โลกสะเทือน! “รัสเซีย” จับมือ “เกาหลีเหนือ” เปิดเกมท้าทายมหาอำนาจตะวันตก

การพบปะระหว่าง อังเดรย์ เบลูซอฟ รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย และ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ถูกมองจากมหาอำนาจตะวันตกว่าเป็น “ภัยคุกคามโลก” การจับมือเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารนี้ไม่เพียงเปิดฉากบทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ แต่ยังสร้างความวิตกกังวลให้กับ ”ศัตรู” อย่างเด่นชัด


อังเดรย์ เบลูซอฟ รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย เข้าพบปะ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และตกลงที่จะเพิ่มความร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศ ที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปตีตราว่าเป็นภัยคุกคามและต้องการปล่อยให้อยู่โดดเดี่ยว ตามที่ KCNA สื่อของรัฐบาลกลางเกาหลีเหนือรายงานเมื่อวันเสาร์ (30 พฤศจิกายน 2567)
อังเดรย์ เบลูซอฟ รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย เข้าพบปะ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ
ก่อนหน้านี้ไม่กี้วัน สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้กล่าวหาเกาหลีเหนือว่าได้ส่งทหารมากกว่า 10,000 นายไปช่วยรัสเซียต่อสู้กับยูเครน โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าคิม จอง อึน กระตือรือร้นที่จะได้รับเทคโนโลยีขั้นสูงและประสบการณ์การรบให้กับกองกำลังทหารของเขาเป็นการตอบแทน
คิม จอง อึน ได้ออกมาตำหนิการตัดสินใจล่าสุดของมหาอำนาจตะวันตกที่อนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธที่มาจากพวกเขาในการโจมตีรัสเซีย โดยเขามองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแทรกแซงทางทหารอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างยูเครนและรัสเซีย เขากล่าวว่า การที่มหาอำนาจเหล่านี้สนับสนุนการโจมตีรัสเซียด้วยอาวุธของตนถือเป็นการเข้ามามีบทบาทโดยตรงในสงครามครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การตัดสินใจดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
“เป็นการใช้สิทธิในการป้องกันตนเองของรัสเซียในการดำเนินการอย่างเด็ดเดี่ยวเพื่อให้กองกำลังศัตรูต้องจ่ายราคา” คำพูดของคิมถูกอ้างคำพูดของเขา
วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และคิม จอง อึน ลงนามสนธิสัญญาความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองประเทศต้องให้ความช่วยเหลือทางทหาร “โดยไม่ชักช้า” ในกรณีที่อีกฝ่ายถูกโจมตี และร่วมกันคัดค้านการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก
สำนักข่าว KCNA รายงานอีกว่า การเยือนของเบลูซอฟ “จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศของทั้งสองประเทศและ … ส่งเสริมความร่วมมือฉันท์มิตรและการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพทั้งสอง”

อังเดรย์ เบลูซอฟ กล่าวในแถลงการณ์ว่า รู้สึกขอบคุณความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ และชื่นชม “นโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระโดยสิ้นเชิง” ของเกาหลีเหนือ
การส่งทหารไปเกาหลีเหนือถือเป็นการวางตำแหน่งตนเองภายในเศรษฐกิจสงครามของรัสเซียในฐานะผู้จัดหาอาวุธ การสนับสนุนทางทหาร และแรงงาน ซึ่งอาจแซงหน้าพันธมิตร เพื่อนบ้าน และคู่ค้าหลักอย่างจีนด้วยซ้ำไป
ไม่เพียงเท่านี้ รัสเซียยังเสนอการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มหาศาล ทั้งน้ำมันและก๊าซอีกด้วย
ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกลาโหมของรัสเซีย เขาเชี่ยวชาญในด้าน “กลยุทธ์ระยะยาวสำหรับการจัดหาอาวุธและเสบียงทางทหาร หลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร และกำกับดูแลการฟื้นฟูหลังสงคราม” ฮอง มิน นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันรวมชาติเกาหลีกล่าวกับเอเอฟพี
รัสเซียและเกาหลีเหนือ ซึ่งต่างเผชิญกับการคว่ำบาตรจากสหประชาชาติหลายฉบับ ทั้งในกรณีโครงการอาวุธนิวเคลียร์และความขัดแย้งในยูเครน ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางทหารตั้งแต่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครนเมื่อกุมภาพันธ์ 2565
ความร่วมมือดังกล่าวของรัสเซียและเกาหลีเหนือชัดเจนมากยิ่งขึ้น นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รับชัยชนะเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลของโจ ไบเดนก็เพิ่มการสนับสนุนยูเครนมากขึ้น โดยถ่ายโอนอาวุธมากขึ้นและให้ยูเครนได้รับอนุญาตให้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลมายังดินแดนของรัสเซีย

คิม จอง อึน กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่ารัฐบาล กองทัพ และประชาชนของเขาจะสนับสนุนนโยบายของสหพันธรัฐรัสเซียในการปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนอย่างแน่นอน
โดยเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2567 เกาหลีเหนือได้ให้สัตยาบันข้อตกลงสำคัญเกี่ยวกับการป้องกันประเทศกับรัสเซียแล้ว หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาในมอสโกลงมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบกับข้อตกลงดังกล่าว ก่อนที่วลาดิมีร์ ปูติน จะลงนามในภายหลัง
ด้านเกาหลีใต้และยูเครนถึงกับทนไม่ไหว ออกมากล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่าจะกระชับความร่วมมือด้านความปลอดภัยเพื่อตอบสนองต่อ “ภัยคุกคาม” ที่เกิดจากการส่งกองทหารเกาหลีเหนือไปยังรัสเซีย แต่ไม่มีการกล่าวถึงการขนส่งอาวุธที่อาจเกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ ยุน ซอก ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า เกาหลีใต้ “ไม่ตัดความเป็นไปได้ในการมอบอาวุธ” ให้กับยูเครน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อนโยบายระยะยาวที่ห้ามการขายอาวุธให้กับประเทศที่ยังอยู่ในภาวะขัดแย้ง
เมื่อพิจารณาภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือได้พัฒนาไปอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความร่วมมือทางทหาร และผลประโยชน์ร่วมกัน

ความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ: รากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง

หากย้อนกลับไปพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของโลก เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 2488 สหภาพโซเวียตในเวลานั้นมีบทบาทสำคัญที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในฐานะผู้มีส่วนในการก่อตั้งเกาหลีเหนือให้กลายเป็นรัฐเอกราช โดยแยกออกจากเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา  
ในช่วงสงครามเย็น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้แน่นแฟ้นเป็นพิเศษ โดยสหภาพโซเวียตไม่เพียงให้การสนับสนุนทางการทหารแก่เกาหลีเหนือ แต่ยังช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งในเวลานั้นเป็นพันธมิตรที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออก  

ยุคแห่งการสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข

ในช่วงทศวรรษ 1950 (พ.ศ.2493-2502) และ 1960 (พ.ศ. 2503–2512) สหภาพโซเวียตกลายเป็นเสาหลักที่คอยหนุนหลังเกาหลีเหนือ ทั้งด้านการฝึกอบรมกองกำลัง การจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ และการส่งต่อองค์ความรู้ทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงงานไฟฟ้าและระบบขนส่ง เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ  
ความใกล้ชิดนี้ยังสะท้อนผ่านการที่ผู้นำโซเวียตในขณะนั้น เช่น โจเซฟ สตาลิน และผู้นำเกาหลีเหนืออย่างคิม อิล ซอง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างแนวร่วมต่อต้านฝ่ายตะวันตก ส่งผลให้เกาหลีเหนือได้รับการปกป้องทางการเมืองในเวทีนานาชาติ  
ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในช่วงหลังสงครามเย็นอย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงไปหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 2534 เมื่อรัสเซียที่ถือกำเนิดใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและการปรับตัวในเวทีโลก ความช่วยเหลือที่เคยหลั่งไหลสู่เกาหลีเหนือจึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกาหลีเหนือต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น หรือหันไปหาพันธมิตรรายอื่น เช่น จีน  
วลาดิมีร์ ปูติน
วลาดิมีร์ ปูติน
อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาที่วลาดิมีร์ ปูติน เรืองอำนาจ ได้มองเห็นโอกาสในการใช้เกาหลีเหนือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์รักษาสมดุลอิทธิพลในเอเชียตะวันออกโดยเฉพาะการถ่วงดุลอำนาจของจีนและสหรัฐอเมริกา หนึ่งในความพยายามที่เด่นชัดคือการเยือนกรุงเปียงยางของเขาในปี 2543 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำรัสเซียเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการตั้งแต่ยุคสงครามเย็น การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของการคืนความสัมพันธ์ แต่ยังนำไปสู่การเจรจาในประเด็นสำคัญ เช่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
แม้ว่ารัสเซียจะพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ แต่ลักษณะของความสัมพันธ์ยังคงซับซ้อนและเปราะบาง โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของจีนในฐานะพันธมิตรหลักของเกาหลีเหนือ ความกดดันจากนโยบายของสหรัฐอเมริกา รวมถึงสถานการณ์ภายในของทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ความขัดแย้งในยูเครนเริ่มขึ้นในปี 2565 ความสัมพันธ์นี้ก็ได้ทวีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
แม้ในปัจจุบัน รัสเซียและเกาหลีเหนือจะยังคงรักษาความสัมพันธ์ในระดับที่เรียกว่า “พันธมิตรยุทธศาสตร์” แต่ลักษณะความสัมพันธ์ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากยุคสงครามเย็น โดยเน้นความร่วมมือในเชิงผลประโยชน์และการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองมากกว่าการพึ่งพากันในทุกมิติ
ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือในมิติทางประวัติศาสตร์นี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนและความซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศที่ถูกกำหนดด้วยผลประโยชน์ร่วมและการปรับตัวตามยุคสมัย ทั้งสองประเทศต่างใช้ประวัติศาสตร์ร่วมกันเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองในเวทีโลก แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่บทบาทของรัสเซียในฐานะพันธมิตรสำคัญของเกาหลีเหนือยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองในยุคที่สมดุลแห่งอำนาจระหว่างประเทศยังคงขยับปรับเปลี่ยนไม่หยุดนิ่ง

ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์: การจับมือที่ทำให้โลกต้องจับตา

การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือในยุคปัจจุบันเป็นประเด็นที่ทั่วโลกไม่อาจมองข้าม ความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้นนี้สร้างความหวั่นเกรงแก่ฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่จีนเอง การที่เกาหลีเหนือได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจอย่างรัสเซียอาจทำให้เมีความมั่นใจมากขึ้นในการเผชิญหน้ากับเกาหลีใต้ และอาจเพิ่มความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีที่มีความละเอียดอ่อนอยู่แล้ว  
สหรัฐอเมริกาในฐานะพันธมิตรสำคัญของเกาหลีใต้มีความกังวลว่า ความร่วมมือที่แนบแน่นระหว่างสองประเทศนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของเกาหลีเหนือ ทั้งในด้านอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค และท้าทายบทบาทของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลก  

“จีน” พันธมิตรเก่ากับความท้าทายใหม่

แม้จีนจะเป็นพันธมิตรที่ยาวนานที่สุดของเกาหลีเหนือ แต่การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือทำให้จีนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน แม้โดยทั่วไปจีนจะสนับสนุนเกาหลีเหนือเพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคและป้องกันการแทรกแซงของสหรัฐอเมริกา แต่จีนอาจรู้สึกกังวลหากเกาหลีเหนือได้รับการเสริมกำลังทหารจากรัสเซียจนทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคทวีความตึงเครียด  
ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนืออาจบีบให้จีนต้องปรับสมดุลในเชิงนโยบาย โดยอาจต้องทบทวนบทบาทของตนในฐานะ “ตัวกลาง” ระหว่างเกาหลีเหนือและประชาคมโลก เพื่อป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์นี้สร้างผลกระทบที่เกินการควบคุม  

มิติทางเศรษฐกิจ: การพึ่งพาที่ซับซ้อนของสองประเทศ

ทั้งรัสเซียและเกาหลีเหนือต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจที่ท้าทายอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติที่บีบให้เศรษฐกิจภายในประเทศถดถอยลง ขณะที่รัสเซียเองก็ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตกอันเป็นผลจากปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน  
ในบริบทนี้ ความร่วมมือระหว่างสองประเทศจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เกาหลีเหนือซึ่งมีทรัพยากรแรงงานราคาถูกและมีอาวุธที่พัฒนาในประเทศ อาจใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องต่อรองเพื่อแลกกับเทคโนโลยีทางทหารหรือความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากรัสเซีย ในทางกลับกัน รัสเซียอาจมองเกาหลีเหนือเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและสร้างพันธมิตรใหม่ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนขั้วอำนาจ  
ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนของสองประเทศในการเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติ ความสัมพันธ์นี้มีนัยสำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์ในคาบสมุทรเกาหลี และอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่การแบ่งขั้วครั้งใหม่ และตะวันตกพยายามโดดเดี่ยวสองประเทศนี้ ความร่วมมือระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือกลับสะท้อนถึงการพยายามท้าทายอำนาจที่ครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตก และแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างอิทธิพลและความเข้มแข็งร่วมกัน เราจึงต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของพันธมิตรทั้งสองประเทศนี้อย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตประชาคมโลกโดยรวม

ที่มา :