จากข้อมูลทางสถิติล่าสุด พบว่า อุตสาหกรรม MICE หรือ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์งานอีเวนท์ ที่ครอบคลุมทั้งการจัดประชุมแบบองค์กร การจัดการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงาน การประชุมแบบสมาคม ไปจนถึงการจัดงานแสดงสินค้าและการจัดงานเมกะอีเวนท์และเทศกาลนานาชาติของไทยในปี 2566 ทำให้มีนักเดินทางไมซ์ในประเทศ จำนวน 16.5 ล้านคน คิดเป็น 95% ของนักเดินทางไมซ์โดยรวมทั้งในและต่างประเทศ สร้างรายได้เข้าประเทศได้ไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท ทำให้ อุตสาหกรรมไมซ์ไทย เป็นพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้
และเพื่อเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญและแนวโน้มการเติบโตของ อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ที่สดใส สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ จึงได้จัดเสวนาพิเศษขึ้น ในหัวข้อ “MICE สร้างงาน สร้างเมือง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่สากล” ซึ่งเป็นเปิดเวทีบอกเล่าแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์การจัดงาน อนาคตของไมซ์ทั้งด้านการสร้างงานและการสร้างรายได้เข้าประเทศจากการดึงงานใหญ่ๆ มาจัดในไทย และยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองทำจะนำสู่การทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวไมซ์
โดยบนเวทีนี้ ทีเส็บ ยังเปิดว่าประเทศไทยมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพงานแข่งรถ F1 ปี 2027 และด้วยความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน มั่นใจอีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการจัดเฟสติวัลอย่างแน่นอน
8 Minute History เล่าประวัติศาสตร์ไมซ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยใน 8 นาที โดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน
เพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทราบถึงประวัติศาสตร์ของการจัดงานไมซ์ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ได้ทำหน้าที่พิธีกรของงานเสวนานี้ด้วยการสวมบทบาทเป็น ‘เฮียวิทย์ 8 Minute History’ เปิดเวทีเล่าประวัติศาสตร์ของไมซ์ใน 8 นาที ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่การประชุมใหญ่แห่งเวียนนา ปี 2357 ไปจนถึงการประชุมและการจัดแสดงสินค้าต่างๆ ในยุโรป

ขณะที่ในประเทศไทยเอง ก็เริ่มจัดการประชุมในรูปแบบไมซ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ไทยจึงได้ไปร่วมงานเอ็กซ์โปที่ยุโรปเป็นครั้งแรก และมาในสมัยรัชกาลที่ 5 บ้านเมืองพัฒนาไปอย่างรุดหน้าเพื่อให้มีความทัดเทียมกับอารยประเทศ จนสามารถผ่านยุคล่าอาณานิคมมาได้ จนมีการจัดงานเอ็กซ์โปครั้งแรกในงานสมโภชพระนคร 100 ปี เมื่อปี 2425
มาถึงปัจจุบัน ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ๆ ระดับนานาชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานเวิลด์แบงก์ การประชุมเอเปค มหกรรมพืชสวนโลก มหกรรมยานยนต์ หรืองานแข่งรถจักรยานยนต์ทางเรียบ โมโตจีพี ฯลฯ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการต้อนรับการประชุมระดับโลก และการรับรองบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งไม่ใช่ทุกประเทศจะมีความพร้อมเช่นนี้
ทีเส็บ กับการทำงานที่ยืดหยุ่น พร้อมเปลี่ยนบทบาทให้เป็น Bid Agent ดึงงานใหญ่ระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศไทย
ที่ผ่านมา ทีเส็บ ได้จัดงานแถลงข่าวขึ้นอยู่หลายครั้งหลายครา ทำให้เราได้อัปเดตถึงแนวทางการดำเนินงานของทีเส็บอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง การแถลงข่าวเพื่อสื่อสารถึงทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยในปี 2567 ของทีเส็บ ที่ตั้งใจยึดโยงการตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว เพื่ออยู่รอดและเพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขัน
โดยทีเส็บได้กำหนดแนวทางในอนาคตพุ่งเป้าพัฒนาประเทศไทยไปสู่การเป็นแหล่งประชุมที่ให้มูลค่าและคุณค่าสูง (High Value-Added Destination) และสร้างกลยุทธ์ใหม่ โดยผสมผสานอัตลักษณ์ความเป็นไทย ผ่านการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และกระชับการทำงานร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน

“แนวทางนี้จะสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นและคุณค่าให้แก่กิจกรรมไมซ์ที่จัดในประเทศไทย ซึ่งเราหวังว่าในอีกสิบปีข้างหน้า ภาพลักษณ์ไมซ์ไทยจะชัดเจนในฐานะแหล่งประชุมที่มีคุณค่าสูง เพิ่มบทบาทไทยในการกระตุ้นไมซ์ทั่วเอเซีย เป็น Springboard of ASIA’s Growth ภาคธุรกิจมีความก้าวหน้า มั่นคง ซึ่งทีเส็บจะผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
งานเทศกาลนานาชาติ (Festival) ซึ่งที่ผ่านมา ทีเส็บได้สนับสนุนงานเทศกาลกว่า 100 งาน สร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้ประเทศกว่า 50,000 ล้านบาท โดยทิศทางการดำเนินงานในอนาคต ทีเส็บจะขับเคลื่อนโดยใช้ “ต้นทุน” ทางสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ หรือ Soft Power เป็นตัวสร้างมูลค่าแบบ 360 องศา ในการสร้างประสบการณ์ที่มีอัตลักษณ์ มีคุณค่า และเป็นจุดขายใหม่ ที่ขับเคลื่อนโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีมาตรการในระยะเร่งด่วน (Quick Win) ที่ต้องทำในปี 2567 คือ เร่งทำตลาดเชิงรุกในต่างประเทศ เน้นสร้างเครือข่ายผ่านการทำ Roadshow One-on-One Meeting ควบคู่กับการเปิดเวทีรับฟังความท้าทายต่างๆ เพื่อมุ่งสู่การสร้างเครือข่ายและโอกาสในเวทีโลก
การแสดงสินค้านานาชาติ จากรายงานของสมาคมการแสดงสินค้าโลก หรือ UFI พบว่า ในปี 2565 ประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน และอันดับ 4 ของเอเชีย ในด้านพื้นที่การจัดงานแสดงสินค้า และในปี 2566 งานแสดงสินค้ายังเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มรายได้และจำนวนนักเดินทางไมซ์ต่างชาติเข้าสู่ไทย ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 68% หรือเทียบเท่ากับรายได้ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่มียอดสูงสุดก่อนการระบาดของโควิด 19 นอกจากนี้ยังมีงานแสดงสินค้าใหม่เกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 25 งาน และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต ทีเส็บจึงได้เตรียมแนวทางในการสร้างความได้เปรียบด้านแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทย โดยการสร้างเครื่องมือวิเคราะห์การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในตลาดที่การแข่งขันยังไม่สูงนัก (Blue Ocean) พร้อมสร้างและขยายโอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ตลาดไมซ์ในประเทศ ในปี 2566 มีนักเดินทางไมซ์ในประเทศ จำนวน 16.5 ล้านคน คิดเป็น 95% ของนักเดินทางไมซ์โดยรวมทั้งในและต่างประเทศ สร้างรายได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท และยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุม และทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ทีเส็บจึงได้เตรียมความพร้อมการพัฒนาและยกระดับพื้นที่เป้าหมาย (Destination Readiness) และการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า (Authentic Experience) เชื่อมโยงเมืองไมซ์ทั้ง 10 แห่ง พร้อมเปิดตัวแคมเปญ ยกทีมประชุม รุมรักเมืองไทย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนในภาพรวม

มาในวันนี้ บนเวที “MICE สร้างงาน สร้างเมือง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่สากล” จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการทีเส็บ ได้เน้นย้ำว่า “ทีเส็บเป็นหน่วยงานพิเศษโดยภาครัฐ ก่อตั้งมาแล้ว 22 ปี หลังสถานการณ์โควิด ทิศทางการทำงานก็ปรับเปลี่ยนไป ทีเส็บเล็งเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่าการจัดประชุม”
“เนื่องจากนักท่องเที่ยวไมซ์ไม่ได้มาประชุมอย่างเดียว แต่มีการใช้จ่ายรวมมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3.5 เท่า รัฐบาลจึงเปลี่ยนบทบาทให้เป็น Bid Agent ดึงงานใหญ่ๆ เข้ามาจัดในประเทศไทย ทีเส็บจึงมองเรื่องแฟนเบส (Fanbase) ซึ่งมีความหลากหลายและมีรายละเอียดมาก เช่น งาน Money 20/20 มหกรรมเทคโนโลยีด้านการเงิน (FinTech) หรืองานประชุมทางการแพทย์สายต่างๆ”
“ขณะเดียวกัน ทีเส็บยังคงเดินหน้าขยายพื้นที่จัดงานเมกะอีเวนต์ในต่างจังหวัด ได้แก่ งาน Diamond of the Salt Festival ที่เพชรบุรี, งาน Korat Clay Craft Creation 2024 ที่นครราชสีมา รวมถึงมหกรรมพืชสวนโลก 2026 ที่อุดรธานี และ 2029 ที่นครราชสีมา”
แชร์เทคนิคเฉพาะจากภาคเอกชน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ให้ก้าวสู่ศูนย์กลางของงานเฟสติวัลแห่งเอเชีย
บนเวทีเสวนาครั้งนี้ ยังมีสีสันขึ้นด้วยมุมมองจากประสบการณ์จริงของ คุณวู้ดดี้ หรือ วุฒิธร มิลินทจินดา ประธานบริษัท วู้ดดี้เวิลด์ จำกัด และพิธีกรชื่อดังที่ประชาชนชาวไทยรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าคุณวู้ดดี้ยังเป็น คณะอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ‘ด้านเฟสติวัล’ อีกด้วย
โดยในฐานะ ผู้ริเริ่มจัดงาน S2O เทศกาลดนตรีสาดน้ำช่วงสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นต้นตำรับอีเวนต์สัญชาติไทย ที่ได้รับการต่อยอดเป็นงาน EDM Festival ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก

“ในเบื้องต้นที่มาวันนี้อยากชื่นชมทาง ทีเส็บ และสื่อสารว่าเรารู้สึกทึ่งกับสิ่งที่ทีเส็บได้ทำ เพราะถ้าทีเส็บไม่ได้มีโครงการต่างๆ ที่เป็นการ Biding ให้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพงานสำคัญระดับโลก ชื่อของประเทศไทยจะไม่มีทางได้รับการจดจำในฐานะชาติที่มีโอกาสและศักยภาพมากมายอย่างวันนี้ ซึ่งการได้ยินว่าในวันนี้เราได้วางเป้าไปถึงการเป็นเจ้าภาพในการจัด F1 นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก ขณะเดียวกัน การสร้างมาตรฐานให้ชาติไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกได้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการหาความแปลกใหม่ให้วงการไมซ์เลย”
“แต่อย่างไรก็ตาม เราปฏิเสธไม่ว่า “ของใหม่” หรือ “ความแปลกใหม่” เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ เพราะมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา และยิ่งในวันนี้ที่มีประสบการณ์ของคนเราจะได้รับผ่านการเสพสื่อโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างการเสพสื่อผ่าน Tiktok ที่ในเวลา 5 นาที เราอาจเสพสื่อได้ถึง 500 คอนเทนต์ นับเป็นประสบการณ์ที่ไปเร็วมาเร็ว ดังนั้น การจะสื่อสาร เชิญชวน ให้คนเดินทางออกจากบ้านมาเพื่อมางานอีเวนต์แทนที่จะนั่งเสพสื่อ หาความบันเทิงง่ายๆ จากสื่อโซเชียล จึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ ความพยายาม มหาศาล”
“การสร้าง “พลังงาน” ที่จะดึงดูดให้ผู้คนมาร่วมงานอีเวนต์ นั้นให้ได้มากที่สุด จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และเราต้องหาช่องว่างที่จะสื่อสารถึงไฮไลต์ของงานให้ได้มากที่สุด และต้องมีงานอีเวนต์ที่สามารถจุดประกายความสนใจของผู้คนให้ได้ก่อน และค่อยต่อยอดจากความสนใจนั้นไปสู่การจัดอีเวนต์อื่นๆ ไปได้เรื่อยๆ”

“ยกตัวอย่าง แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดการจัดงาน S2O มาจากการที่มีโอกาสไปงาน Tomorrowland เทศกาลดนตรี EDM ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ต้องยอมรับว่า ผมใช้เวลามองเวที อ้าปากค้าง อยู่ครึ่งชั่วโมง เพราะเราไม่เคยเห็นเวทีที่อลังการแบบนั้นมาก่อน และความแปลกใจคือคนที่ไปร่วมงาน จากที่เคยคิดว่าเป็นวัยรุ่น แต่กลับมีคนวัยทำงานไปจนถึงผู้สูงวัยมาร่วมงานจำนวนมาก เลยได้ข้อสรุปชัดเจนว่าไม่ว่าจะวัยไหนก็ต้องการความสนุก”
“เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว แน่นอนว่าประเทศไทยมีเทศกาลแห่งความสนุกที่ดังระดับโลก นั่นคือ สงกรานต์ และถ้าเรามีการเชิญศิลปิน EDM มา แล้วมีการเล่นคอนเสิร์ต สาดน้ำไปด้วย มันจะสนุกขนาดไหน นี่จึงเป็นที่มาของงาน S20 ที่สามารถดึงทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาร่วมงานเพิ่มขึ้นๆ ในทุกปี”
“และในการทำให้งานนั้นเกิด ต้องอาศัยความเป็น Niche แล้วต้องกล้าลงทุนสูง เมื่อทำได้ ความว้าวมันจะเกิดขึ้น ทำให้ดึงความสนใจของคน เกิด Follower ติดตามได้เร็ว และเมื่อทำได้แล้ว ก็จะนำพาให้คุณได้พาร์ทเนอร์ที่ดี ที่พร้อมจะเติบโตไปกับคุณอย่างยั่งยืน ขณะที่ ถ้าจะทำงานให้สำเร็จอย่างยั่งยืน ก็ต้องทำให้คนในชาติรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของงานนั้น อยากมีส่วนและมีความภาคภูมิใจกับงานนั้น เมื่อคนไทย Buy in ทั้งคอนเซ็ป ทั้งการจัดงาน ผมเชื่อว่างานนั้นจะประสบความสำเร็จได้”
นอกจากนั้น คุณวู้ดดี้ ยังมองว่าเทรนด์ของงานจะเริ่มเป็นกลุ่ม Niche มากขึ้น คือเป็นกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะทาง เช่น กลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งปีนี้ประเทศไทยได้จัดเดินพาเหรดไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่เมื่อเดือนมิถุนายน แต่ปีหน้าเราอาจจัด River Parade LGBTQ+ โดยใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นโลเคชั่นในช่วงต้นเดือนตุลาคม โดยมีเป้าหมายคือกลุ่มนักท่องเที่ยว LGBTQ+ ชาวจีนที่จะได้เดินทางมาเฉลิมฉลองในช่วงวันหยุดยาวของจีน เป็นต้น
และในช่วงท้าย วู้ดดี้ยังกล่าวชื่นชมภาครัฐที่ให้การสนับสนุนผู้จัดงานในรายละเอียดด้านต่างๆ ขณะเดียวกันก็ฝากถึงคนทำงานด้านนี้ว่าถ้ามีความคิดสร้างสรรค์ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างปรากฏการณ์อย่างจริงใจ สามารถอีเมลหาวู้ดดี้และทีเส็บได้เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันสร้างคอนเทนต์ต่อไป และด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่สามารถจัดงานเฟสติวัลทั่วประเทศมามากกว่า 10,000 งานต่อปี เชื่อว่าอีก 10 ปี ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของงานเฟสติวัลอย่างแน่นอน
F1 ฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม กับศักยภาพในการเป็นเจ้าภาพของไทย
มาถึงประเด็นสำคัญกับการตั้งเป้าว่าจะเป็นเจ้าภาพจัด Formula One (F1) ซึ่งเป็นการแข่งขันรถยนต์ชิงแชมป์โลกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับสูงสุดในโลกในไทย ผู้อำนวยการทีเส็บบอกชัดเจนว่า “ไม่ใช่เรื่องง่าย” แต่ประเทศไทยก็มีศักยภาพไม่น้อยที่จะเป็นประเทศเจ้าภาพในการจัด F1 ในปี 2027
“จากการศึกษาตัวอย่างความสำเร็จของประเทศสิงคโปร์ ประเทศฝรั่งเศส ที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน F1 ที่ประสบความสำเร็จ พบว่า สิ่งสำคัญที่ประเทศเราต้องมีก่อน คือ Sense of Collaboration คือ ความร่วมมือกันของทุกฝ่าย ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กร หน่วยงาน ไปจนถึงภาคประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Formula One ในปี พ.ศ. 2570 (2027) โดยมีการนำเสนอรูปแบบ Street Circuit แบบ Night Race ซึ่งเป็นการแข่งขันในเวลากลางคืน เพื่อให้ตรงกับ Time zone หรือเวลาที่คนทางฝั่งยุโรปสามารถรับชมผ่านทางการถ่ายทอดใน Live ได้ ซึ่งกลุ่มคนที่เป็นแฟนของการแข่งขัน F1 และต้องการดู Live สดการแข่งขันนี้มีหลายล้านคน”
“และถ้าเราได้จัดงานนี้ อานิสงส์ที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ เราจะได้ถนนที่ดีมาก เกิดเป็น City Change มีการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ มีการจ้างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านรายได้ และในช่วงเวลาจัดงาน ค่าโรงแรมในช่วงนั้นที่สิงคโปร์มีราคาสูงกว่าปกติถึง 3 เท่า ดังนั้น การได้จัดงาน F1 นี้จะเป็นการ Uplift ประเทศ และการได้จัดงานนี้แค่เดียวจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ดังนี้
คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากถึง 300,000 คนต่อวัน โดยประมาณ 40% จะเป็นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ส่งผลให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 12,007.72 ล้านบาท
การแข่งขัน F1 ยังสร้างโอกาสในการจัดกิจกรรมคู่ขนาน เช่น คอนเสิร์ต งานแสดงสินค้า E-Sports การจัดเทศกาลอาหารสตรีทฟู้ด และงานเอ็กซ์โป ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าทางการท่องเที่ยวและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีโลก
การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในหลากหลายมิติ
สร้างคอนเทนต์อย่างไร ให้โดนใจตลาด นักท่องเที่ยวจีน ยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤตโควิด
Creative City จุดเด่นของเมืองเล็ก เสน่ห์การท่องเที่ยวยุคใหม่













