สำหรับประเทศไทย การมาถึงของ “โค้ชเช” ชเว ย็อง-ซ็อก หรือ “โค้ชชัชชัย เช” ที่สร้างปรากฏการณ์นำทัพนักกีฬา “เทควันโด” กวาดเหรียญโอลิมปิกเป็นว่าเล่น
เป็นตัวอย่างการส่งออกโค้ช “เทควันโด” จาก “เกาหลีใต้” ไปยังต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
การส่งออกกีฬา “เทควันโด” ของ “เกาหลีใต้” ถือเป็น Soft Power หมายเลข 1 เคียงคู่กับไปวัฒนธรรมดนตรี K-Pop หนังและซีรี่ย์สเกาหลี รวมถึงอาหาร
ที่ต้องถือว่า “เทควันโด” เป็น Soft Power หมายเลข 1 อย่างแท้จริง ในฐานะการส่งออกกีฬาที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอื่นๆ
นำหน้า K-Pop มาก่อนซีรีย์สเกาหลี แม้แดจังกึมก็ยังไม่เกิด
เพราะ “เทควันโด” ที่แพร่หลายในช่วงทศวรรษปี 1950 ใน “เกาหลีใต้” ที่ผู้คนเรียกศิลปะการต่อสู้นี้ว่า “วิถีแห่งมือและเท้า” ตามคำแปลของคำว่า “เทควันโด”
กระแสความนิยม “เทควันโด” เกิดขึ้นใกล้ๆ กับช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อทหาร “เกาหลีใต้” ได้เปิดสอน “เทควันโด” ให้กับทหารอเมริกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Chuck Norris ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังในยุคนั้น มีชื่อเสียงจากการเรียนรู้ “เทควันโด” ควบคู่ไปกับ “ไอกิโด” ของญี่ปุ่น
ก่อนที่นักแสดงแอ็คชั่นชาวอเมริกัน ซึ่งเคยประจำอยู่ในฐานทัพอากาศ “เกาหลีใต้” ได้ประยุกต์ทั้ง “ไอกิโด” และ “เทควันโด” ไปเข้าฉากจนโด่งดังในเวลาต่อมา

หลังจบสงครามเวียดนาม “เกาหลีใต้” มองเห็นความสำเร็จที่รอคอยอยู่จากการส่งออก “เทควันโด” ไปทั่วโลกในทันที
มีการส่งออกโค้ชชาว “เกาหลีใต้” ให้ไปสอน “เทควันโด” ในประเทศต่างๆ และก็ได้รับความนิยมมาอย่างรวดเร็ว
แม้ไม่มีทางเทียบเท่าฟุตบอล หรือมวยสากล แต่ “เทควันโด” ซึ่งเป็นกีฬาที่ทั้งป้องกันตัว (รับ) และโจมตีคู่แข่ง (รุก) ก็มีผู้เล่นหลายสิบล้านคนในปัจจุบัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตะวันออกกลาง
หากสังเกตุรายชื่อประเทศที่รับวัฒนธรรมกีฬา “เทควันโด” จาก “เกาหลีใต้” ก็จะพบข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งหมดล้วนเป็น “ประเทศโลกที่สาม” หรือ “ประเทศกำลังพัฒนา”
ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่ม “ประเทศยากจน” ที่ด้อยทุนทรัพย์ในการซื้ออุปกรณ์กีฬา
ซึ่ง “เทควันโด” ได้ตอบโจทย์ประเทศเหล่านี้ เพราะ “เทควันโด” เป็นกีฬาที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือราคาแพง หรือต้องสร้างสนามใหญ่โตขึ้นมาเพื่อจัดการแข่งขันโดยเฉพาะ
ซึ่งจะว่าไป “เทควันโด” ก็คล้ายกับกีฬาพื้นบ้านในกลุ่ม “ประเทศโลกที่สาม” เช่ย “มวยไทย” ที่โดยพื้นฐานแล้ว ไม่มีอุปกรณ์อะไรในการเล่นมากมายนอกจาก “ร่างกาย”

แน่นอนว่า กีฬาที่ทั้งประหยัด และทั้งง่าย ในการฝึกซ้อม และการแข่งขัน ย่อมเป็นที่นิยมได้ไม่ยาก และในเวลาไม่นาน
ความนิยม “เทควันโด” พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด ในปี ค.ศ. 1988 เมื่อได้รับการรับรองให้เป็นกีฬาสาธิตในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ณ กรุงโซล “เกาหลีใต้”
เรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ. 2000 “เทควันโด” ได้ถูกบรรจุให้เป็นกีฬารับเหรียญโอลิมปิกจนถึงปัจจุบัน
ทุกวันนี้ มีโค้ช “เทควันโด” 80 ล้านคน อาศัยอยู่ใน 210 ประเทศทั่วโลก
นอกจากความหวังที่จะได้เป็นตัวแทนทีมชาติไปแข่งขันกีฬาในระดับภูมิภาค ยกตัวอย่างเทียบเคียงกับ “ไทย” ก็คือ “ซีเกมส์” “เอเชี่ยนเกมส์” และ “โอลิมปิก” ยังมีรายการชิงแชมป์ทวีป และชิงแชมป์โลก รออยู่อีกด้วยแล้ว
นักกีฬายังสามารถใช้ “เทควันโด” ป้องกันตัวเองจากคนร้ายผู้ไม่หวังดีได้อีกด้วย กระทั่งพัฒนามาเป็นโค้ช หรือเปิดโรงเรียนสอน “เทควันโด” ในอนาคตก็ได้อีกต่างหาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักกีฬาโนเนมจากประเทศเล็กๆ ที่สามารถคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันระดับโลก เป็นแรงบันดาลใจชั้นดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อความนิยม “เทควันโด” แพร่กระจายออกไป ในชาติต่างๆ ทำให้ในบางประเทศ มียอดขายชุด “เทควันโด” มากถึงปีละ 50,000 ชุด
นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมทั้งทางตรง และทางอ้อม อย่างน้อยก็ทำให้ผู้คนเริ่มออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ เช่น จัดการสู้กันในครอบครัวด้วย “เทควันโด”
ในระดับมหภาค ก็ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปโดยรวมมีสุขภาพที่ดีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เทควันโด” มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศดังเช่นยอดขายชุดแข่งดังที่กล่าวไป
ดังนั้น ชัยชนะของนักกีฬาโนเนม จึงมีคุณค่ายิ่งกว่าเหรียญรางวัล ในแง่การสร้างแรงบันดาลใจ และความหวังให้กับเด็กๆ
ปัจจุบัน โค้ช “เกาหลีใต้” ยังคงเป็นกลุ่มคนทำงานหลัก ผู้เผยแผ่ “เทควันโด” ไปทั่วทุกมุมโลก
เพราะ “เทควันโด” ที่แม้จะเป็นการต่อสู้ แต่ก็มีมุมของกีฬา มีกฎ มีกติกา ที่ชัดเจน สร้างให้เกิดการรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการกีฬา
อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ จากที่อ่านมาทั้งหมด ต้องยอมรับว่า “เทควันโด” เป็น Soft Power หมายเลข 1 ของ “เกาหลีใต้” ในปัจจุบัน อย่างแท้จริงครับ











