อนาคตไทยภายใต้ร่มเงา BRICS กระจายความเสี่ยงหนีสงครามการค้ารอบใหม่

สงครามการค้ารอบใหม่หลังเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสต่อไทยและภูมิภาคอาเซียน พลวัตของผลกระทบทั้งลบและบวกยังไม่ชัดเจน ต้องรอดูว่าจีนจะมีมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างไร

ที่ผ่านมาประเทศจีนใช้วิธีการอุดหนุนเพื่อให้ภาคการผลิตมีต้นทุนต่ำและบริหารจัดการค่าเงินหยวนให้อ่อนค่ากว่าปัจจัยพื้นฐานมากๆ เพื่อสนับสนุนการส่งออกและดึงให้เศรษฐกิจภายในพ้นจากภาวะเงินฝืดและดูดซับการลงทุน อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ต้องประเมินจะเกิดการตอบโต้ด้วยการขึ้นกำแพงภาษีหรือการใช้มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) เพิ่มเติมระหว่างจีนกับอียู และสหรัฐฯ หรือไม่ หากเกิดภาวะดังกล่าวเพิ่มเติมเข้ามาอีกจะทำให้ระบบการค้าเสรีของโลกภายใต้กรอบข้อตกลงขององค์การการค้าโลก และทุนนิยมโลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิมมากยิ่งขึ้น

การเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนและนโยบายที่อาจตามมา ประเทศไทยควรดำเนินการในหลายด้าน เริ่มจากภาคธุรกิจที่ควรกระจายความเสี่ยงโดยขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ
ในการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ “บริกส์” ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 22 – 24 ต.ค. 67 ที่ผ่านมา ณ เมืองคาซานของรัสเซีย ซึ่งมีสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ มีมติเพิ่มประเทศใหม่ 13 ประเทศอย่างเป็นทางการ ในฐานะ ‘พันธมิตรหุ้นส่วน’ หรือ Partner Countries ซึ่งไม่ใช่สมาชิกเต็ม หรือ Full Members ประกอบด้วย แอลจีเรีย, เบลารุส, โบลิเวียร์, คิวบา, อินโดนีเซีย, คาซัคสถาน, มาเลเซีย, ไนจีเรีย, ไทย, ตุรกี, ยูกันดา อุซเบกิสถาน และเวียดนาม โดยมีผู้นำ/ผู้แทนจาก 34 ประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน
ในจำนวน 13 ประเทศที่เข้าเป็นพันธมิตรหุ้นส่วน มี 4 ประเทศที่มาจากภูมิภาคอาเซียน คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ เวียดนาม

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวถึงการเข้าเป็นสมาชิกบริกส์ว่า ไทยไม่ได้เลือกข้าง หรือมองว่าบริกส์เป็นการรวมกลุ่มที่จะไปคานอำนาจใคร รัฐบาลไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกของบริกส์ เพราะต้องการทำให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้น และต้องการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทย ร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ในการชี้นำหรือวางแนวทางการพัฒนาของประชาคมโลกต่อไป เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเสมอภาค ซึ่งไทยมีลักษณะพิเศษคือเราเป็นมิตรกับทุกประเทศ และไม่เป็นศัตรูของใคร เราสามารถเป็นสะพานเชื่อมบริกส์เข้ากับกลุ่มอื่นๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ประเทศสมาชิกบริกส์มีพลังมากขึ้น ในการเจรจาต่อรอง เพื่อให้ประชาคมโลกได้เห็นความสำคัญของประเทศกำลังพัฒนา และประเทศเกิดใหม่
เช่นเดียวกับเหล่านักวิเคราะห์ที่มองว่า การสมัครเข้าเป็นสมาชิกบริกส์ ไม่ได้หมายความว่า กลุ่มประเทศตรงกลางจะแปรพักตร์จากอิทธิพลของสหรัฐฯไปซบจีนแทน แต่ประเทศเหล่านี้ กำลังเปิดใจให้จีนและรัสเซียมากขึ้น เพื่อให้โลกมีอิสระ และกระจายขั้วอำนาจ สร้างระเบียบใหม่ นั่นเอง

BRICS เศรษฐกิจเกิดใหม่

นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดกว้างด้านการค้าระหว่างประเทศ เข้าถึงตลาดกลุ่มบริกส์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งเชิงเศรษฐกิจและจำนวนประชากร โดยปี 2565 บริกส์มีขนาดเศรษฐกิจ 1 ใน 4 ของขนาดเศรษฐกิจโลก ด้วยมูลค่า 28.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีประชากรรวมกัน 3,617.6 ล้านคน คิดเป็น “เกือบครึ่งหนึ่ง” ของประชากรโลก โดยมี “อินเดีย-จีน” เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก 2 อันดับแรก ทำให้ประเทศสมาชิกมีโอกาสสูง ในการขยายตลาดและส่งออกสินค้า ที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงการเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิก ได้รับการสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีจากจีน ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า การที่ไทยเข้าร่วมกลุ่มบริกส์จะส่งดีต่อไทยในระยะยาว เป็นการดำเนินกุศโลบายต่างประเทศที่ดี เพราะเป็นการเพิ่มการถ่วงดุลในระบบพหุขั้วอำนาจโลก ที่ไม่ใช่ระบบโลกที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำหนึ่งเดียว ถือเป็น Strategic Autonomy ของไทยในแง่นโยบายต่างประเทศ สหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายให้ประโยชน์กับไทยมากขึ้น เพื่อไม่ให้ไปใกล้ชิดกับขั้วอำนาจบริกส์มากเกินไป ขณะที่เวทีนี้จะเป็นประโยชน์กับไทยในการเจรจาต่อรองกับชาติตะวันตกและสหรัฐฯ จะเกิดระบบโลกาภิวัตน์ที่เป็นธรรมมากขึ้น เพราะกลุ่มบริกส์ต้องการปรับสมดุล (ถ่วงดุล) อำนาจทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว การถ่วงดุลดังกล่าวจะมีผลต่อดุลอำนาจการเมืองระหว่างประเทศด้วย หากพิจารณาดูเป้าหมายแล้วจะมุ่งไปที่การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการเศรษฐกิจโลก เพื่อให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้มีบทบาทมากขึ้น

BRICS

การส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ การสร้างกลไกระหว่างประเทศทางเลือก ทั้งในด้านการเงิน การให้ความช่วยเหลือ และการระดมทุนเพื่อการพัฒนา การเข้าร่วมกลุ่มบริกส์จะทำให้ลดพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ ถ่วงดุลชาติตะวันตก De-Dollarization ทำให้ราคาทองคำขาขึ้นยาวนานต่อไป ขณะที่เงินสกุลเอเชียแข็งค่าขึ้น
กรณีเอสเอ็มอีไทยได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดของสินค้าจีนนั้น การเข้าร่วมกลุ่มบริกส์ จะทำให้ผลกระทบมากขึ้นหรือไม่ ตามหลักการการค้าเสรีควรเป็นประโยชน์กับผู้เกี่ยวข้องทุกคน หากเป็นการค้าที่เสรีมีความเป็นธรรม หากเราสามารถแข่งขันได้เราจะได้ประโยชน์มากจากการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจการค้า รัฐไทยต้องกำหนดกติกาไม่ให้ขายสินค้าต่ำกว่าต้นทุนมากๆ เป็นพฤติกรรมทุ่มตลาด ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กรายย่อยล้มละลายเลิกกิจการกันหมด ต้องกำหนดเกณฑ์สินค้าให้มีคุณภาพ ให้ได้มาตรฐาน แต่ไม่ควรไปตั้งกำแพงภาษี หรือใช้การกำหนดโควตากีดกัน เพราะถึงที่สุดจะกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมและผู้บริโภค แม้ผู้ผลิตภายในจะได้ประโยชน์จากการปกป้องก็ตาม