“ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งกับผู้ผลิตเซนเซอร์รายใหญ่ แต่ต้องมองหาตลาดที่เหมาะกับไทย ซึ่งโอกาสมีไม่น้อย” นี่คือใจความสำคัญ ที่ ผศ.ดร.วรรณรัช สันติอมรทัต ประธานคณะอนุกรรมการแผนงานกลุ่มดิจิทัลแพลตฟอร์ม หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เน้นย้ำชัดเจนบนเวทีเสวนาในงาน NECTEC-ACE 2024 ในหัวข้อ “ยกระดับนิเวศของการพัฒนาเซนเซอร์ไทยอัจฉริยะ” พร้อมกล่าวต่อถึง “โอกาสและแนวโน้มตลาดเซนเซอร์และ AI ในประเทศไทย” ว่า
“ตลาดของเทคโนโลยีเซนเซอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผนวกอยู่ในเทคโนโลยีไอโอทีกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 5 เทรนด์ของเทคโนโลยีเซนเซอร์ที่น่าจับตามอง ได้แก่ Smart Sensor, Power Efficiency Sensor, Soft & Virtual Sensor, Sensor fusion และ Biosensors ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต ซึ่งกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ต้องการการสนับสนุนจากภาควิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันระดับโลก”
“โดยอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีความต้องการใช้เซนเซอร์เพิ่มสุงขึ้น นอกจากนี้ยังเห็นการเติบโตในตลาด EV (Electric Vehicle) ในการลงทุนด้าน Power Chip, Power Device, Power Module และ Power Electronics เป็นโอกาสในตลาดเซนเซอร์ ณ ปัจจุบันของประเทศไทย”

“อย่างไรก็ตามเราไม่ได้ทิ้งโอกาสของตลาดเซนเซอร์อนาคต ได้แก่ Edge AI, Automotive และ Smart Connected devices แต่ประเทศไม่สามารถทำได้พร้อมกันทั้งหมด ด้วย GDP ที่มีขนาดจำกัดมากหากเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้นเราต้องเลือกว่าจะทำอะไร” ผศ.ดร.วรรณรัช อธิบาย
และ ผศ.ดร.วรรณรัช ได้สรุป 3 เทคโนโลยีด้านเซนเซอร์ที่ประเทศไทยควรไปต่อ ดังนี้
กลุ่มอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Device) เทคโนโลยีเซนเซอร์ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ เช่น เซนเซอร์ในระบบความปลอดภัยหรือการขับขี่อัตโนมัติเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโต
กลุ่มอุปกรณ์เชื่อมต่ออัจฉริยะ (Smart Connecting Devices) เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อ เช่น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ใหญ่ (Mega Trend) ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะการเชื่อมต่อผ่าน IoT ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตของผู้คน
AI และ Edge AI ประเทศไทยมีโอกาสในการพัฒนา AI เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ยังมีความท้าทายในการพัฒนาโมเดลที่สามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ระบบขับขี่อัตโนมัติในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน การพัฒนา AI เหล่านี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดในประเทศกำลังพัฒนา
ทั้งนี้ ผศ.ดร.วรรณรัช ยังเน้นย้ำว่าหนึ่งในเทรนด์สำคัญที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว คือ Health Care และ Medical Device จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เทคโนโลยีด้านการแพทย์และสุขภาพจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ไทยจึงมีโอกาสในการพัฒนา Medical Device ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูงในประเทศ อีกกลุ่มหนึ่ง คือ Smart City ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยอาจไม่จำเป็นต้องมองที่สเกลใหญ่

ยกตัวอย่างการนำ AI ไปผนวกกับกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ทั่วประเทศก็สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลได้ และท้ายสุด คือ กลุ่มการพัฒนา Robotic Automation ในภาคการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ถือเป็นเรื่องสำคัญในการทรานฟอร์มไปสู่การใช้เซนเซอร์และ AI ในระบบการผลิตอัจฉริยะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาแรงงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย
“อยากให้มองตลาดที่ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องไประดับไฮเทค ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับผู้ผลิตชิปและเซนเซอร์รายใหญ่ แต่จะทำอย่างไรให้เราสามารถมองหาตลาดในพื้นที่ที่เหมาะกับประเทศไทย ยกตัวอย่าง การพัฒนาเซนเซอร์ที่สามารถทำงานได้ในสภาพอากาศร้อนชื้นและทนทานต่อสภาวะต่าง ๆ ของไทย จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการขยายตลาดไปยังภูมิภาคเพื่อนบ้านที่มีสภาพแวดล้อมคล้ายกันได้” ผศ.ดร.วรรณรัช กล่าว
พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.วรรณรัช ยังอธิบายเพิ่มเติมถึงบทบาทของ บพข. ที่พร้อมเป็น “สะพานข้าม Valley of Death เชื่อมงานวิจัยสู่ภาคธุรกิจ” ด้วยว่า
“หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมในประเทศไทย คือ “Valley of Death” ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างงานวิจัยที่พัฒนาขึ้นในภาคการศึกษาและสถาบันวิจัยกับการนำงานวิจัยเหล่านั้นไปสู่การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมหรือเอกชน ช่องว่างนี้มักเกิดจากการขาดทุนสนับสนุนและการขาดกลไกที่จะช่วยให้ผลงานวิจัยถูกพัฒนาเป็นสินค้าหรือบริการที่สามารถก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้”

“หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จึงจัดตั้งขึ้น โดยมีหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนการส่งต่อเทคโนโลยีจากภาคการวิจัยไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและเอกชน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการของตนเพื่อเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันได้ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในประเทศ และเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแบบเดิมให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต”
“บพข. มีแผนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมต้นน้ำด้านเซนเซอร์ในกลุ่มการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design) ในขณะเดียวกันก็มุ่งยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการไทยกลุ่ม OSAT (Outsourced Semiconductor Assembly and Test) ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ของเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากการผลิตเซมิคอนดักเตอร์มีการลงทุนสูง ประเทศไทยควรมุ่งไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design) แทนการผลิตขนาดใหญ่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากขึ้น”
“โดยเฉพาะในการพัฒนาระบบนิเวศเซนเซอร์ในไทย เรื่องการพัฒนากำลังคนสำคัญมากที่ บพข. เร่งสนับสนุน เราไม่อยากให้ทุกคนมองเฉพาะตัวเลขของการจ้างงาน เพราะสุดท้ายทุกอย่างปรับเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ (Automation) และใช้เครื่องจักรทั้งหมด เราต้องยกระดับลูกหลานเราให้มีสกิลที่มีมูลค่าต่อหัวสูงขึ้นในด้านการทำวิศวกรรม ขั้นสูงและด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design)” ผศ.ดร.วรรณรัช ทิ้งท้าย










