“ในยุคที่การหาความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสถาบันการศึกษา หรือ มหาวิทยาลัย อีกต่อไป แล้ว มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดได้อย่างไรในยุคนี้?” นี่เป็นคำถามที่แวดวงการศึกษาทั่วโลกได้ตั้งขึ้น เพื่อนำมาสู่การขบคิดและทบทวนถึงบทบาทของ “มหาวิทยาลัย” ว่าควรจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไรเพื่อความอยู่รอดในยุคนี้ และในฐานะมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทย จากการจัดอันดับของ The Times Higher Education World University Rankings 2025 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะตอบคำถามนี้อย่างไร?
วันนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคนใหม่ มีคำตอบพร้อมแสดงแนวทางและวิสัยทัศน์ในการบริหาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “เติบโตรอบทิศโดยมีนิสิตเป็นศูนย์กลาง” เพื่อทำให้ จุฬาฯ เดินหน้าสู่การเป็น Global Thai University ที่พร้อมร่วมกับองค์กรระดับโลก รวมถึงชุมชนรอบๆ มหาวิทยาลัย ประกาศหมุดหมายสำคัญ จุฬาฯ จะไม่ได้เป็นแค่มหาวิทยาลัย ที่แค่ให้ความรู้กับนิสิตเท่านั้น แต่จะเป็นที่ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของผู้คน Life changing อีกด้วย

“ในยุคที่ AI ทำแทนได้ทุกอย่าง และเกิดการดิสรัปของเทคโนโลยีและสิ่งต่างๆมากมาย จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วยุคนี้ มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดได้อย่างไร ผมมองว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ AI จะแทนไม่ได้ คือบทบาทของจุฬาฯที่ไม่ได้เป็นแค่สถาบันการศึกษาที่แค่ให้ความรู้กับนิสิตเท่านั้น แต่จะเป็นที่ซึ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้คน (Life changing) ได้”
“นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อจากนี้นั่นคือ “เติบโตรอบทิศ โดยมีนิสิตเป็นศูนย์กลาง” โดยยุทธศาสตร์นี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อผลผลิตของมหาวิทยาลัย คือ คน ดังนั้น มหาวิทยาลัยไม่มีวันตาย เพราะผู้ที่เห็นว่ามหาวิทยาลัยกำลังจะตาย คือ มองว่า มหาวิทยาลัยถูกแทนที่ได้ ดังนั้น เราต้องทำให้มหาวิทยาลัย Irreplaceable ไม่มีอะไรมาแทนที่เราได้ เพราะสิ่งที่เรานำเสนอไม่มีทางแทนที่ได้ด้วยเทคโนโลยี”
“เพราะยุทธศาสตร์ของ จุฬาฯ ไม่ใช่ Knowledge Based อีกต่อไป ซึ่งแต่เดิม มหาวิทยาลัย เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้ ที่มาในยุคนี้ความรู้นั้นเรียนผ่านออนไลน์ได้ แต่ในวันนี้เราคือ Wisdom Based เป็น “มหาวิทยาลัยที่สร้างความฉลาด” เป็นความฉลาดที่จะติดตัวของนิสิตทุกคนไปตลอดชีวิต และยังได้ Skillset ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เข้าใจโลก ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ในโลกและเข้าใจความเป็นไปของโลก ดำรงชีวิตด้วยความปกติสุข ท่ามกลางการดิสรัปของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เราต้องใช้ให้เป็น”

“เพราะในยุคปัจจุบัน การต่อต้าน AI ไร้ประโยชน์ ดังนั้น การที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเติบโตเป็น AI University เราจะใช้ AI ในฐานะเครื่องมือในการเรียนการสอน นำ AI มาใช้ประโยชน์ในห้องเรียน AI ไม่ใช่ Core value โดยต้องให้ AI เป็นพระรอง ให้คนเป็นพระเอก”
“ดังนั้น ภายใต้แนวคิดการวางยุทธศาสตร์พัฒนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “เติบโตรอบทิศ โดยมีนิสิตเป็นศูนย์กลาง” เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตให้กับมหาวิทยาลัยของเราใน 3 ทิศทางหลัก คือ
เติบโตไปข้างบน ด้วยการจับมือกับองค์กรระหว่างโลกต่างๆ ทั้งสถาบันการศึกษา, องค์กรนานาชาติ และภาคเอกชน ในการแลกเปลี่ยนความรู้หรือทำงานร่วมกัน เพื่อให้จุฬาฯ เป็น Global Thai University
เติบโตไปด้วยกันแบบไม่ลืมชุมชน เป็นการเติบโตไปด้านล่าง ที่หมายถึงการทำงานร่วมกับชุมชน จุฬาฯ จะทำ walking street บริเวณสยามและบรรทัดทอง ให้เกษตรกร, คนด้อยโอกาส หรือเด็กได้มาใช้ประโยชน์จำหน่ายสินค้า รวมถึงให้นิสิตเปิดบริษัทวิสาหกิจเพื่อชุมชน (SE) เพื่อให้สามารถหาประสบการณ์การทำงานระหว่างเรียนไปด้วยได้ และกำไรจากการดำเนินงานบางส่วนจะถูกนำไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคม เพื่อสร้างจิตวิญญาณของผู้ให้
เติบโตไปด้านข้าง ด้วยการเชื่อมโยงกับอาจารย์ นิสิต และบุคลากรในมหาวิทยาลัย ให้ทุกคนเป็น brand ambassador รวมถึงเชื่อมโยงกับศิษย์เก่าให้มากขึ้น
“นอกจากนั้น เราจะพัฒนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Mastery Based University หมายถึง มหาวิทยาลัยจะบ่มเพาะให้นิสิตมีความรู้ มีประสบการณ์จริง มีความฉลาดบวกกับมีคุณธรรม มหาวิทยาลัยจึงเป็น Incubator ทำให้นิสิตของเรามีมายด์เซตในระดับอินเตอร์ ขณะที่ จุฬาลงกรณ์เองก็จะสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาระดับโลก โดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน”

“บทบาทของมหาวิทยาลัยวันนี้ไม่ใช่เรื่องการศึกษา แต่เป็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในประเทศ ให้สามารถสู้กับต่างชาติ การศึกษา ไม่ได้เป็นเรื่องการเรียนการสอนในประเทศ มหาวิทยาลัยจะเป็นมากกว่าซอฟต์พาวเวอร์ ดึงชาวต่างชาติเข้ามาเรียนในประเทศไทย สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้มหาศาล โดยใช้คุณภาพการศึกษาเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักศึกษาต่างชาติเป็นตัวขับเคลื่อน”
“และอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ การมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติระดับสากล ติดอันดับ ท็อป 10 ของโลก โดย กำหนด ยุทธศาสตร์ไว้ 2 ด้าน คือ การเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขั้นนำระดับท็อปของโลก เช่น MIT เป็นต้น และอีกด้านหนึ่ง คือ การร่วมมือกับองค์กรชั้นนำของโลก เช่น องค์การสหประชาชาติหรือการร่วมมือกับ World Economic Forum (WEF) ทำวิจัยหัวข้อ Future of Jobs 2025 เป็นต้น”
นอกเหนือจากการแสดง Vision ในการเป็นอธิการบดีคนใหม่ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้ว ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร ยังได้เปิดเผยถึงบทบาทในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งจะดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป โดยมองว่า มหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่ได้แข่งขันกันเอง แต่เป็นการสร้างคุณภาพของการศึกษาในระดับประเทศในองค์รวม การจัดอันดับมหาวิทยาลัยเป็นเพียงเกณฑ์จากองค์กรจัดอันดับต่างๆ เพราะยุทธศาสตร์ของ ทปอ. มุ่งผนึกกำลังร่วมกันเพื่อสร้างการศึกษาในประเทศไทยให้แข็งแกร่งและดึงดูดนิสิตต่างชาติให้เข้ามาศึกษา ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศในภาพรวมได้ในที่สุด
การพัฒนาการศึกษาไทยยุคใหม่ในทุกมิติ
EEC HDC กับการขับเคลื่อน “มหาวิทยาลัยบูรพา” สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยอีอีซี”











