ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอร์เวย์กำลังเดินหน้าก้าวสำคัญสู่อนาคตสีเขียวด้วยการกำหนดเป้าหมายการขายรถยนต์ไฟฟ้า 100% ภายในปี 2025 เป็นประเทศแรกในโลก นี่ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการพลิกโฉมวิธีคิดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนไปสู่สังคมในอุดมคติอย่างแท้จริง
เป้าหมายที่เคยถูกมองว่า “บ้าคลั่ง” สู่ความเป็นจริงในปี 2025
ความมุ่งมั่นทางการเมืองและวิสัยทัศน์ระยะยาว รัฐบาลนอร์เวย์ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองที่แข็งแกร่งในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ทะเยอทะยาน ในปี 2012 ได้มีการออกกฎหมายที่มุ่งหมายให้รถยนต์ใหม่ทุกคันที่จำหน่ายภายในปี 2025 เป็นรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ วิสัยทัศน์ระยะยาวนี้ได้รับการสนับสนุนจากการสนับสนุนทางการเงินที่สม่ำเสมอสำหรับโครงการ EV และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

วิสัยทัศน์ที่เคยถูกมองว่าเกินจริง แต่วันนี้ดูเหมือนว่านอร์เวย์จะทำสำเร็จตามแผนได้อย่างน่าประทับใจ ตัวเลขล่าสุดตามรายงานของ Norwegian Road Federation (OFV) ระบุว่า ในปี 2024 รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วน 89% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 82.4% ในปี 2023 และคาดว่าภายในปีหน้าจะครบ 100% แบรนด์ที่ขายดีที่สุด ได้แก่ Tesla รองลงมาคือ Volkswagen และ Toyota ปัจจุบัน EV ของจีนคิดเป็นเกือบ 10% ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าใหม่
“นอร์เวย์จะเป็นประเทศแรกในโลกที่จะลบรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลออกไปจากตลาดรถยนต์ใหม่” Christina Bu หัวหน้าสมาคม EV ของนอร์เวย์กล่าว
ความสำเร็จที่น่าทึ่งนี้ไม่ได้มาโดยง่าย เพราะนับตั้งแต่ปี 2010 ที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแทบไม่มีในตลาด โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ นโยบายภาษีที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภค เช่น การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า การยกเว้นภาษีและค่าผ่านทางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในหลายประเทศ โดยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งอาจสูงถึง 25% ช่วยทำให้ราคาของ EV ถูกลงอย่างมาก นอกจากนี้ การยกเว้นภาษีการซื้อจำนวนมากที่อาจสูงถึง 40% ของราคารถยนต์ก่อนหักภาษี ช่วยลดภาระทางการเงินในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภค ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจและเข้าถึงได้มากขึ้น
นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ายังได้รับการยกเว้นจากค่าผ่านทางและภาษีถนนประจำปี ซึ่งเป็นข้อดีที่ช่วยลดต้นทุนในการเป็นเจ้าของรถยนต์อีกหนึ่งด้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าผ่านทางหรือภาษีถนนสูง การยกเว้นค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทำให้การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ในการเดินทางเป็นประจำ ไม่เพียงเท่านี้ยังมีการให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การอนุญาตให้รถยนต์ไฟฟ้าใช้ช่องทางรถบัสและการติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้ากว่า 9,000 แห่งทั่วประเทศ
ความท้าทายและโอกาสในตลาดโลก
ในขณะที่นอร์เวย์ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และมีแนวโน้มที่สดใสในการพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปยังคงเผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะในบางประเทศที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ากลับลดลงอย่างน่ากังวล อาทิเช่น เยอรมนีและฝรั่งเศส ซึ่งยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ปัจจัยสำคัญได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น และความไม่แน่นอนในตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ นอกจากนี้ การแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกที่มาจากประเทศจีนยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปต้องเผชิญกับความยากลำบาก เพราะรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายและสามารถดึงดูดผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกที่มีความคุ้มค่าสูง
ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป ซึ่งต้องการนโยบายที่ยืดหยุ่นและการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อที่จะผลักดันให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกหลักในอนาคต
อย่างไรก็ตาม จีนคือเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของนอร์เวย์ ด้วยแบรนด์อย่าง MG, BYD และ XPeng ที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจาก Tesla แต่นอร์เวย์เองก็แสดงท่าทีเปิดกว้างต่อรถยนต์ไฟฟ้าจีน โดยไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าจีนมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จุดยืนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อบทบาทของนอร์เวย์ในด้านสิ่งแวดล้อม
แม้จะมีความสำเร็จในด้านผลักดันการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย แต่นอร์เวย์ยังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวที่ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น ฝรั่งเศสและสเปน รวมถึงการมอบใบอนุญาตขุดเจาะน้ำมันในอาร์กติกยังเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์อย่างหนักจากนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและสหประชาชาติ
กระนั้น นโยบายรถยนต์ไฟฟ้าของนอร์เวย์ยังคงเป็นกรณีศึกษาสำคัญให้กับโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลจากออสโล ซึ่งในอดีตหลายคนเคยกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน แต่การนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาใช้งานกลับทำให้ยอดขายในพื้นที่เหล่านี้สูงถึง 100% ซึ่งเป็นการพิสูจน์ถึงศักยภาพของการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่เมืองใหญ่หรือพื้นที่ห่างไกล นี่คือการยืนยันว่าความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงนี้สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้ในทุกระดับของสังคม
การประชุม Nordic EV Summit ที่กรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ในเดือนเมษายน 2025 จะเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของนอร์เวย์ในการผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และบทเรียนระหว่างประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของนอร์เวย์ในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานที่ยั่งยืนและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยผู้จัดงานได้เน้นย้ำว่า “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสังคม” นั่นหมายความว่า การหันหลังให้กับพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในแง่ของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการหาคำตอบว่าโลกจะสามารถเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เร็วเพียงใด และจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้แนวทางนี้สามารถนำไปใช้ได้จริงทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การหารือจะช่วยกำหนดแนวทางที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ให้เป็นจริงในทุกประเทศ
นอร์เวย์ได้แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าว่าต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน การสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมและการจัดการความวิตกกังวลของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เป้าหมายที่เคยดู “เป็นไปไม่ได้” กลายเป็นจริงในที่สุด
ที่มา :
- Norway on brink of victory in 100 per cent electric car sale push
- Norway’s evolving incentives for zero-emission vehicles
- In Norway, nearly all new cars sold in 2024 were fully electric
















