วงการหนังสือญี่ปุ่น กำลังมองหาการนำแนวคิดใหม่ๆ มาสร้างความตื่นตัวในธุรกิจร้านหนังสือ
ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคปัจจุบัน กิจการร้านหนังสือ รวมถึงห้องสมุดต่างๆ มีปัจจัยท้าทายมากมายจากโลก Digital
แนวคิดที่แปลกแหวกแนว จึงผุดขึ้นมาเป็นไอเดียมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การสร้างชุมชนคนรักการอ่าน หรือกระทั่งโครงการ BookX
โครงการ BookX
เปิดตัว BookX กลยุทธ์ฟื้นชีพร้านหนังสือญี่ปุ่น
ดังที่กล่าวไป ทุกวันนี้ ธุรกิจร้านหนังสือได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากกระแสสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Social Media หรือการเสพ Content ผ่านโทรศัพท์มือถือ
ที่ส่งผลให้คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือน้อยลงเรื่อยๆ
ร้านหนังสือในญี่ปุ่น จึงช่วยกันคิดกลยุทธ์ใหม่เพื่อรื้อฟื้นกระแสนิยมการอ่านหนังสือเล่ม หนึ่งในนั้นคือโครงการ BookX
โครงการ BookX คือการปิดชื่อหนังสือ ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่แปลกแหวกแนว
เพราะโดยปกติแล้ว ในอดีต การเลือกซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง ผู้อ่านจะตัดสินจากชื่อเรื่อง ชื่อผู้เขียน ความสวยงามและน่าดึงดูดของหน้าปก รวมไปถึงสไตล์การออกแบบ
แต่ในช่วงที่ผ่านมา ผู้อ่านไม่มีโอกาสเช่นนั้นในร้านหนังสือหลายแห่งในญี่ปุ่น

ทั้งนี้เนื่องเพราะโครงการ BookX กำหนดให้หนังสือจำนวนหนึ่งจะต้องห่อด้วยกระดาษที่ไม่เปิดเผยหน้าปก ชื่อคนเขียน รวมทั้งชื่อหนังสือ มีเพียงกระดาษที่เขียนข้อความแนะนำหนังสือเล่มนั้นเท่านั้น
หนังสือที่เข้าร่วมโครงการ BookX จะถูกห่อห่อหุ้มอย่างมิดชิด หากผู้อ่านสนใจใคร่รู้ก็ต้องซื้อไปอ่านเท่านั้น นี่คือวิธีการโปรโมทหนังสือรูปแบบใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจพอสมควร
โครงการ BookX ริเริ่มโดยพนักงานร้านหนังสือ Sawaya ที่อธิบายว่า ต้องการสร้างความอยากรู้อยากเห็นเพื่อดึงดูดผู้อ่านให้ซื้อหนังสือมากกว่าการซื้อตามหน้าปก
ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า โครงการ BookX ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง เพราะในเวลาเพียงแค่ 3 เดือน ก็สามารถสร้างยอดขายได้มากถึง 3,000 เล่มเลยทีเดียว
ซึ่งผู้อ่านในโครงการ BookX จำนวนมาก ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้โครงการ BookX จะมีแค่คำแนะนำหนังสือ แต่ก็เรียกความสนใจได้มาก และไม่เคยมีร้านหนังสือแห่งไหนใช้วิธีการแบบนี้มาก่อน
ทุกวันนี้ ร้านหนังสือในญี่ปุ่นมากกว่า 200 แห่งได้เข้าร่วมโครงการ BookX
พนักงานร้านขายหนังสือคนหนึ่งเผยว่า หนังสือหลายเล่มน่าสนใจ แต่กลับไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ ทำให้ขายไม่ออก
แต่โครงการ BookX ที่มีแค่ข้อความแนะนำที่บอกความรู้สึกเกี่ยวกับหนังสือ กลับสื่อสารกับผู้อ่านได้มากกว่า
ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ ธุรกิจหนังสือทั่วโลกกำลังซบเซา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมหนังสือและสิ่งพิมพ์ในญี่ปุ่น
ดังนั้น โครงการ BookX จึงเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะในความเป็นจริงแล้ว นักอ่านขาจร มักไม่รู้ว่าจะอ่านหนังสือเล่มไหนดี
โครงการ BookX ไม่เพียงสร้างความลึบลับเพื่อดึงดูดผู้อ่าน แต่ยังช่วยให้ผู้อ่านได้หนังสือที่อาจตรงกับความสนใจ ไม่ว่าหนังสือเล่มนั้นจะชื่ออะไร หรือหน้าปกจะเป็นเช่นไรภายใต้ห่อกระดาษนั้น
ผุด “ชุมชนคนรักการอ่าน”
อีกเเนวคิดหนึ่งซึ่งกำลังถูกพูดถึงก็คือ การเปิดพื้นที่บนชั้นโชว์หนังสือให้เช่า สำหรับผู้ที่ต้องการนำหนังสือมาขาย
วิธีการนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้คนได้จับหนังสือที่เป็นหนังสือเล่มหรือหนังสือกระดาษจริงๆ แล้ว ยังจะช่วยคนในชุมชนทราบว่าเพื่อนๆ ที่อยู่ในละเเวกนั้นอ่านหนังสือเรื่องอะไรกันบ้าง
แทนที่จะถูกจูงใจโดยคำเเนะนำของระบบอัลกอริธึมส์โดยของบรรดาคนขายหนังสือออนไลน์
“โชโก อิมามุระ” เจ้าของร้านหนังสือในเขตคานดะ จิมโบโช ในกรุงโตเกียว วัย 40 ปี บอกว่า ที่ร้านแห่งนี้ คุณจะได้พบว่า มีหนังสือที่คุณเห็นเเล้วอดสงสัยไม่ได้ว่ามีใครซื้อหนังสือแบบนี้ด้วยหรือ
นอกจากจะเป็นเจ้าของร้านหนังสือ “โชโก อิมามุระ” ยังเป็นนักเขียนเกี่ยวกับนักรบซามูไรยุคศักดินาญี่ปุ่นอีกด้วย
“โชโก อิมามุระ” กล่าวว่า “ปกติแล้ว ร้านหนังสือทั่วไปจะนำหนังสือมาขายตามสถิติความนิยม ทำให้หนังสือที่ขายไม่ได้ ไม่ได้รับความสนใจ”
“แต่ร้านเราไม่สนใจหลักการอะไรที่ว่านั้น พูดอีกแบบก็คือ ร้านเราไม่สนใจระบบทุนนิยม” โชโก อิมามุระ กล่าว และว่า
“เพราะผมต้องการสร้างร้านหนังสือเเนวใหม่”
ในความเป็นจริง ร้านหนังสือ “ฮอนมารุ” ของ “โชโก อิมามุระ” มีขนาดเพียง 570 ตารางฟุต และมีชั้นหนังสือ 364 ชั้น สำหรับขายหนังสือ แม้หนังสือหลายเล่มจะผ่านมาแล้วหลายมือ ทว่า บางเล่มก็ใหม่เอี่ยม
แนวหนังสือของร้าน “ฮอนมารุ” มีตั้งแต่ หนังสือที่ว่าด้วยการวางแผนทางธุรกิจ ไปจนถึงการ์ตูนมังงะ และศิลปะป้องกันตัว
ทั้งนี้ มีผู้เช่าจำนวนหลายร้อยรายที่ยอมจ่ายค่าพื้นที่ชั้นหนังสือตั้งแต่ 1,000- 2,000 บาทต่อเดือนขึ้นอยู่กับจำนวนชั้นหนังสือที่ตกลงกัน
ต้องยอมรับว่า ผู้เช่าหนังสือเหล่านี้มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนรักการอ่านทั่วไป บริษัทห้างร้านต่างๆ หรือบริษัทขนาดเล็กในธุรกิจหนังสือ
“คาชิวะ ซาโตะ” ผู้อำนวยการฝ่ายความคิดสร้างสรรค์ของ “ฮอนมารุ” วัย 59 ปี กล่าวว่า “ชั้นหนังสือทุกชั้นของฮอนมารุ เปรียบได้กับบัญชี Social Media บน Instagram หรือ Facebook นั่นเอง”












