“สวีเดน” ได้รับสมญานามว่า “โรงงานยูนิคอร์นโลก” มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการพัฒนานวัตกรรม และมียูนิคอร์นเก่าแก่อายุหลายบริษัท โดยสวีเดนเป็นผู้รังสรรค์นวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ขีดไฟชนิดต้องขีดกับกล่อง ซิป ไดนาไมต์ เข็มขัดนิรภัย กล่องใส่เครื่องดื่ม ลูกปืน ประแจเลื่อน ไตเทียม เครื่องกระตุ้นหัวใจ ตู้เย็นสมัยใหม่ ฯลฯ
ด้วยเหตุนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จึงร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม, เทคซอสและสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (TSA) เปิดตัวโปรแกรมบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยประดับวงการยูนิคอร์นโลก โครงการ “Scaleup Impact! Thailand-Sweden Global Startup Acceleration Program” โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ Epicenter Stockholm ซึ่งเป็น Accelerator ชื่อดังจากสวีเดน
สาเหตุที่โครงการนี้เลือกจับมือกับสวีเดน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีระบบนิเวศการพัฒนาสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เป็นประเทศที่ผลิตยูนิคอร์นมากเป็นอันดับที่สองของโลกรองจากซิลิคอนวัลเลย์ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของระบบสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี รวมถึงความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถสูง การร่วมมือกับสวีเดนในครั้งนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้และพัฒนาจากประเทศที่มีศักยภาพและประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านนี้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทย-สวีเดน ให้มีความใกล้ชิดและจับต้องได้ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ที่สำคัญโครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยได้เข้าถึงเครือข่ายนานาชาติและเติบโตในระดับโลกได้

บพข. เชื่อมโลก สร้างโอกาส ยกระดับสตาร์ทอัพไทยด้วยเครือข่ายสากล
รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า “บพข. โดยแผนงานโครงการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้ความสำคัญกับส่งเสริมสามารถการแข่งขันระดับานานาชาติของภาคเอกชน ไทยผ่านกระบวนการความร่วมมือในรูปแบบเครือข่ายที่มีการทำงานร่วมกันทั้งภาคการศึกษา สถาบันวิจัย ภาครัฐ ภาคเอกชนของไทย และต่างประเทศ ในการทำงานวิจัยและสร้างนวัตกรรม ผ่านเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติอย่างแท้จริง โดยบทบาทของ บพข. ในการสนับสนุนและดำเนินโครงการนี้เน้นไปที่การเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของประเทศไทย หากเราสามารถพัฒนาศักยภาพนี้ได้สำเร็จ ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศชั้นนำของโลกในอนาคต อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องพัฒนาเช่นกันคือ ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) จึงเป็นหัวใจหลัก ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มสตาร์ทอัพหรืออุตสาหกรรมอื่นๆ การมีการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ดี การสร้างนวัตกรรม (Innovation) และคุณภาพของแรงงาน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ยังต้องเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งและสามารถเชื่อมโยงระหว่างระดับท้องถิ่นและระดับโลกได้ (Local to Global และ Global to Local)”

“บพข. ยังมีหน้าที่ เชื่อมต่อ (Connect) ทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษา สถาบันวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยให้ความสำคัญกับการขยายผล (Scaleup) การวิจัยให้กว้างขวางมากขึ้น รวมถึงการสร้าง เครือข่ายความร่วมมือ (Collaboration) ที่ไม่จำกัดเฉพาะระหว่างภาครัฐและเอกชน แต่ต้องรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ในทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงไปยังตลาดโลกได้ ขณะเดียวกัน บพข. มุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยที่มีผลกระทบเชิงบวก (Impact) ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ได้ รวมถึงการจับตามองแนวโน้มของโลก (Global trends) เพื่อให้เข้าใจว่าตลาดต้องการอะไร และพัฒนาเทคโนโลยีหรือวิทยาการที่ตอบโจทย์นั้นๆ”
“การทำงานของ บพข. ไม่เพียงแค่เป็นตัวเร่ง (Catalyst) ให้เกิดการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก แต่ยังเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะช่วยเร่งให้เกิดการขยายตัวและสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังเน้นการเลือกรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีของไทยไปสู่ต่างประเทศให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคเอกชนไทยในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดนานาชาติ”

นอกจากนี้ รศ.ดร.ธงชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “บพข. พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Deep Tech Startup ได้เร่งสร้างการเติบโตผ่านเครือข่ายผู้ประกอบการในสวีเดน ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกในการก้าวสู่ตลาดโลก กลไกนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ และเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่ ที่จะช่วยกระจายสินค้าและบริการของไทยไปสู่ตลาดทั่วโลก”

NIA มอบโอกาสไร้ขีดจำกัด พร้อมหนุน Impact Tech ไทย เปิดประตูสู่อนาคต
รศ.ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “NIA มุ่งมั่นที่จะกำหนดทิศทางนวัตกรรม โดยเน้นการส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดเพื่อเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่งและเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม ภายใต้โครงการ The Scaleup Impact! Thailand – Sweden Global Acceleration Program นี้ เราจะบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยในสาขา Impact Tech จำนวน 12 ราย ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานจะมีระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่กันยายน 2567 ถึงมีนาคม 2568 โดยจะมีการเชื่อมโยงระหว่างสตาร์ทอัพไทยกับตลาดระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบการและนักลงทุนชั้นนำจากสวีเดน ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านนวัตกรรมและมีสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก โดยโครงการนี้ประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การจัดเวิร์กช็อปเพื่อกำหนด Objectives and Key Results, คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ (Expert talks) และการจับคู่ธุรกิจ (Active Sales Support Making) ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยพัฒนาทักษะและขยายเครือข่ายให้สตาร์ทอัพไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ นอกจากนี้ สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมยังมีโอกาสนำเสนอแผนธุรกิจที่ประเทศสวีเดน ในงาน Thailand Pitch Day 2025 ในเดือนมีนาคม 2568 อีกด้วย”

“ด้วยกลยุทธ์ Groom – Grant – Growth – Global ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมของไทยโดยการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับโอกาสและทรัพยากรในระดับสากล เพื่อผลักดันการเติบโตและสร้างยูนิคอร์น นอกจากนี้ยังส่งเสริมความร่วมมือข้ามชาติและมุ่งมั่นที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่ในอดีต หากเราต้องการ Scaleup ด้วยตนเอง เรามักจะสามารถทำได้เพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ครั้งนี้เรามีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับสวีเดน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างยูนิคอร์น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในวงการสตาร์ทอัพไทย เนื่องจากการ Scaleup และ Impact เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง ในขณะที่ Growth & Global เป็นหัวใจหลักที่สตาร์ทอัพไทยต้องให้ความสำคัญ เรามั่นใจว่าการร่วมมือกันด้วยพลังที่เต็มเปี่ยมจะช่วยให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การเกิด Batch ต่อๆ ไป รวมถึงการสร้างชุมชนยูนิคอร์นสายพันธุ์ไทยที่แข็งแกร่งในอนาคต โดยเรามีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติม เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยสามารถ Scaleup ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เราหวังว่าจะมียูนิคอร์นจำนวนมากเหมือนกับสวีเดน และในเวลานี้ถือเป็นโอกาสที่ดี อีกทั้งหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในโครงการนี้ ล้วนมีความแข็งแกร่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยก้าวสู่การเป็นยูนิคอร์นมากขึ้น เพื่อทำให้ไทยเป็นชาติแห่งนวัตกรรมอย่างแท้จริง เราหวังว่าสตาร์ทอัพไทยที่ได้รับการคัดเลือกจะสามารถทำให้ความฝันนี้เป็นจริงได้”
รศ.ดร.กริชผกา กล่าวเสริมอีกว่า “โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะเปิดประตูให้สตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ และสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างไม่มีขีดจำกัด แต่ยังช่วยให้สตาร์ทอัพเข้าถึงทรัพยากร เครือข่าย และตลาดยุโรปที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยมีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ NIA ในการผลักดันสตาร์ทอัพไทยไปสู่ระดับสากล”

เร่งสปีดสู่ยูนิคอร์น! สถานทูตสวีเดนหนุนสตาร์ทอัพไทยให้ทะยานไกลในเวทีโลก
นางอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชพูด ณ กรุงสตอกโฮล์ม กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจหลักของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม และ Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) คือการส่งเสริมการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ซึ่งสวีเดนขึ้นชื่อว่าเป็น “Startup Powerhouse” หรือผู้นำทางด้านนวัตกรรมอันดันดับต้นของโลก และยังเป็นศูนย์กลางของยูนิคอร์นที่ประสบความสำเร็จมากมาย โดยกุญแจสำคัญคือการเข้าถึงโอกาสและระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่ส่งเสริมต่อการเติบโตสู่ระดับโลกด้วยการสร้างเครือข่ายระดับสากล ด้วยเหตุนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงร่วมมือกับหน่วยงานชั้นนำในระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเชื่อมโยงไทยสู่โลกและโลกสู่ไทย ตามแนวทาง 5 เสาหลักของแผนแม่บทกระทรวงการต่างประเทศ ได้แก่
1. Security ความมั่นคงในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
2. Synergy การรวมพลังจากพันธมิตรเพื่อความสำเร็จ
3. Sustainability การส่งเสริมนโยบายการทูตวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI Diplomacy) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
4. Status การเสริมสร้างเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีสากล
5. Standard การดำเนินการภายใต้มาตรฐานสากล
โดยกระบวนการต่างๆ ของโครงการนี้คือ ถือเป็นกระบวนการที่นำความรู้มาสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสตาร์ทอัพของไทย และ เป็นการกระบวนการเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานไทยด้วยกันเอง และระหว่างไทยกับ Epicenter ของสวีเดน ซึ่งเป็น Accelerator ที่มีความเชี่ยวชาญในการส่งเสริมศักยภาพสตาร์ทอัพ เพื่อเปิดประตูโอกาสจากไทยสู่สวีเดน ภูมิภาคนอร์ดิก และตลาดโลก”

เอกอัครราชทูตฯ กล่าวเสริมว่า “ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความท้าทายใหม่ๆ ย่อมต้องการแนวทางแก้ไขที่ทันสมัยและการร่วมมือจากทุกภาคส่วน สตาร์ทอัพเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมสู่เป้าหมายแห่งความยั่งยืนเข้าร่วมโครงการนี้ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสตาร์ทอัพไทย ว่าสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก ‘Soonicorn’ สู่การเป็น ‘Unicorn’ ได้อย่างแน่นอน”
สำหรับโครงการนี้มุ่งเฟ้นหา 12 สตาร์ทอัพไทย ดาวเด่นสาขา Impact Tech ด้วยหลักสูตรเฉพาะอันโดดเด่นของ “สวีเดน” ประเทศที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่งให้ก้าวสู่ตลาดกลุ่มประเทศนอร์ดิก ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์จากผู้ประกอบการและนักลงทุนชั้นนำ พร้อมคว้าโอกาสทองที่จะได้บินลัดฟ้าไปสตอกโฮล์มเพื่อนำเสนอโมเดลแผนธุรกิจในงาน Thailand Pitch Day 2025
ด้าน Epicenter Stockholm เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและบ้านดิจิทัลแห่งนวัตกรรมที่โดดเด่นซึ่งตั้งอยู่ในสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยทำหน้าที่เป็นจุดนัดพบกลางสำหรับบริษัทดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทที่ก่อตั้งมานาน ผู้ประกอบการ และบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี พร้อมมอบพื้นที่ทำงานร่วมกันที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 และมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่เจริญรุ่งเรืองของสวีเดนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยให้ธุรกิจต่างๆ เข้าถึงสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงบันดาลใจ ทรัพยากรที่มุ่งเน้นการเติบโต และเครือข่ายผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีชีวิตชีวา

Jack Melcher-Claësson, Head of Accelerate at Epicenter Stockholm และ Edgar Luczak, Head of advisory, Epicenter Stockholm ประเทศสวีเดน ได้ให้คำแนะนำกับสตาร์ทอัพไทย และถ่ายทอดเรื่องราวตลอดจนเคล็ดลับที่น่าสนใจเกี่ยวกับเส้นทางการปั้นสตาร์ทอัพสู่ยูนิคอร์น พร้อมเชิญชวนให้ผู้ประกอบการไทยที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้สมัครร่วมโครงการ นั่นคือสตาร์ทอัพที่ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมในการดำเนินการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นด้วยโซลูชันที่มีศักยภาพสูงไปจนถึงสตาร์ทอัพในระยะเติบโต มีความทะเยอทะยาน วางแผนที่จะขยายไปในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคนอร์ดิก และมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่จะเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดจากโครงการ รวมถึงมีแรงผลักดันที่ได้รับการพิสูจน์ความสำเร็จเบื้องต้นแล้ว ตัวอย่างเช่น โปรเจ็กต์นำร่อง ลูกค้ารายแรก หรือหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) จากองค์กรที่มีแนวโน้มดีที่พร้อมจะขยายผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยภาคส่วนที่มุ่งเน้น คือ Impact Tech ตัวอย่างเช่น โซลูชัน Smart City (โซลูชันการเคลื่อนที่ โซลูชันที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ พลังงานสีเขียว การลดคาร์บอน เทคโนโลยีด้านสภาพอากาศ) อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (AR, VR, CultTech, Circular Fashion, Gaming), สุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร FinTech ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า “Scaleup Impact! Thailand-Sweden Global Startup Acceleration Program” นับเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์และเป็นรูปธรรมอย่างยิ่งต่อภาคเอกชนที่อยู่ในแวดวงสตาร์ทอัพของประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนและสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน ด้วยการมุ่งเน้นให้เอกชนสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ ด้วยการนำความรู้และความเชี่ยวชาญจากสวีเดน มาใช้ประโยชน์และพัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพไทย เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกและยังช่วยเผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ ขณะเดียวกันยังถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของโลกอีกด้วย
ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาประเทศไทยสู่แหล่งบ่มเพาะ ยูนิคอร์น แห่งภูมิภาค
จับตากระแสการลงทุน AgTech Startups จากทั่วโลกและในไทย ทางออกสำคัญแก้วิกฤตภาคการเกษตร











