AIS – สกมช. ผนึก กยศ. ขยายผลหลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์’ เสริมทักษะดิจิทัล สร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์ นักเรียน นักศึกษา กลุ่มผู้กู้ยืม พร้อมสะสมชั่วโมงจิตสาธารณะ


นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “การส่งเสริมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ ถูกต้อง ปลอดภัย และสร้างสรรค์ คือหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ AIS ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยวันนี้เรามุ่งเป็นแกนกลางของสังคมในการสร้างเครือข่ายขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภัยไซเบอร์ อย่างการพัฒนาหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ หลักสูตรด้านดิจิทัลที่ถูกพัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐานของหลักสูตรด้านการศึกษาไทย ซึ่งครอบคลุมทักษะการใช้งานบนโลกดิจิทัล ได้แก่ Practice ปลูกฝังให้มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างถูกต้องและเหมาะสม, Personality แนะนำการปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกอออนไลน์, Protection เรียนรู้การป้องกันภัยไซเบอร์บนโลกออนไลน์ และ Participation รู้จักการปฏิสัมพันธ์ ด้วยทักษะและพฤติกรรมการสื่อสารบนโลกออนไลน์อย่างเหมาะสม โดยที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อส่งต่อหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ไปยังกลุ่มเป้าหมายของแต่ละองค์กร ซึ่งวันนี้มีคนไทยเข้าเรียนในหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์แล้วกว่า 390,000 คน และครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญผ่านการทำงานร่วมกับ สกมช. และ กยศ. ที่จะเป็นการส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา กลุ่มผู้กู้ยืมจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้มีทักษะดิจิทัลรู้เท่าทันทุกภัยไซเบอร์จากการเรียนหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทำงานอย่างสอดประสานกันในครั้งนี้จะช่วยทำให้เป้าหมายการทำงานของทั้งสามหน่วยงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ และจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เยาวชนไทยสามารถใช้งานดิจิทัลอย่างเกิดประโยชน์พร้อมอยู่กับโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์”

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ.กล่าวว่า การทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และ AIS ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้นักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืม และเจ้าหน้าที่สถานศึกษาให้มีทักษะรู้เท่าทันภัยคุกคามไซเบอร์ที่แฝงมากับการใช้บนออนไลน์ และยังได้สะสมชั่วโมงจิตสาธารณะเพิ่มเติมได้อีก 3 ชั่วโมง เพราะวันนี้กลุ่มนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมต้องมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการกู้ยืมและชำระเงินคืนแบบออนไลน์ผ่านระบบดิจิทัล การมีความรู้ในการรับมือและป้องกันภัยไซเบอร์ จึงเป็นแนวทางหลักที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการโดนหลอกลวงและหยุดภัยไซเบอร์ได้

พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ภารกิจสำคัญของสกมช.คือการมุ่งมั่นในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อยกระดับประเทศให้มีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นความสำเร็จร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย ในการผลักดันกิจกรรมดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรมและถือเป็นการทำงานเชิงรุกในการสร้างการตระหนักรู้ ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ มีภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ สามารถปรับตัวเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย
วิจัยกสิกรฯ คาดมติ กนง. 16 ต.ค. คงดอกเบี้ยต่อ แต่มีแนวโน้มปรับลดปลายปี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการประชุมกนง. วันที่ 16 ต.ค. 2567 นี้ คาดกนง. ยังมีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี คาดว่ากนง. คงมีท่าทีผ่อนคลายต่อทิศทางนโยบายการเงินมากขึ้น โดยส่งสัญญาณเปิดโอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองความเป็นไปได้ว่ากนง. อาจเริ่มปรับลดดอกเบี้ยอย่างเร็วสุดในเดือน ธ.ค. 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างเปราะบางและเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากปัญหาอุทกภัยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อไปยังภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และกำลังซื้อของผู้บริโภค ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มยังอยู่ในระดับต่ำ โดยภาพรวมทั้งปี 2567 คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5% และ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลกอยู่ในฝั่งผ่อนคลาย
นักวิจัยจับตาพายุจากเวียดนาม 13-14 ต.ค. เฝ้าระวังน้ำใต้เขื่อนกระทบชัยนาท-อยุธยา

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยการขับเคลื่อนแนวทางการใช้ประโยชน์ ด้านการบริหารจัดการน้ำ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำและน้ำท่วมในขณะนี้ว่า ปริมาณน้ำฝนเริ่มลดลงแต่จะไปเพิ่มที่บริเวณภาคใต้ และคาดว่าจะมีโอกาสพายุเข้าประเทศเวียดนามในช่วงระหว่างวันที่ 13-14 ตุลาคม 2567 ประเทศไทยจึงต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณใต้เขื่อนตั้งแต่พิษณุโลกลงมาที่จะทำให้มีปริมาณน้ำเข้าไปเติมอีก ซึ่งที่ผ่านมามีพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ไม่รวมภาคเหนือตอนบน) ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครอบคลุม 14 จังหวัด รวม 1,412,212 ไร่ โดยจังหวัดที่เสียหายเกิน 2 แสนไร่ คือ พิจิตร สุโขทัย พิษณุโลก และนครสวรรค์ ตามลำดับ
ทั้งนี้แนวโน้มน้ำท่าสูงสุดในอีก 10 วันข้างหน้าจนถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ปริมาณน้ำท่าที่จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก อุทัยธานี และนครสวรรค์จะลดลง แต่พระนครศรีอยุธยาจะเพิ่มจาก 1,990 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,128 ลบ.ม./วินาที จึงสรุปได้ว่าระดับน้ำจะสูงขึ้นตั้งแต่ใต้จังหวัดชัยนาทและใต้พระนครศรีอยุธยาลงมาในบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ส่งผลให้น้ำท่วมพื้นที่ริมตลิ่งและมีโอกาสล้นคันกั้นน้ำได้ สำหรับปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ตอนบนทั้งแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านมีแนวโน้มลดลง
ม.หอการค้า ประเมิน น้ำท่วม’67 เสียหาย 3.6 หมื่นล้าน กระทบจีดีพี 0.21%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยการประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมปี 2567 มีความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าประมาณ 36,929 ล้านบาท หรืออยู่ในกรอบ 3-4 หมื่นล้านบาท โดยมีสมมติฐานว่าสถานการณ์จะคลี่คลายภายใน 15 วัน ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ พบว่า การภาคเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด คาดว่ามีมูลค่าความเสียหายที่ 2.75 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 74.3% รองลงมาคือ ภาคบริการ คาดว่ามีมูลค่า 9,209 ล้านบาท และภาคอุตสาหกรรม ที่ 287 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสียหายต่อการติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี)ไทย คิดเป็น 0.21%
‘ไชน่า โพสต์’ ไปรษณีย์จีนครองแชมป์โลกรายได้-กำไร ในการจัดอันดับของฟอร์จูน โกลบอล 500


















