เป็นที่ทราบกันดีว่า โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่ฟูมฟักมาตั้งแต่ปี 2561 จนปัจจุบันมีความชัดเจนในหลายด้าน มีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนแต่ละปีหลายหมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์กว่า 30% ของการลงทุนทั่วประเทศ
กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ยังน่ากังวลก็คือโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่เปิดประมูลไปตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งผู้ชนะการประมูลคือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือกลุ่มซีพี รูปแบบการลงทุน เป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ผ่านมากว่า 5 ปี ยังไม่มีการลงเสาเข็มแม้แต่ต้นเดียว นอกจากเวนคืน ปรับปรุง และเคลียร์พื้นที่สำหรับการก่อสร่าง
ในช่วงที่ผ่านมา มีการปรับเปลี่ยนสัญญา ระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. กับเอกชนคู่สัญญา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นอุบัติภัยรูปแบบใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด ทำให้แผนงานทุกอย่างหยุดชะงัก และอยู่นอกเหนือการควบคุม
อีอีซีให้เหตุผลในการปรับเปลี่ยนสัญญาว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือของรัฐกับเอกชน มีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำอย่างไรให้โครงการเดินไปสู่เป้าหมาย โดยไม่มีความได้เปรียบ เสียเปรียบของทั้งสองฝ่าย จึงมีการปรับสัญญาให้เกิดความลงตัว แทนที่จะมาตั้งแง่ว่าใครผิด ใครถูก จนนำไปสู่การฟ้องกันในบั้นปลาย และโครงการต้องหยุดชะงักกลางคัน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และประเทศชาติเสียประโยชน์มากที่สุด เหมือนกับหลายโครงการที่เคยเกิดมาในอดีต


ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือ บอร์ดอีอีซี ครั้งที่ 1/2568 ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าของการดำเนินการเพื่อแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และการหารือร่วมกันเพิ่มเติมระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อยืนยันว่าการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการฯ ครั้งนี้ ยังคงเป็นไปตามหลักการเดิมของการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยมอบหมายให้ รฟท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อ 21 ของประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (EEC Track) ซึ่งเป็นไปตามที่ได้หารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว
ทั้งนี้ ในการดำเนินการต่อไปนั้น รฟท. และเอกชนคู่สัญญาจะเจรจาร่างสัญญาแก้ไข เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริหารสัญญา คณะกรรมการกำกับดูแล และนำเสนอร่างสัญญาแก้ไขเสนอต่อสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา หลังจากนั้น รฟท. จะเสนอร่างสัญญาแก้ไขที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดมายัง สกพอ. เพื่อเสนอให้ กพอ. และ ครม. พิจารณาเห็นชอบในการแก้ไข โดย รฟท. และเอกชนคู่สัญญาจะลงนามร่างสัญญาฉบับแก้ไขที่ ครม. เห็นชอบ หลังจากนั้น รฟท. จะออกหนังสือแจ้งให้เอกชนคู่สัญญาเริ่มงานก่อสร้างโครงการฯ ได้ทันที คาดว่าภายในเดือนเมษายน 2568 นี้ สรุปก็คือ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะเห็นเสาต้นแรกของโครงการนี้ปักลงในเดือนเมษายน 2568
ขยายพื้นที่เขตส่งเสริม EECa
นอกจากเรื่องการปรับสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแล้ว ที่ประชุมยังเห็นชอบการขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) ประมาณ 714 ไร่ ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุในความดูแลของกองทัพเรือ เพื่อให้เขตส่งเสริมฯ ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินโครงการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 ซึ่งได้ปรับการออกแบบ เพื่อเลี่ยงสิ่งกีดขวางทางการบินบริเวณด้านเหนือ (เขาโกรกตะแบก) และเพื่อใช้สำหรับการปฏิบัติการบินและเดินอากาศ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานอุตสาหกรรมการบิน

เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้พื้นที่สร้างงานนวัตกรรมใน EECi
บอร์ดอีอีซียังเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์และแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โดยขยายเจตนารมณ์ของโครงการที่กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม จากเดิม “ระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype development)” เพิ่มเติมเป็น “ระดับการผลิตเชิงพาณิชย์หรือการใช้งานต่อเนื่อง (Product on shelf)” ซึ่งเป็นระดับที่ผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการผลิตต้นแบบทดสอบ ทดลอง และผลิตเชิงพาณิชย์ที่มีคุณภาพพร้อมส่งมอบต่อผู้บริโภคในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่มีการผลิตที่สะอาดและมีมลพิษต่ำ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพ เป็นต้น
ทั้งนี้จะมีการปรับแผนผังการใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ดังกล่าว มีเนื้อที่ ประมาณ 975 ไร่ จากเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 3,454 ไร่ โดยคาดว่าจะเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น การพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนและภาคธุรกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น

จัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่
บอร์ดอีอีซี เห็นชอบ การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ คือ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ เนื้อที่ประมาณ 1,172 ไร่ บริเวณตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการขยายตัวและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา โดยคาดว่าจะมีการลงทุนในพื้นที่ประมาณ 156,000 ล้านบาท ทั้งหมดนี้คือความคืบหน้าล่าสุดของ..อีอีซี












