ปี 2567 น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่ประเทศไทยต้องเปิดหน้าประวัติศาสตร์เพื่อบันทึกเรื่องราวของมหันตภัยน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งแน่นอนว่าสาเหตุสำคัญนั่นคือ ปรากฏการณ์ลานีญา ทว่า ใครที่คิดว่านี่เป็นฉากทัศน์ของ “ลานีญา ที่รุนแรงที่สุดแล้ว อาจต้องเปลี่ยนความคิดเพราะ ปรากฏการณ์ลานีญา ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ ยังไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับลานีญาที่เคยเกิดขึ้นในอาเซียนในช่วงปี 2020-2022 และระหว่างปี 1998-2001
เพราะลานีญาที่เกิดขึ้นในปี 2020-2022 ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่รุนแรงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยประเทศที่รับผลกระทบไปอย่างหนักหน่วง นั่นคือ ประเทศมาเลเซีย เรียกว่าลานีญาที่ก่อให้เกิดมหันตภัยในมาเลเซียครั้งนั้น ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปีของมาเลเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 ราย และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์ นับเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงมาก
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับทั้งฝนตก และสภาพอากาศที่อบอุ่นมากขึ้น เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะอาเซียนตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น และเคยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในละติจูดกลาง
และเมื่อภาวะโลกร้อนรุนแรงยิ่งขึ้น ก็ย่อมจะทำให้สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น ดร.หวัง จิงหยู ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์กายภาพที่สถาบันการศึกษาแห่งชาติสิงคโปร์ (NIE) กล่าวว่า “เหตุการณ์รุนแรงที่เคยเกิดขึ้นหนึ่งครั้งในรอบ 100 ปี อาจจะเปลี่ยนเกิดทุก 10 ปี หรือเลวร้ายกว่านั้นอาจจะเกิดขึ้นทุกปี ในอีกไม่ช้านี้ เราจำเป็นต้องพยายามทุกวิถีทาง เพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนยังคงมีความสำคัญ ก่อนที่จะสายเกินไป”
ปรากฏการณ์ลานีญา รอบนี้ กินเวลานานกว่าที่คิด
จากรายงานข่าว เรื่อง “ไทย-อาเซียน เจอฝนตกหนักถึงสิ้นปี ผลกระทบ ‘ลานีญา’ เตรียมรับมือน้ำท่วม ดินถล่ม” โดย กฤตพล สุธีภัทรกุลศูนย์ จากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ ให้ข้อมูลอัปเดตว่า อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียนเผยว่า ปรากฏการณ์ลานีญา น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายนเป็นต้นไป และคาดการณ์ว่าจะคงอยู่จนถึงต้นปี 2568 ซึ่งจะทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีฝนตกหนักกว่าปกติ
โดยข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับข้อมูลของ สำนักงานบริหารมหาสมุทร และบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ในสหรัฐ คาดการณ์ว่ามีโอกาสประมาณ 60% ที่ปรากฏการณ์ลานีญาจะเกิดขึ้นภายในเดือนพฤศจิกายน และจะคงอยู่จนถึงมกราคม-มีนาคม ของปีหน้า
ดร.ธรูบาจโยติ ซามันตา นักวิจัยอาวุโสจากหอสังเกตการณ์โลกของสิงคโปร์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง กล่าวว่า “ลานีญาอาจช่วยให้แหล่งน้ำใต้ดินเพิ่มมากขึ้น เพราะน้ำจะซึมผ่านชั้นดินที่ลึกลงไป ซึ่งจะมีประโยชน์กับภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันก็ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น และมีอุณหภูมิลดต่ำลง ขณะเดียวกัน มีความเป็นไปได้สูงที่อาจเกิดน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่จะเพิ่มขึ้น หากมีปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าค่าเฉลี่ย ในช่วงที่ระดับน้ำทะเลสูงอยู่แล้ว เช่น ในช่วงที่น้ำขึ้นสูงตามฤดูกาล และบางประเทศในอาเซียนอาจเผชิญน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีการระบายน้ำไม่ดี รวมถึงเกิดดินถล่ม และโคลนถล่มในพื้นที่ภูเขา”

“แต่ฝนตกมากเกินไปก็ไม่ใช่ข้อดีสำหรับการเกษตรเสมอไป เพราะลานีญาทำให้เกิดฝนตกที่ทำลายพืชผลทางเกษตร ได้ผลผลิตลดลง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น อุทกภัยในมาเลเซียเมื่อปี 2564 ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 62,500 ไร่ ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงมากกว่า 200,000 ตัน ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปีกว่าจะฟื้นฟูความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐาน และในตอนนี้ยอดการผลิตข้าวในมาเลเซียยังคงไม่กลับมาในระดับปกติ”
“ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเทศส่วนใหญ่บนคาบสมุทรอินโดจีนกำลังเผชิญกับผลกระทบจากพายุร้ายแรง พายุไต้ฝุ่นยางิพัดถล่ม ทำให้เกิดฝนตกหนัก ลมแรง และน้ำท่วม ในเวียดนาม ไทย ลาว และเมียนมา เมื่อเดือนกันยายน คร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคน และสร้างความเสียหายต่อโรงงาน และพื้นที่เพาะปลูก”
“ขณะที่ฟิลิปปินส์ก็เผชิญกับพายุร้ายแรงหลายลูกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึงพายุไต้ฝุ่นแกมีในเดือนกรกฎาคม พายุยางิในเดือนกันยายน และพายุกระท้อนในเดือนตุลาคม”
ชี้ 5 ความท้าทาย ที่ไทยต้องตั้งรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในบริบทของประเทศไทย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้กล่าวถึงปัญหาอุทกภัยอย่างรุนแรงในประเทศไทยในปัจจุบันว่า
“การที่ภัยพิบัติเช่น น้ำท่วมเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้น สาเหตุหนึ่งมาจากการที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นต่อเนื่องจนเข้าข่าย “โลกเดือด” ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยที่ผ่านมาหลายประเทศได้เร่งปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ และควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โลกร้อนแล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ภาครัฐทั้งส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ธุรกิจเอกชนและประชาชนไทยยังให้ความสำคัญค่อนข้างน้อยต่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ แม้จะมีแนวคิดในบางด้านอยู่บ้าง เช่น การจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม แต่ก็แทบยังไม่มียุทธศาสตร์การรับมือกับผลกระทบในด้านอื่น”

“ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศจะทำอย่างไรให้ไทยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสามารถอยู่รอดได้ในยุค “โลกเดือด” ไม่ว่าจะเป็นการปรับภาคเกษตรให้พร้อมรับมือกับวิกฤตภัยแล้งสลับกับน้ำท่วมฉับพลัน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้าที่แม่นยำ ตลอดจนการพัฒนาระบบการเงินและเครื่องมือประกันภัยที่จะช่วยในการปรับตัวและกระจายความเสี่ยงจากภัยทางธรรมชาติต่างๆ”
“การปรับตัวให้อยู่รอดในยุคโลกเดือดนอกจากต้องมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมแล้วจะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม โดยมาตรการต่างๆ จะต้องคุ้มครองประชาชนในวงกว้าง ไม่มีกลุ่มใดตกหล่น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีความสามารถในการปรับตัวต่ำ และต้องไม่สร้างผลกระทบจากการปรับตัวที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้มาตรการที่ช่วยรับมือกับผลกระทบในพื้นหนึ่ง แต่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงขึ้นในพื้นที่อื่น หรือเพิ่มความเสี่ยงขึ้นในอนาคต”
“ด้วยเหตุผลเหล่านี้การจัดงานสัมมนาวิชาการประจำปีของทีดีอาร์ไอในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ทีดีอาร์ไอครบรอบ 40 ปี จึงให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยทีมนักวิจัยของทีดีอาร์ไอจะนำเสนอทิศทางด้านนโยบายและมาตรการในการเตรียมการปรับประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่มีภูมิคุ้มกันต่อสภาพภูมิอากาศ ภายใต้หัวข้อ “ปรับประเทศไทย … ให้อยู่รอดได้ในยุคโลกเดือด” เพื่อให้ประเทศไทยมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นธรรมต่อประชาชนกลุ่มต่างๆ มากที่สุด”
ด้าน ดร.สุเมธ องกิตติกุล รองประธานทีดีอาร์ไอ ระบุว่า “เมืองจะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น โดยเมืองในประเทศไทยเจอกับภัยจากความร้อน น้ำท่วม และน้ำทะเลเซาะชายฝั่ง จึงต้องมีแนวทางตั้งรับปรับตัวในระยะยาวที่พิจารณาทุกมิติของการพัฒนาเมืองอย่างรอบคอบ ทั้งการประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานหลากหลายรูปแบบในการลดความรุนแรงของภัยพิบัติ การจัดการผังเมือง และการเก็บข้อมูลภัยเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง”
“หน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น จำเป็นต้องมีความเข้าใจต่อภัยธรรมชาติ กลุ่มเปราะบางในเมือง และความสามารถในการตั้งรับปรับตัวของเมือง เพื่อนำไปสู่การลดความเสี่ยงของภัยพิบัติที่จะรุนแรงขึ้น ถ้าไม่สามารถปรับตัวให้ตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ประชาชนและภาคเศรษฐกิจจะประสบปัญหาความยากลำบากในการใช้ชีวิตและทำธุรกิจมากขึ้น”
“หากประเทศไทยยังอยู่แบบนี้ต่อไป โดยไม่มีการปรับเพื่อเปลี่ยนเมืองให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ก็จะส่งผลต่อการบริหารจัดการของภาครัฐ ทำให้ต้นทุนของภาครัฐในการบรรเทาผลกระทบจากเกิดภัยพิบัติสูงขึ้น ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของประเทศจะต่ำลงเรื่อยๆ เพราะงบประมาณในส่วนนี้ที่นำไปบรรเทาผลกระทบสามารถนำไปใช้แก้ไขในปัญหาระยะยาว หรือไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆได้ ดังนั้นจะเกิดความเสี่ยงและฉุดรั้งเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ แต่หากมีการวางยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และมีประสิทธิภาพก็จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติในอนาคตได้ ซึ่งข้อเสนอแนะทั้งหมดจะถูกนำเสนอในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของทีดีอาร์ไอ หรือTDRI Annual Public Conference ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้”
หลากหลายแนวทางรับมือกับภาวะโลกเดือด
อากาศร้อนจัด ชะตากรรมจากภาวะโลกเดือด กับการรับมือที่เหมาะสมกับคนทุกกลุ่มในสังคมไทย
เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการก่อ “ภาวะโลกรวน” ให้เป็น “ผงโปรตีนจากคาร์บอน” อาหารลดโลกร้อน













