บพข. เปิดฟอรั่มผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยอุตสาหกรรมอาหาร ยกระดับการแข่งขันของประเทศ
วันนี้ (16 ธ.ค. 2567) รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อํานวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวในงาน “Expert forum : Food safety ความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อยกระดับการแข่งขันของประเทศ” ณ ห้องบอลรูม 2 โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ว่า บพข.เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. มีภารกิจสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมอาหาร ด้วยการยกระดับให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เพื่อแข่งขันในตลาดโลก งานนี้จึงเป็นการขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร เพราะถ้าเราดำเนินการส่วนนี้ได้ไม่ดี ความสามารถทางการแข่งขันก็จะไม่เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องหาโจทย์การวิจัยและพัฒนา ให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในภาคอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อนำไปสู่เชิงพาณิชย์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งต้องทำงานร่วมกันในหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และต่างประเทศ ร้อยเรื่องราวต่างๆ ในเรื่องของ Food safety ก่อนจะไปสู่ Commerization ซึ่งจะต้องได้คุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย ทั้งระบบซัพพลายเชน บพข.จึงจัดกิจกรรมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิด เวิร์กชอป ให้ตกผลึกเชิงรุกเพื่อยกระดับการแข่งขันของประเทศให้ดียิ่งขึ้น สังเคราะห์โจทย์วิจัยและการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบด้านความปลอดภัยในอาหาร ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารให้แข่งขันในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง
สำหรับงานนี้มีผู้เชี่ยวชาญร่วมบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อต่างๆ ประกอบด้วย “Food safety ในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการแข่งขันของประเทศ” โดย รศ.ดร.วราภา มหากาญจนกุล ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “Food safety standard ในมาตรฐานสากล Codex/WHO” สพ.ญ.ดร.สคราญมณี กระจ่างวงษ์ นายสัตวแพทย์ชํานาญการพิเศษ สํานักกําหนดมาตรฐาน สํานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) “การเตรียมพร้อมกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอาหารของประเทศไทยเพื่อการแข่งขัน” คุณนฤมล ฉัตรสง่า ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของอาหารและการบริโภคอาหาร กองอาหาร สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) “การประเมินความเสี่ยงการปนเปื้อนเพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารของประเทศ” รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ หัวหน้าศูนย์ประเมินความเสี่ยงด้านอาหารประเทศไทย (TRAC) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล “การพัฒนาเซนเซอร์ไฟฟ้าเคมีในชุดตรวจขนาดเล็กเพื่อวัดปริมาณสารปนเปื้อน” รศ.ดร.กาญจนา อุไรสินธว์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล “การผลิต test-kit ทดสอบความปลอดภัย COLI-2-in-1 สู่เชิงพาณิชย์” รศ.ดร.อนุศักดิ์ เกิดสิน รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ “Workshop : สังเคราะห์โจทย์วิจัยยกระดับความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ผู้จัดการสํานักประสานงานวิจัยอาหารมูลค่าสูง บพข.
AI อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี Green Skills “คีนัน” ผนึกพันธมิตรติดอาวุธเยาวชนไทย สร้างกำลังคนแห่งอนาคตที่ยั่งยืน
จากที่รัฐบาลไทยได้ประกาศวิสัยทัศน์ Thailand Vision 2030 “Ignite Thailand: จุดพลัง รวมใจ ไทยเป็นหนึ่ง” เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมระดับโลก พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยตั้งเป้าประเทศไทยจะก้าวไปเป็นที่ 1 ของภูมิภาค ด้วยข้อได้เปรียบทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยว ภูมิอากาศ โครงสร้างที่พร้อมต่อยอด และที่สำคัญ คือ ศักยภาพของคนไทย ซึ่งธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การบูรณาการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะเดียวกันการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือธุรกิจสีเขียว (Green Business) เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่อุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังปรับรูปแบบธุรกิจ เข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด การมีแรงงานที่มีความพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในการดึงดูดการลงทุนและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ดังนั้น กำลังคนที่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อมและความเชี่ยวชาญใน AI จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน พร้อมทั้งได้รับโอกาสการจ้างงานที่มีคุณค่า สามารถเชื่อมโยงจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย (คีนัน) กล่าวถึงความร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดสัมมนา “การบูรณาการทักษะ AI และทักษะสีเขียว สู่การเป็นแรงงานที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในอนาคตของเยาวชนไทย เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการสร้างกำลังคน เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในอนาคตของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากนายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค (Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “โอกาสและช่องทางในการเร่งพัฒนากำลังคนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน” และ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในอนาคต” นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อสำคัญของการสัมมนา อาทิ ภาพรวมของความต้องการและช่องว่างสำหรับกำลังคนยุคใหม่ในประเทศไทย, การนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการพัฒนากำลังคนจากทั้งในประเทศและระดับสากล และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เป็นต้น
ผลการศึกษา Traveloka เผยแนวโน้มการท่องเที่ยว กำลังเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
Traveloka แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับ YouGov เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุดในหัวข้อ “Travel Redefined: Understanding and Catering to the Diverse Needs of APAC Travellers” หรือ “การท่องเที่ยวในมิติใหม่ : ทำความเข้าใจและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” ผลสำรวจจากคนกว่า 12,000 คนใน 9 ประเทศ ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องการเลือกราคาที่คุ้มค่าและการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังส่งผลต่อทิศทางการท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิก
สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวยังคงให้ความสำคัญกับราคาเป็นอันดับแรก โดยส่วนใหญ่นิยมตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและโปรโมชันพิเศษ เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ราคาเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ผลการสำรวจพบว่า 41% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ความสามารถในการจ่ายเป็นสิ่งที่พิจารณาเป็นอันดับแรกเมื่อเลือกที่พัก นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับราคายังส่งผลต่อการเลือกจุดหมายปลายทางด้วย โดย 32% ของนักท่องเที่ยวชาวไทยยินดีพิจารณาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ไม่เคยไปมาก่อน หากมีข้อเสนอที่น่าสนใจ เช่น โปรโมชันหรือส่วนลดพิเศษ
การท่องเที่ยวภายในประเทศกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จากการสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่ (70%) ชื่นชอบการท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่า โดยให้เหตุผลหลักว่าประหยัดค่าใช้จ่ายและสะดวกสบายกว่า (63%) แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และกาญจนบุรี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจที่เพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยวภายในประเทศไทย
ยูนนานพบ “เห็ดทรัฟเฟิลดำ” หนัก 1.71 กก. ตีราคาเฉียดแสน

คุนหมิง, 15 ธ.ค. (ซินหัว) — มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เปิดเผยการค้นพบเห็ดทรัฟเฟิลดำขนาดใหญ่ น้ำหนัก 1.71 กิโลกรัม ซึ่งสร้างสถิติใหม่เป็นเห็ดทรัฟเฟิลดำที่มีน้ำหนักมากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในอวิ๋นหนาน เจ้าของสมญานาม “อาณาจักรเห็ดป่า”
รายงานระบุว่าน้ำหนักของเห็ดทรัฟเฟิลนี้สูงเกินน้ำหนักของเห็ดทรัฟเฟิลดำโดยทั่วไปที่มักมีน้ำหนัก 10-200 กรัม และยังสูงเกินสถิติก่อนหน้านี้ที่มีน้ำหนัก 1.25 กิโลกรัม โดยเห็ดทรัฟเฟิลหายากนี้มีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ รูปทรงกลมผิดปกติ ขนาดกว้าง 16.6 เซนติเมตร ยาว 16 เซนติเมตร และสูง 14 เซนติเมตร
อู๋หมิน ชาวเมืองอันหนิง ผู้ค้นพบเห็ดทรัฟเฟิลนี้ เผยว่าเห็ดทรัฟเฟิลดำฝังตัวอยู่ลึกลงไปใต้ดินราว 10 เซนติเมตร โดยไม่ปรากฏร่องรอยให้เห็นบนพื้นผิวดิน ด้านผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าเห็ดทรัฟเฟิลนี้อาจขายได้ราคาสูงถึง 20,000 หยวน (ราว 92,000 บาท)
ทั้งนี้ เห็ดทรัฟเฟิลดำที่มักถูกเรียกว่า “เพชรสีดำ” ของโลกแห่งอาหาร จัดเป็นหนึ่งในเห็ดชนิดรับประทานได้ที่มีราคาแพงมากที่สุดเพราะความหายากและกลิ่นหอมเฉพาะตัว และเป็นเห็ดที่ต้องการสภาพแวดล้อมการเติบโตที่พิเศษอย่างมาก ทั้งสภาพภูมิอากาศ ประเภทดิน และต้นไม้ที่ขึ้นใกล้เคียง
มณฑลอวิ๋นหนานที่มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นแหล่งผลิตเห็ดทรัฟเฟิลดำแห่งสำคัญของจีน โดยเห็ดทรัฟเฟิลมีราคาสูงในตลาดอาหารระดับไฮเอนด์ทั่วโลกเนื่องด้วยคุณภาพและรสชาติอันโดดเด่น

















