริง แต่ชิ้นส่วนสำคัญหลายอย่างยังคงต้องนำเข้าจากชาติตะวันตก รวมทั้งเครื่องยนต์ด้วย โดยจุดเด่นของ C919 นี้ คือ
เครื่องบิน C919 สามารถบินได้ไกลสูงสุด 5,630 กิโลเมตร
บรรทุกผู้โดยสารได้ประมาณ 158 – 168 คน
ทางบริษัทมีแผนจะผลิตเครื่องบินรุ่นนี้ 150 ลำต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ในเบื้องต้น COMAC พุ่งเป้าการแข่งขันไปที่ตลาดเครื่องบินโดยสารขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ซึ่งมีเครื่องบิน A320 ของแอร์บัส และ B737 ของโบอิ้ง ครองตลาดอยู่ โดยเครื่องบินเหล่านี้มักใช้ในเที่ยวบินภายในประเทศหรือในภูมิภาค
นอกจากนั้น ภายหลังจากการศึกษาดูงานที่ COMAC ดร.ถวัลย์ ยังได้ถอดบทเรียนจากความสำเร็จของ COMAC ให้ฟังเพิ่มเติมว่า
“COMAC เป็นบริษัทผลิตอากาศยานพาณิชย์ของประเทศจีน ที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ ดำเนินการผลิตอากาศยานที่ใช้ในประเทศจีน ในแต่ละปี สามารถผลิตเครื่องบินป้อนให้กับสายการบินในประเทศจีนได้ไม่น้อยกว่า 100 ลำ”
“ดังนั้นในวันนี้ นอกจาก COMAC จะสามารถผลิตเครื่องบินโดยสารที่ตอบโจทย์ความต้องการในประเทศได้ในปัจจุบันแล้ว ด้วยขีดความสามารถของ COMAC ยังคาดเห็นได้ว่าจะสามารถขยายตลาดและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอากาศยานของโลกได้ในไม่ช้า”


“ขณะที่ ในวันนี้ COMAC ยังสามารถผลิตอากาศยานรุ่น ARJ21 ซึ่งเป็นอากาศยานที่ขนส่งผู้โดยสารได้ 78-90 ที่นั่ง อากาศยานรุ่นนี้จึงเป็นคู่แข่งของอากาศยานที่เป็นเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ พิสัยใกล้ (Reginal Jet) ได้ไม่ยาก นอกจากนั้น COMAC ยังได้ผลิตอากาศยานประเภท C919 ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 190 ที่นั่ง และเป็นเครื่องบินที่อยู่ในตลาดเดียวกันกับ A320 ของ Airbus และ B737ของ Boeing ส่วนการผลิต C919 ก็มียอดสั่งจองเป็นจำนวนมากในประเทศจีนเอง และ COMAC ยังประสบความสำเร็จในการผลิตอากาศยานต้นแบบ C929 ซึ่งบรรจุผู้โดยสารได้ถึง 290 ที่นั่งด้วย”
“และจากการที่เราได้ไปเยี่ยมชมภาคการผลิตของ COMAC พบว่ามีหน่วยที่กำลังทำการวิจัยอากาศยานแบบ C939 ที่สามารถขนส่งผู้โดยสารได้ถึง 390 ที่นั่ง อีกด้วย นี้จึงแสดงให้เห็นถึงแนวคิดของผู้บริหาร COMAC ที่ต้องการก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาด และผลิตอากาศยานที่ควบคุมได้ทั้งพิสัยใกล้และพิสัยไกล โดยมีผู้โดยสารได้ตั้งแต่ 78-390 ที่นั่ง ซึ่งสามารถเป็นคู่แข่งกับอากาศยานของ โบอิ้ง และ แอร์บัส ได้ในอนาคต”
“และจุดที่ทำให้ COMAC ได้เปรียบ ยังอยู่ที่การสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ที่กำหนดให้สายการบินภายในประเทศใช้อากาศยานที่ผลิตในประเทศจีนเองซึ่งทำให้ประเทศจีนเกิดการหมุนเวียนภายในสูง แต่อย่างไรก็ตามชิ้นส่วนอากาศยานที่ใช้ในการประกอบอากาศยานที่ผลิตโดย COMAC ก็ใช้ชิ้นส่วนอากาศยานจากบริษัทผู้ผลิตกว่า 40 ประเทศทั่วโลก”

“จากจุดนี้เอง ก็ทำให้เห็นว่าประเทศจีนเองไม่ได้ปิดกั้นในการร่วมมือกับต่างประเทศ ที่จะนำเอาเทคโนโลยีจากบริษัทผู้ผลิตทุกมุมโลกมาใช้เพื่อก่อให้เกิดการผลิตเครื่องบินในประเทศของตนเองได้อย่างเร็วที่สุดและได้มาตรฐานที่สุด ในรูปแบของการพึ่งพาเทคโนโลยีการผลิตของตนเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และวางเป้าหมายที่จะผลิตอากาศยานเพื่อขายให้กับอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกในอนาคตต่อไป”
“ต้องยอมรับว่า Key success ของ COMAC นับเป็นต้นแบบของการพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานที่ดีมาก โดยเฉพาะการที่รัฐบาลจีนวางยุทธศาสตร์การผลิตอากาศยานเพื่อตอบสนอง อุตสาหกรรมการบินในจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากพอเพื่อทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในประเทศก่อน และนำเงินทุนนั้นไปใช้ในการศึกษา วิจัยและพัฒนาเครื่องบินแบบใหม่ จากนั้นค่อยเปิดประตูสู่การผลิตอากาศยานตอบสนองตลาดในระดับโลก ซึ่งต้องยอมรับว่ามีน้อยประเทศในโลกที่จะใช้โมเดลในการพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างประเทศจีน”
ส่วนในประเด็นการต่อยอดความร่วมมือกับประเทศจีน จากการเดินทางมาศึกษาดูงานครั้งนี้ ดร.ถวัลย์ มองว่า
“ที่ผ่านมา COMAC ได้มีความร่วมมือกับ Supply Chain มากกว่า 40 ประเทศ ดังนั้น ถ้าประเทศไทยจะยกระดับขีดความสามารถของตัวเองเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการบินอย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับตลาดสากล จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้ประเทศจีนมองว่าประเทศไทยเป็นอีกหนึ่ง Supply Chain ให้กับจีนได้ด้วย”

“และที่สำคัญประเทศไทยต้องเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับองค์กรหรือประเทศที่มีความรู้ความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนอากาศยานอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทยด้วยกันหรือชักจูง เชิญชวนให้บริษัทเหล่านั้นมาลงทุนในประเทศไทยให้ได้”
“เพราะในที่สุดแล้วถ้าประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือซ่อมบำรุงชิ้นส่วนอากาศยานแห่งภูมิภาคได้แล้ว เราย่อมใช้ข้อได้เปรียบในด้านที่ตั้งในเชิงภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมีที่ตั้งเหมาะสมต่อ การลงทุน และเป็น Aviation Hub แห่งภูมิภาคนี้ได้ไม่ยากเลย”
ด้าน ดร.อภิชาต ประธาน EEC HDC ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจหลังจากร่วมศึกษาดูงานกับคณะฯเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมอากาศยานจีนโตเร็วมาก ในช่วงไม่ถึง 2 ทศวรรษ จากการปรับตัวของภูมิเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโดยรวมที่กระตุ้นความต้องการอุตสาหกรรมอากาศยานให้พุ่งขึ้น จนจีนเร่งลงทุนอุตสาหกรรมอากาศยานอย่างจริงจังด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 2 ทศวรรษ มาในวันนี้ COMAC สามารถผลิตเครื่องบินโดยสาร C919 สัญชาติจีนได้สำเร็จแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก”

“ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินในจีน เติบโตปีละราว 7-10% ปัจจุบันจีนมีเครื่องบินโดยสารรวม 8,090 ลำ คิดเป็นมูลค่า 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีเศรษฐกิจ After market มูลค่า 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (2019-2028) จึงกล่าวได้ว่าวันนี้จีนเป็นตลาดอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งก็ว่าได้”
“ในวันนี้ เราในฐานะเพื่อร่วมภูมิภาคเอเชียกับจีน รู้สึกตื่นเต้นยินดีกับความสำเร็จก้าวหน้าของจีนไปด้วยอย่างไร้ข้อกังขา ด้วยเดิมทีนั้นเทคโนโลยีและธุรกิจนี้กลุ่มโลกตะวันตก-ยุโรป & อเมริกาครองพื้นที่ความเก่งและความแข็งแกร่งมานับศตวรรษ โดยเฉพาะ Airbus ผู้ผลิตอากาศยานที่ครองอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องมายาวนาน”
“อุตสาหกรรมอากาศยานของจีนที่มีความยิ่งใหญ่นี้ จะกลายเป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทยเร่งเครื่องยนต์การพัฒนาให้เร็วกว่านี้ ทั้งในภาคการผลิตและการพัฒนาบุคลากรอากาศยาน โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ซึ่งที่ผ่านมาเราเชื่อมโยงความร่วมมือกับบริษัทอากาศยานในโลกตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ มาในวันนี้ ความร่วมมือกับจีนจะเป็นช่องทางสำคัญที่จะเป็นสะพานเชื่อมสู่การพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมอากาศยานในไทยได้ในทุกมิติอย่างมีนัยสำคัญ”
TLD ผู้นำการผลิต ระบบโลจิสติกส์และขนส่งในสนามบินที่ได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก
สำหรับสถานที่ศึกษาดูงานที่สุดท้ายที่คณะฯได้ไปเยี่ยมชม คือ TLD ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นในประเทศฝรั่งเศส แต่มีฐานการผลิตใหญ่อยู่ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เช่นกัน โดย Richard ZHENG President and CEO TLD China and Asia-Pacific ได้บอกเล่าถึงกิจการของบริษัทเพิ่มเติมว่า
“ผลิตภัณฑ์ หรือ Products ที่ TLD ผลิต ส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือขนาดใหญ่ที่ใช้ในระบบโลจิสติกส์ละการขนส่งในสนามบิน ซึ่ง TLD ได้เลือกที่จะขยายตลาดในจีนเพราะเล็งเห็นว่า จีน สามารถเป็นแหล่งกระจายการผลิตไปยังกลุ่มลูกค้าสำคัญในหลายประเทศทุกภูมิภาคทั่วโลกได้ไม่ยาก โดยกลุ่มลูกค้าของ TLD มีทั้งกลุ่มสนามบิน ท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์ หรือของภาคเอกชน ไปจนถึงสนามบินที่ใช้ในการทหารด้วย และจุดแข็งที่ TLD ให้ความสำคัญตลอดมา คือ การไม่หยุดพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตเพื่อสร้างนวัตกรรมสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ TLD จะให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุรวมถึงการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดโลกร้อน และสอดรับกับเทรนด์การลดคาร์บอนมากขึ้น”

ด้าน ดร.ถวัลย์ ได้ให้ข้อมูลในฐานะ “ลูกค้า” และพันธมิตรทางธุรกิจของ TLD เพิ่มเติมด้วยว่า
“จากการใช้ผลิตภัณฑ์ของ TLD มานานกว่า 30 ปี เราเห็นได้ชัดว่า TLD ไม่เคยหยุดคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในโลกปัจจุบันและเทรนด์ในอนาคตอยู่เสมอซึ่ง โดย TLD จะมีหน่วยค้นคว้าและวิจัยที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างมาตรฐานที่ดีให้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และด้วยความตั้งใจนี้ ทำให้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ TLD ได้รับการยอมรับจากภาคอุตสาหกรรมการการบินทั่วโลก ยิ่งในยุคนี้ทุกภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม TLD ก็สามารถปรับตัวเพื่ตอบสนองกับเทรนด์นี้ได้อย่างน่าชื่นชม”















