กรณี “ไอกรน” ระบาด อีกครั้งกับบทพิสูจน์ความพร้อม “ระบบเรียนออนไลน์” ของไทย

“โรคไอกรน” หรือ Pertussis ที่กำลังระบาดอยู่ขณะนี้ เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีน หรือมีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะอันตรายมากหากเกิดในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี ยิ่งเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือนอาจทำให้เสียชีวิตได้ อีกกลุ่มหนึ่ง คือผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนแอ และมีโรคประจำตัว
อย่างไรก็ดี “ไอกรน” ในเด็กโต และวัยรุ่น จนถึงผู้ใหญ่ อาการจะไม่รุนแรงเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป
“ไอกรน” เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella Pertussis เป็น “โรคโบราณ” ที่มีบ้านเรามีวัคซีนการป้องกันมาร่วม 50 ปี
“ไอกรน” คือโรคทางเดินหายใจ มีอาการไอเรื้อรัง ไอเป็นชุด หายใจมีเสียงวู้ป จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Whooping Cough
อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังพบเด็กติดเชื้อ “ไอกรน” ส่งผลให้สถานศึกษาบางแห่งประกาศปิดเรียนเป็นเวลานานอย่างน้อยครึ่งเดือน
กลับยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้แก่สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อมวลชน และประชาชน ได้หันกลับมาค้นหาข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้เกี่ยวกับ “ไอกรน” กันอีกครั้ง
พร้อมมาตรการเฝ้าระวังจากภาครัฐที่เข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงหน่วยงานที่กำกับดูแลการศึกษาของชาติ

แต่อันที่จริงแล้ว เนื่องจาก “ไอกรน” มีความรุนแรงน้อยในเด็กโต อาจจะน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง COVID-19 เพราะ “ไอกรน” มีลักษณะคล้ายไข้หวัดทั่วไปที่มีอาการไอร่วมด้วย
ที่สำคัญก็คือ “ไอกรน” สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน การปิดโรงเรียนเป็นการป้องกันที่ปลายเหตุ เพราะเมื่อเปิดเรียนกลับมา ก็จะพบเหตุการณ์แบบเดิมอีก
ดังนั้น หากตรวจพบ “ไอกรน” ก็เพียงรักษาไปตามอาการ อาจจะใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยารักษาตามอาการทั่วไป แต่ต้องเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดในโรงเรียน
โดยให้ผู้ป่วยหยุดเรียน และกำชับให้มีการใส่หน้ากากอนามัย โดยเพื่อนร่วมชั้น และเพื่อนร่วมโรงเรียน ควรได้รับ “วัคซีนไอกรน” หรือให้พร้อมกันทั้ง “คอตีบ” “ไอกรน” “บาดทะยัก”
วัคซีนดังกล่าว นอกจากป้องกันโรคได้แล้ว ยังสามารถป้องกันการเกาะติดของ “เชื้อไอกรน” ที่หลอดลม และทางเดินหายใจส่วนต้นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
กล่าวโดยสรุปก็คือ โอกาสตรวจพบ “เชื้อไอกรน” อาจมีมากก็จริง ทว่า การก่อโรคไม่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กโต หรือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เชื้อไอกรน” อยู่ในประเทศไทยมาตลอด
เพราะวัคซีนที่ฉีดครั้งสุดท้ายก็ตอนอายุ 6 ขวบ อีกทั้งเราเพิ่งนำวัคซีนไอกรนมาฉีดในเด็กโต หรือผู้ใหญ่ แค่ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้น
อย่างไรก็ดี เมื่อเด็กได้รับวัคซีน ภูมิต้านทานจะขึ้นได้ดี และหลัง 7 วันโรคก็จะสงบ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดโรงเรียนแต่อย่างใด
จากข่าวคราวของ “ไอกรน” ทำให้นึกถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ในขณะนั้น ระบบการศึกษาไทยไม่มีความพร้อมรับมือกับ COVID-19 เลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การเรียนออนไลน์” คือปัญหาที่แท้จริง หรือ “ขยะใต้พรม” ในยุค Thailand 4.0
ที่ถ้าไม่มี COVID-19 เราคงไม่รู้ว่ารัฐ “ไม่มีความพร้อมอะไรเลย” ในการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหา “ความเข้าใจ” Concept “การเรียนออนไลน์” ที่ต้องเรียกว่า Misconception หรือ “เข้าใจคลาดเคลื่อน”
เพราะ “การเรียนออนไลน์” ไม่ใช่ให้เด็กนั่งดู DLTV เพราะอันนี้คือ Distance Learning หรือ “การเรียนทางไกล” ที่ มสธ. และ ม.รามฯ ทำมาหลายสิบปีแล้ว
อธิบายง่ายๆ ก็คือ “การเรียนออนไลน์” หมายถึง การเรียนการสอนที่ใช้สื่อ Electronics ผ่านระบบ Internet ซึ่งผู้เรียนและผู้สอนใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลมากมายที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างไร้ขอบเขตจำกัด ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมหรือแบบฝึกปฏิบัติต่างๆ แบบออนไลน์ได้ทั้งหมด
สรุปง่ายๆ ก็คือ “การเรียนออนไลน์” หมายถึง “การจัดการศึกษา ที่ผู้เรียนและผู้สอนใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน”
ที่รัฐต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน “การเรียนออนไลน์” ให้ครอบคลุม และรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคอุบัติใหม่ และโรคเก่าที่กลับมาระบาดใหม่
โดยต้องปรับกระบวนทัศน์ และต้องเตรียมการรับมือโรคระบาดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไอกรน” ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยใช้ COVID-19 เป็น Model
แต่ถึงวันนี้ เรายังไม่เห็นภาพ “ความพร้อม” ของรัฐแต่อย่างใด และเชื่อได้ว่า หากมีโรคระบาดใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกในอนาคต ทำให้เราไม่แน่ใจใน “ความพร้อม” ของรัฐเกี่ยวกับ “การเรียนออนไลน์” เหมือนเดิมครับ