สัญญา (โลกร้อน) พลาสติก

“…ดอกไม้พลาสติก ถึงสวยก็ทำด้วยพลาสติก…ของแท้ดูกี่ครั้งก็ดูดีนะ ของแท้มีชีวิตชีวาดีนะ ของแท้แม้ไม่สวยก็ดูดี แต่ดอกไม้พลาสติก ถึงสวยก็ทำด้วยพลาสติก จึงเป็นเพียงสิ่งปลอมๆ…” ท่อนร้องติดหูในเพลง “ดอกไม้พลาสติก” พูดถึงการมองคน หรือมองอะไรก็ตาม อย่ามองแค่เปลือก

คิดถึงเพลงนี้ เมื่อเห็นข่าวการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองปูซานของเกาหลีใต้ เพื่อจัดทำ สนธิสัญญาสหประชาชาติฉบับแรกว่าด้วยการลดใช้พลาสติก เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะเป็นการเจรจานัดสุดท้ายก่อนลงนาม แต่ปรากฏว่าไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ เนื่องจากความเห็นที่ยังไม่ตรงกัน อาทิ ข้อเสนอจากกลุ่มประเทศที่ต้องการให้ระบุเวลาชัดเจน เกี่ยวกับเงื่อนไขและแนวทางในการลดการผลิตพลาสติก ขณะที่กลุ่มชาติผู้ผลิตปิโตรเคมีและน้ำมันสนับสนุนมาตรการจัดการขยะพลาสติก แต่ไม่เห็นด้วยกับการลดการผลิตพลาสติก ทำให้การเจรจายังไม่มีความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ จนต้องเลื่อนการลงมติจัดทำสนธิสัญญาระดับโลกที่มีผลผูกพันทางกฎหมายออกไปก่อน

ถุงพลาสติก

เฉกเช่นเดียวกับการประชุม รัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC COP) ครั้งที่ 29 หรือ COP29 ณ กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 11 -22 พฤศจิกายน 2024 ที่ไม่มีอะไรคืบหน้า โดยเฉพาะการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการเงินสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ที่เรียกว่า “เป้าหมายเชิงปริมาณที่เกี่ยวกับการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกันใหม่” หรือ NCQG ซึ่งการเจรจาต่างๆ ส่วนใหญ่ประสบอุปสรรค แม้กลุ่มประเทศพัฒนาจะยอมเพิ่มเงินสมทบจาก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ที่สมทบมาตั้งแต่ปี 2009 และจะสิ้นสุดภายในปีนี้ เป็น 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมทั้งให้สัญญาว่าจะระดมเงินเพิ่มอีก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จนถึงปี 2035

อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มเงินสมทบจำนวน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพราะถือว่าน้อยกว่าความต้องการอย่างมาก ขณะที่คำสัญญาจะเพิ่มเงินสมทบอีก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเพียงอนาคตที่ไม่แน่นอน ถึงขนาดบางประเทศระงับการเจรจา เพื่อคัดค้านจำนวนเงินสมทบที่น้อย และการเจรจาที่ขาดความจริงใจของประเทศพัฒนา
มองย้อนหลังกลับไปในการประชุม COP28 ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2023 มีรัฐบาลกว่า 200 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ซึ่งมุ่งประเด็นไปที่การหารือเกี่ยวกับมาตรการรักษาไม่ให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยเรียกร้องข้อตกลงให้ทุกประเทศลดการใช้ “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญที่สร้างผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน

การประชุมเน้นย้ำถึงเป้าหมายการรักษาระดับไม่ให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และตระหนักว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 43 ภายในปี 2573 และร้อยละ 60 ภายในปี 2578 เรียกร้องให้เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเป็น 3 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็น 2 เท่า ภายในปี 2573
อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อเรียกร้องให้ลดการใช้พลังงานฟอสซิล แต่ขณะเดียวกัน โลกยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณ 80% เช่น น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน ทำให้การประชุมกลายเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นตัวการหลัก ในการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน การจะบรรลุเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกคือต้องเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
แต่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันออกโรงคัดค้าน เพราะต้องพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยระบุว่าการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาจเป็นข้อตกลงที่สุดขั้วเกินไป ทำให้การลงนามในร่างสุดท้าย ไม่มีการระบุถึงแผนลดการใช้พลังงานฟอสซิลแต่อย่างใด 

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่โลกกำลังจับตามองคือ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศว่าปัญหาโลกร้อน รวมถึงวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องหลอกลวง พร้อมยืนยันว่าหากตนชนะการเลือกตั้ง และสามารถขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 จะนำสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส (Paris agreement) ซึ่งประเทศสมาชิกมีข้อตกลงร่วมกันว่า จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศา โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า ข้อตกลงนี้ไม่เป็นธรรมต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และสร้างภาระเกินควรต่อภาคธุรกิจ ทั้งยังระบุว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานถ่านหินภายในประเทศ
ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังถกเถียงกันอยู่ โลกยุค AI และ Generative AI ก็ใช้พลังงานมากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2570 อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จะเติบโตสูงถึง 160% การเติบโตอย่างรวดเร็วของดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลใหม่ๆ เพื่อรองรับ GenAI จะทำให้เกิดความต้องการใช้พลังงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ปริมาณพลังงานที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้เพื่อขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์ที่เพิ่มขึ้นและปรับแต่งสำหรับ AI จะทะยานไปถึง 500 เทราวัตต์ต่อชั่วโมง (TWh) ซึ่งมากกว่าปี 2566 ถึง 2.6 เท่า

ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

รายงานประจำปีเรื่องช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า โลกจะเผชิญกับภาวะโลกร้อนสูงถึง 3.1 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมภายในปี 2100 หากรัฐบาลต่างๆ ยังไม่ดำเนินการใดๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากอุณหภูมิเพิ่มถึง 3.1 องศาเซลเซียส จะทำให้โลกอยู่ในหายนะรุนแรง ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม มนุษย์จะไม่สามารถทำงานกลางแจ้งได้ อุณหภูมิระดับดังกล่าวถือว่ามากกว่าเป้าหมายในข้อตกลงปารีสถึง 2 เท่า
หากวันนั้นมาถึง ข้อตกลงต่างๆ ที่ถูกร่างขึ้น ก็ไม่ต่างกับ “สัญญาพลาสติก” ที่ดูงดงามแต่ปราศจากความจริง