หมดยุคจงรักภักดีกับบริษัทเดียว “ญี่ปุ่น” คิดกลยุทธ์ใหม่รั้งพนักงานให้อยู่นานๆ

“คนญี่ปุ่นทำงานที่เดียวตลอดชีวิต”

“บริษัทไม่รับคนที่ลาออกจากที่อื่น”

“เปลี่ยนงานบ่อยคือคนไม่อดทน”

นี่คือ “ปรัชญาการทำงาน” ใน “อดีตอันยาวนาน” และ “ไม่อาจหวนคืน” ของ “ญี่ปุ่น” ซึ่งกาลเวลาได้เดินทางมาถึงห้วงเวลาที่กำลังจะเข้าปีที่ 25 หรือ 1 ใน 4 ของศตวรรษที่ 21
ที่ทุกบริษัทในญี่ปุ่นในขณะนี้ กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายในการรักษาพนักงานที่มีความสามารถเอาไว้กับองค์กร มันช่างย้อนแย้งและแตกต่างจากอดีตมากมายเหลือเกิน
วิธีการหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมก็คือ ระบบพนักงานประจำระยะสั้น นั่นคือ การจ้างคนที่ทำงาน 60 ชั่วโมงต่อเดือน หรือ 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นพนักงานประจำ
ระบบนี้ จะช่วยให้บุคคลที่ไม่สามารถทำงานเต็มเวลาได้ เนื่องจากต้องดูแลลูก หรือดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า หรือกำลังเรียนต่อภาคค่ำ และภาคพิเศษ หรือทำงานฟรีแลนซ์อย่างอื่นไปด้วย สามารถทำงานโดยได้รับผลประโยชน์เหมือนพนักงานประจำ รวมถึงประกันสุขภาพด้วย
พนักงานชั่วคราวจำนวนมาก จะได้รับสิทธิ์การเข้าสู่ระบประกันสังคม ที่ช่วยให้รู้สึกมั่นใจในการทำงาน ทำให้พนักงานเหล่านี้มุ่งมั่นทำงานหนักเพื่อบริษัทมากขึ้น แม้จะเป็นเพียงพนักงานชั่วคราวที่ทำงานแค่ 60 ชั่วโมงต่อเดือน และเข้าออฟฟิศแค่สัปดาห์ละครั้ง
ในมุมของนายจ้าง หรือบริษัทเองก็มองว่า ระบบนี้เป็นโอกาสในการสรรหาพนักงานที่มีความสามารถ ที่ไม่จำกัดอยู่แค่พนักงานประจำ เพราะไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนรุ่น Generation Z ที่ในยุคนี้ ไม่มีเด็กรุ่นใหม่ที่ใครอุทิศตัว อุทิศชีวิตทั้งชีวิต อุทิศเวลาส่วนตัว ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งอีกต่อไปแล้ว

ในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องยากมากสำหรับบริษัทขนาดเล็ก และบริษัทขนาดกลาง จะสรรหาทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของบริษัทเฉกเช่นในอดีต เพราะปรัชญาของคนรุ่นใหม่หลายคนเชื่อว่า ถ้าพวกเขาสามารถเป็นพนักงานประจำได้สัปดาห์ละ 2 วัน อีก 3 วันหรือ 5 วันที่เหลือของสัปดาห์ พวกเขาสามารถทำงานอย่างอื่น หรือใช้ชีวิตไปกับการพักผ่อนได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก
อย่างไรก็ดี “มุมมองแบบเหมารวม” ยังคงมีอยู่แพร่หลายใน “ญี่ปุ่น” เห็นได้จาก ผลการสำรวจของรัฐบาล ที่แสดงให้เห็นว่า อัตราส่วนของธุรกิจที่นำระบบพนักงานประจำระยะสั้นมาใช้ มีเพียง 16.8% เท่านั้น ทั้งนี้เนื่องเพราะ “มุมมองแบบเหมารวม” ที่ว่า “พนักงานประจำควรทำงานในบริษัทแห่งเดียวนานๆ” ยังคงตกตะกอนอยู่ใน “สังคมญี่ปุ่น” นี่คือ “อุปสรรคสำคัญ” ต่อรูปแบบการทำงานแนวใหม่ที่ยืดหยุ่น
อุปสรรคดังกล่าวสะท้อนผ่านลักษณะการจัดผังโต๊ะทำงาน และรูปแบบการมอบหมายงาน เพราะบริษัทญี่ปุ่นที่บริหารงานแบบโบราณ ยังไม่กระจายงานให้กับพนักงานที่ทำงานระยะสั้น และหากบทบาทของพนักงานแบบใหม่คลุมเครือ ทางแก้ของบริษัทคร่ำครึพวกนี้ก็คือ จัดผังโต๊ะทำงานใหม่ สร้างบรรยากาศการทำงาน และปรับปรุงที่ทำงานใหม่ให้มีมาตรฐานแบบคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระจายงานที่ยุติธรรม และแบ่งปันกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ
อีกด้านหนึ่ง บริษัทบางแห่งกำลังพยายามปรับปรุงเงื่อนไขสำหรับพนักงานให้ทำงานได้ในวัยหลังเกษียณ แปลไทยเป็นไทยก็คือ โครงการต่อเกษียณนั่นเอง โดยผ่านเงื่อนไขเพิ่มค่าจ้าง และสวัสดิการบางอย่าง เพื่อจูงใจให้พวกเขาทำงานได้นานขึ้น โดยเงื่อนไขนี้จะช่วยรักษาจำนวนพนักงานท่ามกลางการขาดแคลนแรงงานที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จากวิกฤติการณ์เด็กเกิดน้อย

ทุกวันนี้ หลายบริษัทในญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทเอกชน ปกติจะเกษียณอายุ 55 ต่อมามีการขยายเป็น 60 และเมื่อไม่นานมานี้ มีการเปิดโอกาสให้พนักงานที่อายุ 60 สามารถเลือกที่จะอยู่ต่อจนถึงอายุ 65 ปี และล่าสุด หลายบริษัทกำลังขยายอายุการทำงานของพนักงานเป็น 70 ปี นอกจากนี้ยังมีการขึ้นค่าจ้างถึงประมาณร้อยละ 90 ของค่าจ้างที่พนักงานได้ก่อนเกษียณอีกด้วย
ทั้งนี้ พนักงานอาวุโสที่ต่อเกษียณเองก็ทราบดีว่า คนอายุ 70 คงไม่ได้รับมอบหมายงานที่เหมือนคนอายุ 65 60 หรือ 55 เพราะทุกบริษัทวางบทบาทให้คนอายุ 70 เป็นพี่เลี้ยงสอนงานพนักงานที่อายุน้อยกว่า เพราะหลายสิ่ง คนรุ่นใหม่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานอาวุโสจะให้ความคิดเห็นมากมายเพื่อปรับปรุงบริษัทได้ดีกว่าพนักงานรุ่นใหม่
ทั้งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา ประชากรวัยทำงานของญี่ปุ่นหรือผู้ที่มีอายุ 15-64 ปี อยู่ที่ 73,950,000 คน ลดลง 13,000,000 คนจากจุดสูงสุดเมื่อปี 2538 ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจำนวนประชากรจะลดลงอีกในปีต่อๆ ไป นอกจากจำนวนแรงงานที่ลดน้อยลงแล้ว บริษัทญี่ปุ่นยังเผชิญกับจรรยาบรรณในการทำงานที่แตกต่างออกไป โดยที่ผู้คนเปิดรับการเปลี่ยนงานมากขึ้น
ดังที่กล่าวไปในตอนต้น สถานการณ์ในอดีตเป็นเรื่องปกติที่คนญี่ปุ่นจะยึดติดตัวเองอยู่กับบริษัทเดียวตลอดอาชีพการงาน แต่การสำรวจล่าสุดของพนักงานใหม่ 800 คน แสดงให้เห็นว่ามากกว่าร้อยละ 20 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะเปลี่ยนงานในเวลาไม่ถึง 3 ปี