มัดรวมประเด็นสำคัญจาก หลักสูตร Net Zero CEO ปั้นผู้บริหารยุคใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนธุรกิจสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

ธุรกิจจะอยู่รอดได้อย่างไรในยุคโลกเดือด? จากคำถามนี้เองที่กลายมาเป็นโจทย์ตั้งต้นให้เกิดการจัด หลักสูตร Net Zero CEO ปั้นผู้บริหารยุคใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนธุรกิจสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ โดยผู้เข้าร่วมอบรมในหลักสูตรนี้จะได้รับสาระความรู้ดีๆ จากวิทยากรระดับแถวหน้าของไทยที่ให้เกียรติมาบรรยายในหลักสูตร เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยสู่ Zero Emission

เพื่อรับรู้ถึงมุมมองสำคัญจาก 3 วิทยากร ตัวแทนจากภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาครัฐ Facebook : KBank Live ได้เผยแพร่บทความที่ช่วยสรุปประเด็นสำคัญจากทั้ง 3 วิทยากร ใน 3 หัวข้อ ที่จะช่วยให้ทุกคนได้เห็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการ Transform ธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนในยุคที่เราต้องเผชิญหน้ากับภาวะโลกเดือด

เปิดเส้นทางสู่โลกอนาคตไร้คาร์บอนด้วยเทคโนโลยี และการเสียสละเพื่อความยั่งยืน

ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการ GPSC
ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการ GPSC ฉายภาพให้ผู้เข้าอบรม หลักสูตร Net Zero CEO ฟังว่าภัยพิบัติด้านอากาศนั้นไม่เหมือนภัยพิบัติรูปแบบอื่น เพราะภัยพิบัติอื่นๆ สามารถให้ หน่วยงานเข้าไปช่วยเหลือได้ แต่อากาศนั้นทำไม่ได้ ไม่ว่าใคร หรือประเทศไหนปล่อยมลพิษทางอากาศ ก็จะส่งผลถึงประเทศเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ประเทศไทยเองจะไม่ได้ผลิตมลพิษเหล่านั้น เช่น ฝุ่นที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ลอยอยู่ในอากาศไปทั่วโลกองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยปูเส้นทางสู่อนาคต Net Zero มี 2 สิ่ง สิ่งแรกคือเทคโนโลยี และสิ่งที่สองคือ ตัวเราที่จำเป็นต้องฝืนตัวเองลดความสะดวกสบายลง โดยตอนนี้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งโลกนั้นมีเป้าหมายเดียวกันคือควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่อาจไม่ทันแล้ว ตอนนี้กำลังทำที่อุณหภูมิ 1.8 องศาเซลเซียสแทน เพราะถ้าเกิดว่าอุณหภูมิเกิน 2 องศาจะเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้
ดังนั้น ในตอนนี้ทั้งโลกทราบแล้วว่าภัยพิบัติทางอากาศไม่สามารถแก้ไขได้จากใครคนใดคนหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องให้ทุกคนทุกประเทศร่วมมือกันตั้งแต่ตอนนี้เพื่อสร้าง Zero Emission เพราะในตอนนี้โลกเรามีจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เยอะขึ้นมาก และมีท่าทีจะเพิ่ม ขึ้นเรื่อยๆ ถ้ายังไม่เริ่มจัดการ เพราะในปัจจุบันโลกเราไม่มีแหล่งดูดซับ CO2 เยอะเท่าเมื่อก่อน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ หรือปะการัง
และถ้าถามว่า องค์กรจะสามารถแก้ไข และมุ่งสู่โลกไร้คาร์บอนได้อย่างไร? ศ.ดร.สุพจน์ อธิบายเพิ่มเติมเพื่อตอบคำถามนี้ว่า

องค์กรสามารถคำนวณ Carbon Footprint for Organization (CFO) หรือปริมาณก๊าซเรือน กระจกที่องค์กรปล่อยออกมา โดยสามารถประเมินได้ 3 ระดับ
1. การคำนวณทางตรง เช่น การเผาไหม้ของเครื่องจักรขององค์กร หรือการใช้ยานพาหนะขององค์กร เป็นต้น
2. การคำนวณทางอ้อมจากการใช้พลังงานที่ซื้อมาใช้งาน เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน หรือพลังงานไอน้ำ เป็นต้น
3. การคำนวณทางอ้อมทางด้านอื่นๆ เช่น การคัดแยกขยะขององค์กร การเดินทางของพนักงานในองค์กร เป็นต้น
โดยจากทั้ง 3 ระดับนั้น ระดับที่ 1 และ 2 ยังเป็นระดับที่ทำได้ โดยเกิดจากการลงมือทำขององค์กรเอง หรือการนำพลังงานสะอาดเข้ามาใช้งานภายในองค์กร แต่ระดับที่ 3 ศ.ดร.สุพจน์ยังมองว่าเป็นเรื่องยาก เพราะต้องดูให้ครบทั้ง Process ทั้งก่อนนำเข้ามา และหลังออกจากองค์กร
นอกจากนี้ยังเสริมให้เห็นภาพความสอดคล้องกันของประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะมักเป็นกลุ่มประเทศที่มี GDP ต่อประชากรเยอะ แต่ประเทศไทยในวันนี้ไม่สามารถเดินตามรอยประเทศเหล่านั้น ผ่านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบกับโลกอย่างมาก ประเทศไทยจำเป็นต้องมุ่งสู่ Net Zero พร้อมเติบโต จำเป็นต้องปรับทัศนคติเกี่ยวกับ Net Zero ว่าเป็นสิ่งนี้คือการลงทุนไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเพราะในอนาคตเราจะได้ Return อย่างแน่นอน

และสิ่งสำคัญในการมุ่งสู่ Net Zero Emission คือเทคโนโลยี, พฤติกรรมของผู้บริโภค ทิศทาง และนโยบาย รวมไปถึง Capital Mobilization หรือการกระตุ้นภาคเอกชนให้ลงมือทำ โดยกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่จะพาประเทศไทยเข้าสู่ Net Zero คือ
1. นิวเคลียร์ รวมไปถึงเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor)
2. พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen)
3. การดักจับ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilize and Storage)
ถ้าเกิดว่าไม่มีการดักจับ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะไม่มีทางไปถึง Net Zero ได้อย่างแน่นอน
ศ.ดร.สุพจน์ ปิดท้ายว่าอีกสิ่งสำคัญคือการทำ Product Stewardship หรือการรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ ในทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงปลายทางการกำจัดผลิตภัณฑ์ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน สู่อุตสาหกรรมน้ำมันไร้คาร์บอนของ ปตท.สผ.

มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม PTTEP มาบรรยายให้ฟังว่าในอีก 10 ปีหลังจากนี้ ประเด็นที่ทั้งโลกจะกังวลกันมากที่สุดล้วนเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น
  • เหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง (Extreme Weather Events)
  • การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของระบบโลก (Critical Change to Earth Systems)
  • การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการล่มสลายของระบบนิเวศ (Biodiversity Loss & Ecosystem Collapse)
  • การขาดแคลนทรัพยากรทางธรรมชาติ (Natural resource shortage)
ส่วนในธุรกิจพลังงาน มี Energy Trilemma หรือความท้าทายในการบริหารจัดการพลังงาน โดยมี 3 ปัจจัยหลัก
1. Energy Security หรือความมั่นคงทางพลังงาน
2. Energy Affordability หรือการสามารถในการเข้าถึงพลังงาน
3. Energy Sustainability หรือความยั่งยืนทางพลังงาน
ซึ่งในปัจจุบันการหาสมดุลตรงกลางระหว่าง 3 ปัจจัยนี้ยังเป็นไปได้ยาก เพราะพลังงานที่เข้าถึงได้ และมั่นคงอย่างน้ำมัน (Oil), ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) และก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas) ยังไม่ยั่งยืน ในขณะเดียวกันพลังงานทดแทน (Renewables) ที่ยั่งยืนก็ยังไม่มั่นคง

โดยแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับกับจัดการด้านพลังงานให้ยั่งยืน เข้าถึงได้ และมั่นคง
1. ทุกแหล่งพลังงานนั้นจำเป็น โดยมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของพลังงานที่มั่นคง และเข้าถึงได้อย่างน้ำมัน และก๊าซควบคู่ไปกับพลังงานทดแทนอย่างแสงอาทิตย์ และลม
2. ก๊าซที่สะอาดขึ้น และใช้งานได้นานมากขึ้น ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ เพื่อให้ก๊าซสะอาดจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีการดักจับ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture & Storage)
3. การเปลี่ยนแปลงสู่พลังงงานคาร์บอนต่ำจะขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาค
มีรายงานจาก IHS ภายในปี 2050 พลังงานทดแทน (Renewables) เติบโตมากขึ้น ในขณะที่พลังงาน จากถ่านหิน (Coal) และน้ำมัน (Oil) จะลดลง ส่วนก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) จะยังคงมีจำนวนเท่าเดิม โดยคุณมนตรีกล่าวว่าแก๊สธรรมชาติที่สะอาดขึ้นคือพลังงานแห่งอนาคต โดยในตอนนี้ปตท.สผ.เองก็หันมา สนใจก๊าซธรรมชาติมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็อยากเริ่มลดการพึ่งพาน้ำมัน เนื่องจากความท้าทาย ในการผลิตน้ำมันให้สะอาด
ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ปตท.สผ. มีพันธกิจในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ให้กับประเทศไทย และในปัจจุบันกำลังมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonization) เพื่อลดจำนวน Carbon Footprint ขององค์กรให้เหลือน้อยที่สุด ผ่านการ
1. การดักจับ และกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบของเหลวไว้ในชั้นหินใต้ดิน (Carbon Capture and Storage) พร้อมทั้งยังหยุดการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในกระบวนการผลิต (Zero Flaring)
2. การเพิ่มจำนวนพลังงานทดแทนในการดำเนินงานขององค์กร (Maximize Renewable in Operations)
3. การป้องกันการรั่วไหล และการตรวจจับก๊าซเรือนกระจก (Leakage Prevention & Greenhouse Gas emission detection)

พลังงานหมุนเวียนอัจฉริยะ

คุณมนตรีมีมุมมองว่าประเทศไทยต้องปลูกป่ามากกว่าครึ่งประเทศเพื่อลดจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งต้นทุนการดูแลป่าไม้ให้สมบูรณ์เพื่อดูดซับนั้นอาจจะมีราคาที่สูงกว่าการทำ Carbon Capture & Storage (CCS) อีก พร้อมทั้งเสริมว่าถ้าประเทศไทยไม่ทำ CCS จะไม่มีทางไปถึง Carbon Neitrality ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065
และในส่วนของ ปตท.สผ. ได้นำร่องโครงการที่สนับสนุน การเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานสะอาด และการลดปริมาณ Carbon Foorprint ของอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศไทย ได้แก่ โครงการอาทิตย์ Arthit CCS Project มีเป้าหมายในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน ผลิตก๊าซนอกชายฝั่ง ก่อนที่จะถูกส่งไปจัดเก็บถาวรไว้ในชั้นหินใต้ดิน
นอกจากนั้น โครงการ Eastern Hub CCS Project ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ ปตท. สผ. ดำเนินการเพื่อตอบสนอง เป้าหมายในการลดจำนวนคาร์บอนในพื้นที่ตะวันออก และกลุ่มอุตสาหกรรม ผ่านศักยภาพในการเก็บกักคาร์บอนในพื้นที่ทางตอนเหนือของอ่าวไทย

พาประเทศไทยฝ่าวิกฤตโลกเดือดด้วย พรบ. Climate Change

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม ที่ให้เกียรติมาบรรยายให้ผู้เข้าร่วมหลักสูตร Net Zero CEO ฟังว่า จากการประชุม COP28 ณ เมืองดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่ามีโอกาส 80% ที่ในอีก 5 ปีข้างหน้าอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งโลกจะเพิ่มขึ้น 1.5 องศา และจะเป็นปีที่ร้อนที่สุด และพื้นที่ในแถบขั้วโลกจะร้อนขึ้น 3 เท่า น้ำแข็งจะละลายเยอะมากขึ้น พร้อมทั้งภัยพิบัติธรรมชาติทั้งหลายจะมีโอกาสเกิดถี่ขึ้น และมีความรุนแรงสูงขึ้นมากกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น พายุเฮอร์ริเคน Milton ที่รัฐฟลอริดาใช้เวลาเพียง 12 ชั่วโมงในการก่อตัวจากระดับ 1 สู่ระดับ 5
ด้วยความตั้งใจของหลายประเทศทั่วโลกที่อยากแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นทางเลยเกิดเป็นข้อ ตกลงระหว่างประเทศอย่าง Paris Agreement ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มุ่งเน้นให้ประเทศภาคีสมาชิกรักษาการเพิ่มขึ้น ของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ น้อยลงไปจนต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสถ้าหากกระทำได้ ซึ่งข้อตกลงนี้มีการกำหนด Ambition Cycle ที่จะเกิดในทุก 5 ปี ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนหลัก
1. Global Stocktake ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนสำรวจ ประเมินความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ตามเป้าหมายของ Paris Agreement มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากทุกประเทศเพื่อให้ได้มุมมอง ภาพรวมในระดับโลก
2. NDCs (Nationally Determined Contributions) และ NAP (National Adaptation Plans) ประเทศสมาชิกนำผลจาก GST มาใช้ในการปรับปรุงและตั้งเป้าหมายใหม่ใน NDCs เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ NAP จะเกี่ยวข้อง กับแผนการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3. National Implementation of Mitigation & Adaptation หลังจากมีการวางแผน NDSs และ NAP แล้ว แต่ละประเทศต้องดำเนินการตามแผนที่ได้กำหนดไว้ซึ่งต้องมีการติดตาม และประเมินผลอยู่เสมอ
4. ETF (Enhanced Transparency Framework) แต่ละประเทศจะต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการใน NDCs และ NAP

Thailand Net Zero Commitment

หลังจากสิ้นสุดขั้นตอน ETF การประเมิน Global Stocktake จะกลับมาอีกครั้งในอีก 5 ปีเพื่อใช้ข้อมูล ใน Ambition Cycle ครั้งนี้มาปรับปรุง และยกระดับแผนในการจัดการสภาพภูมิอากาศใน Ambion Cycle ครั้งต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ส่วนเส้นทางสู่การลดคาร์บอนของประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายสำคัญในแต่ละช่วงปีเพื่อให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและก้าวสู่ Net Zero ได้ดังนี้
  • ปี 2025 ประเทศไทยตั้งใจที่จะทำให้การปล่อยคาร์บอนถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 388 MtCO2eq และหลังจากนี้การปล่อยก๊าซจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ปี 2030 ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30-40%
  • ปี 2050 ประเทศไทยวางแผนจะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality หรือสมดุลการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์
  • ปี 2065 ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission)
ต่อมา ดร.พิรุณกล่าวถึงการบังคับใช้กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับในประเทศต่างๆ ว่าทั่วโลกตอนนี้มี 73 กลไกลราคาคาร์บอนที่ใช้บังคับเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
กลไกเหล่านี้ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกประมาณ 20% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ซึ่งมี 2 กลไกหลักที่ได้รับความนิยมในการใช้บังคับคือ
1. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System) ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือที่เรียกว่า Cap and Trade
2. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นการกำหนดอัตราภาษีที่ธุรกิจ หรืออุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซเกินกว่าที่กำหนดจะต้องจ่ายภาษีตามอัตราที่รัฐกำหนด
CBAM ผู้ประกอบการไทย
สหภาพยุโรป (EU) กำหนดมาตรการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแก่ ประเทศคู่ค้านอกสหภาพยุโรปผ่านการใช้ ‘มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน’ (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ CBAM ที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากประเทศที่นำเข้าสินค้า ที่มีการปล่อยคาร์บอน
นอกจากสหภาพยุโรปแล้วนั้น ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาก็ออกนโยบาย CCA หรือ US-CBAM และอังกฤษที่ออกนโยบาย UK-CBAM มาด้วยเช่นกัน
ส่วน ร่าง พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทย และปรับตัวให้พร้อมกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนในระดับสากล โดยจะแบ่งออกเป็น 14 หมวด โดย ดร.พิรุณได้ปิดท้ายกับประเด็นสำคัญที่อาจจะเกิดขึ้นในการประชุม COP29 ที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจานที่จะครอบคลุมในเรื่อง Global Stocktake, Technology, Loss and Damange, Adaptation และ Climate Finance ซึ่งการประชุมรอบนี้ถูกเรียกว่า Financial COP เพราะจะเน้นเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่อาจได้รับเงินสนับสนุนจากประเทศที่พัฒนาแล้วถึง 1.1-1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ไม่ตกเทรนด์ด้านความยั่งยืนทั้งในประเทศและระดับโลก

สัญญา (โลกร้อน) พลาสติก

พลังงานทดแทนจากขยะ แนวโน้มการเติบโตดี แต่อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว

“COP29” ทางแยกระหว่างความจริงใจในการต่อสู้โลกร้อนกับผลประโยชน์การเมือง

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.340
Next articleการศึกษา 4.0 “AI” กับ “Mindset” อะไรสำคัญกว่า
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์