ภูเก็ตเป็น เมืองท่องเที่ยวไทย ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าในอีกหลายจังหวัดใหญ่ของไทย โดยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเยี่ยมเยือน ซึ่งรายได้ของภูเก็ตขยายตัวสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 และดีกว่าภาพรวมทั้งประเทศ โดยเป็นผลจากกำลังการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับเพิ่มขึ้นมากแม้จำนวนนักท่องเที่ยวยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว อีกทั้ง เศรษฐกิจภูเก็ตยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่องในปี 2568 จึงทำให้ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าก็ว่าได้
การท่องเที่ยวของภูเก็ตยังถูกคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปี 2567 จะสร้างรายได้เติบโตไปสู่กว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็น “New high” ต่อเนื่องจากปี 2566 จากการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวราว 34,336 บาท/คน มากที่สุดในประเทศไทย สวนทางภาพรวมการท่องเที่ยวทั้งประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวหลังโควิด-19
ปัจจุบันภูเก็ตมีสายการบินตรงจากจีน สิงคโปร์ และตะวันออกกลางมากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวบนเกาะมีความหลากหลาย จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวสัญชาติใหม่ๆ เช่น อินเดีย คาซัคสถาน ซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล และ UAE ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเสริมรายได้ในช่วง Low season ส่งผลให้เศรษฐกิจจังหวัดภูเก็ตขยายตัวค่อนข้างสูง ท่ามกลางรายได้ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและห้องพักทำเงิน 4.52 หมื่นล้านบาทในช่วงปีที่ผ่านมา

บทความวิเคราะห์จาก SCB EIC เรื่อง “ภูเก็ต : ยืนหนึ่งเรื่องท่องเที่ยว พร้อมจริงจังเรื่องยั่งยืน” ระบุชัดเจนว่าการท่องเที่ยวภูเก็ตเปลี่ยนแปลงชัดเจนหลังโควิด-19 ทั้งเทรนด์ท่องเที่ยวและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย
1. ภูเก็ตกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาต่อเนื่องตลอดทั้งปี ตามกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทางสัญชาติมากขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยรับนักท่องเที่ยวจีนและยุโรปเป็นหลักและส่วนใหญ่จะเดินทางเข้ามาในช่วง High season ตั้งแต่พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ของทุกปี
มาในวันนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพที่เข้ามาใหม่อย่างอินเดีย คาซัคสถาน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอิสราเอลเป็นนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางเข้ามาในช่วงกรกฎาคม-ตุลาคม ซึ่งมาเสริมรายได้ให้ภาคท่องเที่ยวภูเก็ตในช่วง Low season ได้มากขึ้น
2. ความหลากหลายของพฤติกรรมการท่องเที่ยวตามเทรนด์การท่องเที่ยวของแต่ละสัญชาติ โดยนักท่องเที่ยวเริ่มเข้าพักในย่านเมืองเก่ามากขึ้นจากเดิมที่เน้นพักผ่อนอยู่ริมหาดตลอดทั้งทริป และแต่ละพื้นที่จะมีฐานนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่แตกต่างกัน อย่างเช่น นักท่องเที่ยวอินเดียกว่า 64% จะเข้าพักในพื้นที่ป่าตองด้วยไลฟ์สไตล์ที่ชอบความบันเทิงและ Nightlife ขณะที่นักท่องเที่ยวรัสเซียและคาซัคสถานที่ส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาพำนักในไทยเป็นระยะเวลานาน มักเลือกพักในพื้นที่กะรนที่เงียบและสงบกว่า เป็นต้น
3. นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาภูเก็ตเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงมากขึ้น จากภาพรวมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากนักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม FIT ที่มีสัดส่วนมากขึ้นแทนกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ใหญ่ราคาประหยัด รวมถึงการเข้ามาของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพใหม่ที่ใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวสูงอย่างนักท่องเที่ยวรัสเซีย อิสราเอล คาซัคสถาน และตะวันออกกลาง จึงทำให้ภูเก็ตกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มไลฟ์สไตล์หรูตามกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวที่เข้ามา

และในระยะข้างหน้า ภูเก็ตกำลังมุ่งพัฒนาใน 2 ด้านหลัก คือ โครงสร้างพื้นฐานและความยั่งยืน
โดยในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ภูเก็ตมีแผนในการพัฒนาสนามบินทั้งการขยายสนามบินเดิม และการสร้างสนามบินใหม่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้ง ยังมีแผนพัฒนาระบบคมนาคมภายในจังหวัดให้มีความสะดวกและแก้ไขปัญหาการจราจร พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว
สำหรับในด้านความยั่งยืน ภูเก็ตเป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องที่อยู่ในโครงการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยธุรกิจท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญเนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตพึ่งพาภาคท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ปัจจุบันโรงแรมและที่พักในภูเก็ตที่ได้รับสัญลักษณ์ความยั่งยืนมีเพียง 4% ของโรงแรมในภูเก็ตทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ภูเก็ตยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการพัฒนาอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง การจัดการกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น การเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ทันกับการเติบโต การขาดแคลนแรงงานทักษะด้านบริการ การเพิ่มมาตรการที่เข้มงวดเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีของจังหวัดที่ค่อนข้างจำกัด ซึ่งสร้างความท้าทายต่อการวางแผนพัฒนา

นอกจากนี้ การเติบโตของภาคท่องเที่ยวภูเก็ตนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนภาคเอกชนใน เมืองท่องเที่ยวไทย โดยธุรกิจด้านการท่องเที่ยวมีแนวโน้มเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ที่เล็งเห็นโอกาสในการเติบโตเข้ามาลงทุนในพื้นที่ภูเก็ตมากขึ้น ดังนั้น การนำเสนอสินค้าและบริการที่โดดเด่น และสามารถตอบโจทย์ความหลากหลายที่เข้ามาจะสร้างความได้เปรียบในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นได้ ซึ่งรวมถึงการยกระดับสินค้าหรือบริการให้นักท่องเที่ยวรับรู้ถึงความคุ้มค่าของบริการและการใช้จ่ายแม้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจภูเก็ตยังสร้างโอกาสการเติบโตให้กับหลายธุรกิจในภูเก็ตและพื้นที่ใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาลเอกชน และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้เติบโตไปพร้อมกับภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย
ส่วนแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวภูเก็ตอย่างยั่งยืนนั้นต้องอาศัยบทบาทภาครัฐเป็นกำลังสำคัญ คือ
1. การยกระดับภาคการท่องเที่ยวสู่โซนท่องเที่ยวอันดามัน ให้ครอบคลุมพื้นที่ในหลายจังหวัดอันดามันทั้งพังงาและกระบี่ จะช่วยลดความแออัดของภูเก็ต ลดผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมทั้งกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงให้มากขึ้น
2. การวางทิศทางด้านการท่องเที่ยวที่ชัดเจน ที่จะช่วยให้ภาพรวมการพัฒนาทั้งจังหวัดเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน และยังสามารถสร้างจุดแข็งให้กับจังหวัดในการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายได้ตรงจุดมากขึ้นอีกด้วย
3. การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านคมนาคมและสาธารณูปโภคให้ครบวงจรและเชื่อมต่อพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเป็นระบบ จะช่วยรองรับการเติบโตของภาคท่องเที่ยวและการพัฒนาด้านความยั่งยืนของภูเก็ตได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ ทิศทางการพัฒนาในจังหวัดภูเก็ต ที่จะได้เห็นในอนาคต คือ
โครงการพัฒนาสนามบิน ขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศเป็น 18 ล้านคน/ปี ในปี 2572
การสร้างสนามบินอันดามัน พังงา แล้วเสร็จปี 2574
โครงการทางด่วนและโครงการรถไฟฟ้าจังหวัดภูเก็ต คาดจะเริ่มสร้างปี 2571
การพัฒนาภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวหลากหลายด้าน เช่น Sport, Medical Hub และ Gastronomy
การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพ สร้างโรงแรมให้มีจุดขายสอดคล้องแบบพรีเมียมชัดเจน เพื่ออัปเกรดราคาห้องพักให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาข้างต้นก็มีความท้าทายรออยู่เช่นกัน จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปัญหาการจัดการขยะของเมือง การขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนจากนักท่องเที่ยวด้วย
การพัฒนาเมืองในหลากหลายมิติ
ปลดล็อคชาวบ้านยะวึก จ.สุรินทร์ จากความยากจน ด้วยโมเดล ผักอินทรีย์แก้จน
5 แนวทางส่งเสริม ‘Blue Economy’ เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรชายฝั่งทะเล










