เมื่อ “เซ็นทรัล ทำ” ทุกภาคส่วนก็ร่วมอนุรักษ์ & ต่อยอด ข้าวไทย 19 สายพันธุ์ สร้างรายได้ยั่งยืนให้ 10 ชุมชน 8 จังหวัด ทั่วไทย

ข้าว ไม่ใช่แค่อาหารประจำชาติของคนไทยเท่านั้น ทว่า ข้าวยังผูกพันกับวิถีชีวิตทุกมิติของคนไทย ไม่ว่าในแง่ของวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ภูมิปัญญาต่างๆ ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ไปจนถึงการเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศชาติมาอย่างยาวนาน และ ข้าวไทย ก็มีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งที่เป็นพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ที่ผู้คนทั่วไปคุ้นเคย อย่าง ข้าวหอมมะลิ ด้วยคุณค่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ นำมาซึ่งความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์และต่อยอดพันธุ์ข้าวไทยทั่วประเทศให้สร้างรายได้กับเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน

และ โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการด้านความยั่งยืนของ กลุ่มเซ็นทรัล ที่ตั้งใจสืบสานเจตนารมณ์ในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวไทย ทั้งพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณค่าสูงและใกล้สูญหาย โดยล่าสุด ในงาน Thailand Rice Fest 2024 งานเทศกาลข้าวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่รวบรวมข้าวหลากหลายสายพันธุ์ทั่วประเทศไว้ที่งานเดียว กลุ่มเซ็นทรัลจึงรังสรรค์ “เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ทำ กับ ข้าว” โดยในงานนี้ได้นำข้าวกว่า 19 สายพันธุ์ จาก 10 ชุมชน 8 จังหวัดกว่า 19 สายพันธุ์ จาก 10 ชุมชน 8 จังหวัด ทั่วประเทศไทย เพื่อทำให้คนไทยทุกคนมีความตระหนักร่วมกันว่า ข้าว นั้นมีความสำคัญทั้งในด้านการบริโภคและการเป็นวัตถุดิบพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไรบ้าง

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

มากกว่าการอนุรักษ์ คือการต่อยอดและสร้างมูลค่าให้พันธุ์ข้าวไทย เพื่อสร้างรายได้ ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของ โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ที่กลุ่มเซ็นทรัลได้ลงไปมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน และสอนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้คุณภาพของข้าวที่ดี พร้อมต่อยอดสู่การจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยว่า
“เป็นความตั้งใจของทางเซ็นทรัลอยู่แล้ว ที่เมื่อเราไปเปิดห้างเซ็นทรัลที่ไหน เราก็อยากดูแลคนในชุมชนนั้นให้ดีที่สุด ทั้งในด้านการศึกษา การสนับสนุนและช่วยเหลือคนพิการ เกษตรกรในพื้นที่ บวกกับที่ผ่านมาเราทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งในส่วนของทางจังหวัด อย่างผู้ว่าราชการ หรือ หอการค้าประจำจังหวัดนั้นๆ ก็จะส่งข้อมูลของชุมชนที่อยากให้ทางกลุ่มเซ็นทรัลไปช่วยสนับสนุนและช่วยเหลือ”
“จากนั้น เมื่อเราทราบข้อมูลเบื้องต้น ก็จะมีทีมลงไปพูดคุยกับทางชุมชนเพื่อเก็บข้อมูลว่าชุมชนนั้นมีจุดเด่นอะไร มีความเข้มแข็งหรือไม่ โดยส่วนใหญ่ก็จะพิจารณาชุมชนที่มีการตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชน” เพราะเวลามีรายได้จะนำมาแบ่งกัน และเมื่อได้ข้อมูลมาแล้วทางทีมผู้บริหารของเซ็นทรัลก็จะลงพื้นที่ไปพูดคุยกับผู้นำชุมชน ตัวแทนชาวบ้าน เพื่อร่วมกันคิดว่าในพื้นที่นี้มีของดีอะไร ที่อาจจะสูญหายไป แล้วส่งเสริมกลับมาได้บ้าง”

“โดยหลักที่เรานำมาพิจารณาร่วมกัน คือ มีพืชพันธุ์หรือของที่ปลูกได้เฉพาะพื้นที่นี้หรือไม่ ถ้ามี ก็จะเข้าเกณฑ์สินค้าที่เป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่สามารถใช้เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งคุณภาพหรือชื่อเสียงของสินค้านั้นๆ เป็นผลมาจากการผลิตในพื้นที่ดังกล่าว”
“เมื่อได้ข้อมูลตรงนี้ ก็จะมาวิเคราะห์เข้ากับความต้องการของตลาด ว่าจะส่งเสริมการปลูกพืชนั้นๆในพื้นที่ โดยทางกลุ่มเซ็นนทรัลจะประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำผู้เชี่ยวชาญมาสอนเกษตรกรในชุมชนในเรื่องของการปลูก การบำรุงรักษา ซึ่งในทุกการส่งเสริมจะเป็นการส่งเสริมให้ปลูกแบบอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมี เพราะถ้าเกษตรกรปลูกแบบใช้สารเคมีก็จะมีการปล่อยคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลกระทบทางสุขภาพทั้งคนปลูกและคนกิน และเมื่อปลูกแล้วได้ผลผลิต เราก็จะประสานกับทุกฝ่ายเพื่อให้มีคนมารับซื้อ นำสู่การแปรรูปเพื่อให้ได้มูลค่าสูงขึ้น”
“ต่อมาเมื่อเราได้ผลผลิตแล้ว ทางกลุ่มเซ็นทรัลเอง ก็จะมาพิจารณาอีกครั้งว่าสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนนั้นสามารถนำไปวางขายที่ร้าน GOOD GOODS เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาคนไทย หรือวางจำหน่ายในตลาดจริงใจ ท้อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ได้หรือไม่ และต่อมาถ้าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นมีศักยภาพ เราก็จะพัฒนาและส่งเสริมให้ส่งออกไปขายในต่างประเทศด้วย”

“ในส่วนของ ข้าวไทย เรามองว่าข้าวเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยนับล้านรายทั่วประเทศ และยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ การผลิตและส่งออกข้าวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนรายได้ให้แก่ประเทศ ทำให้ข้าวไทยเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีชื่อเสียงในระดับโลก นอกจากเป็นพืชเศรษฐกิจแล้ว ข้าวยังมีคุณค่าในตัวเอง เป็นรากฐานของวัฒนธรรมที่เล่าขานในการปลูกข้าวกันมาอย่างช้านาน และเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองให้คงอยู่สืบต่อไป”
“นอกจากนั้น ในอีกมุมหนึ่ง เรามักจะได้ยินคำพูดว่าประเทศไทยมีข้าวสายพันธุ์ดีๆ มากมาย ทำไมคนในประเทศไม่ได้กิน นี่เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กลุ่มเซ็นทรัลอยากเฟ้นหาข้าวสายพันธุ์ดี รสชาติอร่อย ที่อาจเป็นข้าวสายพันธุ์พื้นบ้านมาอนุรักษ์และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก จากนั้นก็ออกแบบแพคเกจจิง ให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมบอกเล่าผ่านเรื่องราวหรือ Story ที่บ่งบอกถึงความผูกพันของคนไทยกับข้าว เพื่อทำให้คนไทยหันมาอุดหนุน หันมากินข้าวไทย และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน”

ล้อมวงฟัง 4 สตอรี่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่ผันตัวมาเป็นผู้อนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ ข้าวไทย ปูทางสู่การทำเกษตรยั่งยืนอย่างได้ผล

เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ของ โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ได้ลงไปมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน และสอนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวอย่างพิถีพิถัน จนกระทั่งได้ข้าวคุณภาพดี ใน “เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” งาน Thailand Rice Fest 2024 เราได้พูดคุยกับ 4 เกษตรกร จาก 4 จังหวัดทั่วไทย
(ซ้าย) วิมลมาศ จิราการ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าบ้านตากแดด จังหวัดพังงา, (ขวา) กนกพร คงยศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตากแดด จังหวัดพังงา
กนกพร คงยศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตากแดด จังหวัดพังงา และ วิมลมาศ จิราการ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าบ้านตากแดด จังหวัดพังงา กล่าวว่า
“แต่เดิมเราปลูกข้าวไร่ดอกข่ากินกันในชุมชนอยู่แล้ว และเมื่อได้ผลผลิตก็ขายกันในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงในราคาประมาณกิโลกรัมละ 50 บาท มาในช่วงตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ก็เริ่มปลูกข้าวกันในพื้นที่โรงเรียน บวกกับได้มารู้จักกับทางเซ็นทรัลที่เข้ามาในพื้นที่เพื่อพัฒนาในภาคการศึกษา และก็ได้มาร่วมถอดบทเรียนว่าจะพัฒนาสินค้าชุมชนของเรา โดยมี ข้าวไร่ดอกข่า เป็นหนึ่งในนั้น”

“จากนั้นก็มีมติร่วมกันว่าเราจะปลูก ข้าวไร่ดอกข่า ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่ บ้านตากแดด จังหวัดพังงา และต่อมาในปี 2565 ก็ขยายกำลังการผลิตร่วมกับทางวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าที่มีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 22 ราย เพื่อสร้างมาตรฐานให้กับข้าวที่ผลิตออกมา และส่งผลผลิตข้าวให้กับเซ็นทรัล และร้าน Spaghetti Factory เพื่อผลิตเป็นเส้นพาสต้าจากข้าวไร่ดอกข่า”
“ที่ผ่านมาทางกลุ่มเซ็นทรัลได้ช่วยชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวไร่ดอกข่าในหลายด้าน ทั้งให้ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในทุกมิติ จัดหาเครื่องไม้เครื่องมืออย่าง เครื่องซีลสุญญากาศ มาให้ ช่วยออกแบบแพคเกจจิง และช่วยแนะนำให้เราขอ สินค้าที่เป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไร่ดอกข่าของเราได้ด้วย”
นักสิทธิ์ อุ่นจิต ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรทฤษฎีใหม่ จ.สุรินทร์
นักสิทธิ์ อุ่นจิต ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรทฤษฎีใหม่ จ.สุรินทร์ อดีตช่างแอร์ในเมืองกรุง ที่ตัดสินใจเดินทางกลับไปทำนาที่บ้านเกิด จนมาในวันนี้เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่บอกเล่าเรื่องราวของข้าวพันธุ์ท้องถิ่นของสุรินทร์ได้อย่างน่าฟัง บอกเล่าว่า
“เมื่อก่อนเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์มักจะได้รับการส่งเสริมให้ปลูกแต่ข้าวสายพันธุ์หลักอย่าง ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ทั้งที่จริงๆ แล้ว จังหวัดสุรินทร์มีข้าวหลากหลายสายพันธุ์มาก ซึ่งบ่งบอกถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ของชาวสุรินทร์ได้เป็นอย่างดี อย่างผม แต่ก่อนทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นช่างแอร์ มาหลายสิบปี แต่พอมาถึงช่วงหนึ่ง ก็มีความคิดว่าอยากย้ายถิ่นฐานกลับมาทำเกษตรที่บ้าน ซึ่งทางครอบครัวเราก็มีที่นาอยู่แล้ว”

“และเมื่อได้เดินทางกลับมาที่บ้าน ก็มีโอกาสได้มารื้อฟื้นความรู้เรื่องข้าวท้องถิ่นของสุรินทร์หลายชนิด เช่น ข้าวผกาอำปึล ซึ่งเป็นข้าวที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวนาสุรินทร์ในสมัยก่อน โดยชื่อของข้าวพันธุ์นี้ มาจากสีของรวงข้าวที่ออกมาจะมีสีแดงคล้ายกับดอกมะขาม ซึ่ง “ผกาอำปึล” เป็นภาษาพื้นถิ่น แปลว่า ดอกมะขาม และจุดเด่นของข้าวพันธุ์นี้ คือ เป็นข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่มีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ คือ ที่ดอน มีน้ำน้อย ไม่ต้องใช้น้ำเยอะในการปลูก แค่มีความชื้น ข้าวก็เจริญงอกงามได้แล้ว”
“ขณะที่ ข้าวเหนียงกวง ก็เป็นข้าวมงคลของพื้นถิ่นสุรินทร์ ที่คนบ้านเราเชื่อว่ากินแล้ว ร่างกายจะแข็งแรง และยังมีความเชื่อว่าการปลูกข้าวเหนียงกวงทำให้ผู้ปลูกไม่อดไม่อยาก มีกินมีใช้ สิ่งดีๆ ข้าวของเงินทอง ก็จะมีอยู่กับตัว และถ้ามีข้าวชนิดนี้อยู่ในยุ้งในฉาง ก็จะขจัดปัดเป่าไล่สิ่งไม่ดีออกจากบ้านเรือนได้ด้วย ตามชื่อ “เหนียงกวง” ที่แปลว่า นางคง ที่สื่อถึงการคงอยู่ของสิ่งดีๆ”

“ส่วนการได้มาทำงานร่วมกับเซ็นทรัล ก็เริ่มจากโครงการ เซ็นทรัล ทำ ซึ่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่ทำในเรื่อง โคก หนอง นา เมื่อประมาณ 4-5 ที่แล้ว โดยเซ็นทรัลมาช่วยเกษตรกรที่ต้องการแหล่งน้ำ โดยขุด โคก หนอง นา เพื่อให้มีที่ลุ่มไว้กักเก็บน้ำในหน้าฝน และมีน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งปี ซึ่งในตอนนั้น ทาง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรทฤษฎีใหม่ ก็อยากได้โคก หนอง นาไว้เก็บน้ำตรงนี้ จึงได้รับความช่วยเหลือจากเซ็นทรัล และก็มีการลงพื้นที่ไปเยี่ยมเกษตรกรว่ามีการปลูกอะไรบ้างในพื้นที่ที่เซ็นทรัลไปส่งเสริม ซึ่งก็ได้สนับสนุนให้ปลูกทั้งผักและข้าว”
“ในส่วนของข้าว ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของเรา ก็จะส่งทั้ง ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ที่ปลูกแบบอินทรีย์ แต่เนื่องจาก ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ พื้นที่อื่นก็มีการปลูกเยอะมาก จึงได้ราคาไม่สูงนัก เราจึงพัฒนาการปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้าน อย่าง ข้าวผกาอำปึล และ ข้าวเหนียงกวง ไปจนถึงข้าวมะลินิลสุรินทร์ และข้าวเหนียวแดง ซึ่งจะมีราคาสูงขึ้นมา เพื่อส่งให้เซ็นทรัลไปจำหน่ายในโซนสินค้าเกษตรอินทรีย์ ใน ท้อปส์ ซุปเปอร์มาร์เกต ด้วย”
รุ่งอรุณ ก่ำจำปา ประธานวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางทิพย์บ้านกุดจิก ตำบลนาคำ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร
รุ่งอรุณ ก่ำจำปา ประธานวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางทิพย์บ้านกุดจิก ตำบลนาคำ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ “ข้าวฮางทิพย์” ซึ่งสื่อถึงภูมิปัญญาการทำข้าวของชาวสกลนครว่า
“ความมุ่งมั่นตั้งใจของเกษตรในหมู่บ้านกุดจิก คือ เราต้องการรักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษสู่รุ่นลูกหลาน โดย ข้าวฮาง เป็นข้าวพื้นถิ่นสกลนคร ที่มีกรรมวิธีการผลิตข้าวที่เป็นภูมิปัญญาของชาวากลนคร นั่นคือ การ “แช่ นึ่ง ผึ่ง สี” ให้ได้มาซึ่งข้าวที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยเลือกใช้สายพันธุ์ประเภทที่มีสีเฉพาะ เพื่อให้ข้าวที่ได้มีความหอมพิเศษ สีสันชวนน่ารับประทาน ต่อยอดไปสู่การรวมกลุ่ม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน อีกทั้งยังผลักดันเข้าสู่มาตรฐานสาธารณสุข และทำให้ข้าวฮางบ้านกุดจิก เป็นข้าวที่มีคุณภาพ”

“สำหรับตนเอง ทำข้าวฮางมาได้ 8-9 ปีแล้ว แต่ก่อนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ ก็ปลูกข้าวฮางมา ทำให้เราได้ซึมซับและอยากปลูกต่อเพื่อรักษาการปลูกข้าวฮางไว้ แต่ในช่วงแรก เราก็ปลูกแบบทั่วไป ใช้สารเคมี พอได้ผลผลิตข้าวมา ก็ส่งขายได้ในราคาต่ำมาก เลยลองชวนชาวชุมชนมาปลูกข้าวฮางอินทรีย์กัน เมื่อได้ผลผลิตข้าวฮางที่มีคุณภาพ ปลอดสาร แล้วก็มาปรึกษากับทาง อบจ. ซึ่งก็แนะนำว่าให้ไปขอทุนเพื่อซื้อโรงสีชุมชน โดยทาง อบจ. พิจารณาแล้วก็มอบเครื่องสีข้าวมาให้ ทางชุมชนก็จัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางทิพย์บ้านกุดจิก”
“จากนั้นทำข้าวฮางมาได้ 4-5 ปีก็มีบริษัท ไปรษณีย์ไทย เข้ามาและพาไปดูงานกลุ่มปลูกข้าวที่ประสบความสำเร็จ พอได้ไปดู ก็เอาหลักการบริหารจัดการมาปรับประยุกต์ใช้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของเรา จนถึงตอนนี้เราสามารถขยายกำลังการผลิตได้โดยส่งให้กับทางไปรษณีย์ไทยและเซ็นทรัลได้ไม่น้อยกว่า 2 ตัน และได้ราคาดี โดยเฉพาะข้าวสีที่ไม่ใช่ข้าวขาวทั่วไป เช่น ข้าวฮางมันปู ข้าวฮางไรซ์เบอร์รี่”
“นอกจากนั้น ทางเซ็นทรัลยังมาช่วยในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าข้าวฮางของเรา ด้วยการเชื่อมเราให้ทำงานร่วมกับกลุ่มผู้ทำผ้าย้อมครามมัดย้อม ที่ทำผ้าย้อมครามส่งขายกับร้าน GOOD GOODS ให้นำผ้าย้อมครามมาทำเป็นแพคเกจจิงให้เรา ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า ราคา ให้กับข้าวฮางของเราได้อย่างเห็นได้ชัด และยังเป็นการเชื่อมโยง “ข้าวฮางทิพย์” กับเอกลักษณ์และของดีของสกลนครอย่างผ้าย้อมครามด้วย”
พิสมัย รอดสวาสดิ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปรรูปภูแจ่มใสและผ้าทอมือ บ้านแม่ลานคำ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่
พิสมัย รอดสวาสดิ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปรรูปภูแจ่มใสและผ้าทอมือ บ้านแม่ลานคำ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ได้บอกเล่าเรื่องราว ความเป็นมา ของการก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปรรูปภูแจ่มใสและผ้าทอมือ ว่า
“จุดเริ่มต้นของการได้มาทำงานกับชาวปกาเกอะญอ ใน ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เริ่มจากการที่ตัวเองป่วย เป็นมะเร็ง และคุณหมอแนะนำให้ไปอยู่ในที่ที่มีอากาศดี บริสุทธิ์ ก็เลยย้ายไปอยู่บ้านบนดอย และก็หลงรักวิถีชีวิตของชาวชุมชนปกาเกอะญอ ที่มีชีวิตที่สโลว์ไลฟ์ และจะปลูกพืช ปลูกข้าวกินเอง เป็นอาหารจากธรรมชาติ ซึ่งเราก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็นแบบชาวชนเผ่าไปเลย และเมื่อสังเกตอาการเจ็บป่วยของตนเอง ก็รู้สึกว่ามีอาการที่ดีขึ้น”
“โดยเฉพาะการได้กินข้าวกล้องดอยพื้นเมือง ที่มีรสชาติอร่อย แถมดีต่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งช่วยในเรื่องการทำงานของระบบประสาท ป้องกันโรคเหน็บชา และช่วยบำรุงร่างกาย ฟื้นฟูกำลังได้ดี เหมาะสำหรับผู้ป่วยพักฟื้น ทั้งหมดนี้ทำให้เราอยากให้ข้าวสายพันธุ์ดีๆ นี้เป็นที่รู้จัก พร้อมกับอยากสนับสนุนให้เกษตรกรชาวปกาเกอะญอได้ปลูกข้าวชนิดนี้เพื่อส่งขาย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้พวกเขาอย่างยั่งยืน”

“โดยข้าวกล้องดอยพื้นเมืองนี้ ก็เป็นไปตามชื่อเลย เป็นพันธุ์ข้าวกล้องที่ปลูกบนดอย และมีเมล็ดพันธุ์ที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลานานกว่า 400 ปีแล้ว และที่ผ่านมา สถานีเกษตรหลวงปางดะที่สะเมิง ก็มาศึกษาข้าวสายพันธุ์นี้และยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์ข้าวดอยพื้นเมืองที่ควรค่าแก่การรักษาไว้ ซึ่งมีสายพันธุ์ บือโปะโละ บือพะโคะ บือพะทือ ที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่นี้แล้วจะได้ข้าวที่มีรสชาติอร่อยที่สุด”
“แต่ที่ผ่านมา เราพบว่าเกษตรกรชาวปกาเกอะญอเริ่มปลูกข้าวสายพันธุ์นี้น้อยลง และไม่มีการปลูกเพิ่ม เพราะส่วนใหญ่ก็ปลูกเพื่อเอาไว้ทานกันในครอบครัว บวกกับพื้นที่ในการเพาะปลูกบนดอยมีน้อย เนื่องจากเป็นข้าวไร่ต้องปลูกในพื้นที่ Slope ลาดเอียง และอาศัยฝนตามธรรมชาติเท่านั้นที่จะทำให้ข้าวเติบโตได้ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การอนุรักษ์ข้าวสายพันุธุ์นี้เป็นไปได้ยาก”
“จนมาในวันนี้ เมื่อมีการก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เราก็สนับสนุนให้มีการปลูกข้าวกล้องดอยพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง แม้จะได้ผลผลิตน้อย เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ปลูกอย่างที่กล่าวมา แต่ให้ปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ข้าวสายพันธุ์นี้หายไป ซึ่งทางโครงการ เซ็นทรัล ทำ ก็มาช่วยทางวิสาหกิจชุมชนของเรา ช่วยในเรื่องของการตลาด มารับข้าวนี้ไปขาย ทำให้ประชาชนรู้จักข้าวกล้องดอยพื้นเมืองมากขึ้น จนสามารถขายข้าวได้ราคาดีมากถึงกิโลกรัมละ 145 บาท ในตอนนี้เกษตรกรรุ่นใหม่ก็มาปลูกข้าวชนิดนี้กันเยอะขึ้น ทำให้พวกเขามีรายได้ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น”

หลากหลายโครงการ เพื่อพัฒนาพื้นที่ชุมชนทั่วไทยอย่างยั่งยืน

TKK ร่วมสร้างสมดุลการใช้เทคโนโลยีแต่พอดี เดินหน้าโครงการ ‘Inpsych’ ใช้นิทาน 2 ภาษา “คิตตี้และหนูแสนเศร้า” ติดอาวุธให้เด็กไทยห่างไกลภาวะซึมเศร้า

ปลดล็อคชาวบ้านยะวึก จ.สุรินทร์ จากความยากจน ด้วยโมเดล ผักอินทรีย์แก้จน

7 แนวทางการใช้ประโยชน์ CO2 เป็นผลิตภัณฑ์เมทานอล ความหวังในการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวในเขตนวัตกรรม Net Zero Emission ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.350
Next article“ต้มยำกุ้ง-ตรุษจีน” ซอฟต์พาวเวอร์ 2 แผ่นดิน
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์