สถานการณ์ อุตสาหกรรมทูน่ากระป๋อง ของไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็นการผลิตเพื่อป้อนตลาดส่งออกราว 90% โดยมีทูน่ากระป๋องเป็นสินค้าส่งออกหลัก มีสัดส่วนมากถึงราว 95% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่าทั้งหมดในแต่ละปี ทั้งนี้มูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องของไทยในช่วง 9 เดือนแรกปี 2023 อยู่ที่ 1,405.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -10.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า
โดยมูลค่าการส่งออกที่หดตัวลงดังที่กล่าวมานี้ มีปัจจัยกดดันหลักจากอุปทานปลาทูน่าในท้องทะเลที่ลดลงมากจากปรากฏการณ์เอลนีโญและปัญหาโลกร้อน ที่ทำให้มีวัตถุดิบทูน่าสำหรับป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งมูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้หดตัว -10.7% โดยมีปัจจัยกดดันจากปริมาณวัตถุดิบทูน่าที่ลดลงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมทั้งการที่คู่ค้ายังมีปริมาณสินค้าคงคลังสูง ทำให้ความต้องการนำเข้าชะลอลง อีกทั้ง ประเทศคู่ค้าหลักบางรายยังมีปริมาณสินค้าคงคลังในระดับสูงอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ไทยมีจุดแข็งสำคัญในฐานะผู้ประกอบการแปรรูปและส่งออกสินค้าปลำทูน่ารายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะสินค้าปลาทูน่ากระป๋อง ทำให้มีศักยภำพในกำรแข่งขันในตลาดโลกสูง นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าอำหารทะเลและปลาทูน่าของไทยยังมีขนาดใหญ่และกำลังการผลิตมากเพียงพอรองรับความต้องการของประเทศผู้นำเข้า อีกทั้ง ยังมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ครบวงจรอีกด้วย
ทว่า ถ้าพิจารณาเฉพาะการบริโภคทูน่ากระป๋องในสหรัฐฯ กลับมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับภาพรวมการบริโภคอาหารทะเล โดยพบว่าผู้บริโภคหันไปนิยมอาหารทะเลชนิดอื่น เช่น กุ้งและแซลมอน มากขึ้นแทน
ส่องแนวโน้ม อุตสาหกรรมทูน่ากระป๋อง ของไทย ในปี 2024
สำหรับปี 2024 มูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องของไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อยที่ 5.5% YOY สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจและความต้องการจากประเทศคู่ค้าที่คาดว่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ และเริ่มกลับเข้าสู่เทรนด์การเติบโตเดิมในช่วง Pre-COVID ทั้งนี้ปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจทูน่ากระป๋องในปีหน้าและระยะต่อไปจะมาจากความต้องการจากประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) อาทิ กลุ่มตะวันออกกลาง, แอฟริกา, ลาตินอเมริกา รวมทั้งประเทศกลุ่ม CLMV ที่ยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมากในอนาคต
แต่อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องอาศัยระยะเวลาในการสร้างตลาดเพื่อทดแทนการส่งออกไปยังตลาดหลักดั้งเดิมอย่างสหรัฐฯ ที่ความต้องการบริโภคเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว รวมทั้งความนิยมบริโภคทูน่ากระป๋องที่ปรับทยอยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ดังนั้น ความท้าทายของอุตสาหกรรมทูน่าในระยะต่อไป คือ อุปทานปลาที่มีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น อุณหภูมิในมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาโลกร้อน รวมไปถึงความเข้มงวดในการจัดระเบียบและควบคุมการจับปลาเพื่อมุ่งไปสู่การทำประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable fishing)
ทำความเข้าใจความท้าทายและประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาสำหรับอุตสาหกรรมทูน่าในอนาคต
อย่างไรก็ดี ในตอนนี้ ผู้ประกอบการใน อุตสาหกรรมทูน่ากระป๋อง ของไทย จำเป็นต้องทำความเข้าใจประเด็นสำคัญในเรื่องของ ความท้าทายของอุตสาหกรรมทูน่าทั้งในบริบทของไทยและระดับโลก เริ่มจากการยอมรับว่า ทูน่า เป็นกลุ่มปลาที่อพยพบ่อยตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพมหาสมุทร ด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate change) จึงคาดการณ์ได้ว่าทูน่าจะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกจากน่านน้ำอธิปไตยไปสู่ทะเลหลวง หรือส่วนของทะเลที่ไม่ได้รวมอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะในทะเลอาณาเขต หรือในน่านน้ำภายในของประเทศหรือรัฐต่างๆ ในหมู่เกาะแปซิฟิก นอกจากนี้ สัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ ก็มีแนวโน้มที่จะอพยพหนีอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นแถบเส้นศูนย์สูตรอีกด้วย

ทั้งนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการทำประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable fishing) จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต และอาจมีผลให้การจับปลาทูน่าถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้น อาทิ การจับปลานอกฤดูที่ได้รับอนุญาต หรือการใช้เครื่องมือจับปลาที่อาจทำลายระบบนิเวศทางทะเล เป็นต้น
แน่นอนว่าประเด็นดังกล่าว จะทำให้อุปทานปลาทูน่าที่จับได้ในมหาสมุทรมีแนวโน้มปรับลดลงในระยะยาว และส่งผลให้ราคาวัตถุดิบทูน่านำเข้าแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและอัตรากำไรของผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ ปัญหาการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมงก็เป็นสิ่งที่ไทยมองข้ามไม่ได้ เพราะเป็นประเด็นสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน (Social issue) ที่ไทยถูกกล่าวหาและกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสินค้าไทยและแนวโน้มการส่งออกอาหารทะเลในระยะต่อไปได้
แชร์แนวทางการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจของ อุตสาหกรรมทูน่า เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต
จากรายงาน Industry outlook 2024-2027 Seafood (Tuna) ที่จัดทำโดย SCBEIC ได้ระบุถึงแนวทางการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจของ อุตสาหกรรมทูน่า เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต ดังนี้
ขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดส่งออกที่มีศักยภาพเติบโต เพื่อทดแทนความต้องการนำเข้าจากตลาดหลักที่เริ่มมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว
จากการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจให้มีความโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพื่อลดอุปสรรคและข้อกีดกันทางการค้า ผู้ประกอบการควรพยายามขยายการส่งออกทูน่ากระป๋องไปยังตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพการเติบโตสูง อาทิ ตลาดกลุ่ม Emerging markets หรือตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่มีความน่าสนใจและมีศักยภาพการเติบโตสูงต่อเนื่องในอนาคต สะท้อนได้จากอัตราการเติบโตของมูลค่าการส่งออกที่อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตในตลาดส่งออกดั้งเดิมอย่างสหรัฐฯ

บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจให้มีความโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อลดอุปสรรคและข้อกีดกันทางการค้าการให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและปฏิบัติต่อแรงงาน
การให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและปฏิบัติต่อแรงงานในอุตสาหกรรมประมงอย่างถูกต้องและเป็นธรรม รวมทั้งคำนึงถึงการทำประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable fishing) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจะต้องปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อลดการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี โดยอาจพิจารณานำเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ อาทิ Blockchain มาใช้ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้โปร่งใสมากขึ้น
วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและการปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ผู้ประกอบการต้องหันมาให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งใช้นวัตกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จาก By-products เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม เช่น น้ำมันปลา, Oil-based products หรือการสกัดโปรตีนหรือวิตามินจากปลาทูน่า เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันในตลาดมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากกระแสความนิยม Alternative proteins และ Plant-based products ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน
ที่มา : รายงาน Industry outlook 2024-2027 Seafood (Tuna) ที่จัดทำโดย SCBEIC












