ไทยท็อป 20 ประเทศน่าอยู่ที่สุดสำหรับวัยเกษียณ “สวิตเซอร์แลนด์” อันดับ 1
ยูเอสนิวส์แอนด์เวิลด์รีพอร์ต (U.S. News & World Report) เปิดเผยผลการจัดอันดับประเทศที่เหมาะใช้ชีวิตหลังเกษียณมากที่สุด (Best Countries for a Comfortable Retirement) จาก 89 ประเทศ ปรากฏว่า สวิตเซอร์แลนด์ยังคงครองอันดับ 1 ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน เนื่องจากระบบบริการสุขภาพที่ดีและอัตราภาษีต่ำ ขณะที่ประเทศไทยติดอันดับที่ 17 ขยับขึ้นมาจากอันดับ 18 ในรายงานเมื่อปีที่แล้ว รั้งอันดับสูงสุดในอาเซียนและเอเชีย
ผลสำรวจดังกล่าวได้จากผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 17,000 คนทั่วโลก และผู้ตอบแบบสำรวจกลุ่มย่อยจำนวน 5,900 คนที่อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 40 กลางๆ ขึ้นไป พิจารณาจากคุณลักษณะ 7 ด้าน ได้แก่ ราคาจับต้องได้, สภาพแวดล้อมด้านภาษีเอื้ออำนวย, ความเป็นมิตร, สถานที่น่าอยู่, ภูมิอากาศน่ารื่นรมย์, สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ และระบบสาธารณสุขที่ดี สำหรับอันดับประเทศน่าอยู่ที่สุดสำหรับวัยเกษียณ 10 อันดับแรก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ โปรตุเกส ออสเตรเลีย สเปน แคนาดา เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน และลักเซมเบิร์ก
“อีอีซี” ปัดฝุ่นศูนย์ซ่อม MRO อู่ตะเภา รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการบิน
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี เปิดเผยแนวทางการดำเนินโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (Maintenance Repair and Overhaul : MRO) ในขณะนี้ อีอีซีเตรียมเสนอขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2561 ที่ให้สิทธิ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการ MRO อู่ตะเภา บนพื้นที่ 210 ไร่ เนื่องจากการบินไทยไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว และทางแอร์บัสมีการถอนตัวไป แนวทางนี้จึงไม่สามารถทำได้ ซึ่งต้องรอให้มีการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ประธานบอร์ด กพอ.) คนใหม่ก่อน จากนั้นจะเร่งเสนอต่อไปตามขั้นตอน
ทั้งนี้ เมื่อ ครม.เห็นชอบยกเลิกมติ ครม.ปี 61 อีอีซีจะนำพื้นที่มาเปิดประมูลหาเอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่ประกอบการโครงการ MRO โดยมีเป้าหมายเริ่มดำเนินการในปี 2568 เพื่อให้ MRO แล้วเสร็จพร้อมหรือก่อนที่สนามบินอู่ตะเภาจะเปิดให้บริการ เพราะเมื่อทางวิ่งเส้นทางที่ 2 (รันเวย์ 2) ก่อสร้างเสร็จ ส่วนของ MRO ก็สามารถให้บริการได้ทันทีเนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกับส่วนของอาคารผู้โดยสาร ซึ่งจะทำให้สนามบินอู่ตะเภามีบริการที่ครบวงจร และรองรับความต้องการซ่อมบำรุงอากาศยานภายในประเทศ
เครื่องดื่มสมุนไพรไทย โดนใจชาวแคนาดา โอกาสเติบโตสูง
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนางสาววิวรรณ ศรีรับสุข ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโทรอนโต แคนาดา ถึงการเติบโตและความท้าทายของสินค้าเครื่องดื่มในแคนาดา และโอกาสในการส่งออกเครื่องดื่มของไทยเข้าสู่ตลาดแคนาดา โดยเฉพาะเครื่องดื่มสมุนไพร ที่เป็นสินค้าดาวรุ่งและมีแนวโน้มที่จะส่งออกได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ผู้บริโภคในแคนาดา มีความต้องการสินค้าเครื่องดื่มที่หลากหลายมากขึ้น เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของกลุ่มเครื่องดื่มผสมวิตามิน น้ำที่มีก๊าซ คอมบูฉะ และเครื่องดื่มโซดาใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนของสินค้ามากขึ้น โดยผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับเครื่องดื่มที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ปราศจากน้ำตาล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีความต้องการของสินค้าที่ได้การรับรองว่าเป็นสินค้าฮาลาล และโคเชอร์ ซึ่งมีข้อกำหนดตามหลักศาสนาอิสลามและยิวเพิ่มขึ้น ตามพฤติกรรมผู้บริโภคในแคนาดามีความต้องการที่เปลี่ยนไปและมีความซับซ้อนมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงในตลาดสินค้าเครื่องดื่ม โดยทุกวันนี้ผู้บริโภคมองหาสินค้าเครื่องดื่มที่มากไปกว่าเรื่องรสชาติ แต่ให้ความสำคัญถึงคุณประโยชน์ของสินค้าเครื่องดื่ม การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การปรับอารมณ์ การหลีกเลี่ยงน้ำตาลและสารเคมี ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ “ดาวเทียม” ชี้ชัด ทางน้ำคดเคี้ยว-คอขวด ส่งผลต่อการไหล ต้นเหตุสำคัญทำท่วมขัง
GISTDA ได้เผยภาพจากดาวเทียม Pléiades (เปลยาด) ของวันที่ 15 กันยายน 2567 ในบริเวณโดยรอบสนามแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ยังคงพบน้ำท่วมขังอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนที่อยู่อาศัย และเส้นทางการจราจรบางแห่ง เนื่องจากลักษณะทางภูมิประเทศของบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทางน้ำมีความคดเคี้ยว และบางจุดมีลักษณะเป็นคอขวด ซึ่งอาจส่งผลต่อการไหลของมวลน้ำได้ GISTDA ได้ส่งข้อมูลภาพจากดาวเทียมดังกล่าวให้กับหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ เพื่อนำไปใช้สนับสนุนในการบริหารจัดการตามภารกิจ ทั้งด้านการวางแผน และการติดตามต่อไป
อินโดนีเซียเปิดโรงงานแบตเตอรี่ EV พลังงานหมุนเวียนแห่งแรก


















