ถ้าให้คิดถึงจุดเด่นที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกให้ปักหมุดมาเที่ยวที่เมืองไทย นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย ผู้คนที่เป็นมิตรแล้ว ก็เห็นจะเป็น “อาหารไทย” ที่มีเสน่ห์เย้ายวน มีรสชาติมัดใจชาวโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่หนึ่งในธีมการท่องเที่ยวที่ทุกภาคส่วนตั้งใจส่งเสริมและสื่อสารออกไปจะเป็นการนำการท่องเที่ยวเชิงอาหารมาผสมผสานกับความยั่งยืน เพื่อต่อยอดสู่ Gastrainable Tourism อีกหนึ่งการท่องเที่ยวที่มาแรง ซึ่งนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอยู่ในตอนนี้
โดยบทความเรื่อง “3 ปัจจัยที่ส่งอิทธิพลต่อ “Gastrainable Tourism” การท่องเที่ยวเชิงอาหารผสมผสานกับความยั่งยืน” ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ TAT Academy ได้อธิบายว่า การท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ Gastronomy Tourism เป็นเทรนด์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ Gastrainable Tourism เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างคำว่า Gastronomy (การรับประทานอาหาร) กับ Sustainable (ความยั่งยืน) ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่ม Luxury Traveller ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อมาก
แต่แม้ว่าชื่อจะระบุชัดเจนว่าเป็นการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับอาหาร แต่การท่องเที่ยวเชิงอาหารยังมีการนำเสนอในมิติอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรมท้องถิ่น การปลูกพืชเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน ดังนั้น การท่องเที่ยวเชิงอาหาร จึงสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนนั้นได้
ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับเทรนด์ความยั่งยืน หรือ Sustainable Tourism ซึ่งมีบทบาทสำคัญในปฏิวัติอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในยุคที่เราต้องอยู่ท่ามกลาง “ภาวะโลกเดือด” การท่องเที่ยวเชิงอาหารและความยั่งยืนจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ควรค่ากับการนำมาใช้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของไทยให้สอดคล้องตามเทรนด์ความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทความจาก TAT Academy ยังได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเทรนด์ Gastrainable Tourism พร้อมยกตัวอย่างสินค้าและบริการใดที่น่าสนใจ ภายใต้แนวคิด Gastrainable Tourism เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพไปพร้อมกันด้วย
ชี้ 3 ปัจจัยกำหนดทิศทางเทรนด์ Gastrainable Tourism
อย่างไรก็ดี เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงอาหารยังมี 3 ปัจจัยที่กำหนดทิศทางของเทรนด์นี้ด้วย นั่นคือ

1. การให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
ปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 30% ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบเป็นอย่างมาก เกิดเป็นเทรนด์ “การรับประทานอาหารอย่างมีสติ” หรือ “Conscious Diet” หมายถึง การมีความตระหนักรู้ถึงที่มาของอาหารที่รับประทานเข้าไป
ผู้บริโภคหันมาสนใจวัตถุดิบจากท้องถิ่นและคุณภาพสูง นับว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เนื่องจากวัตถุดิบสังเคราะห์ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของอุตสาหกรรมที่สร้างปริมาณก๊าซคาร์บอนอย่างมหาศาล เช่น เนื้อวัว และอาหารทะเล ผู้บริโภคมักมองหาอาหารที่มีแหล่งที่มาจากธรรมชาติ ไม่ผ่านกระบวนการการแปรรูป มีคุณภาพที่ดี และมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
การให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบสำคัญต่อผู้ประกอบการธุรกิจที่พักต่างๆ ที่ต้องจัดหาอาหารให้แก่ผู้มาเข้าพัก นอกจากจะตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพแล้ว การใช้วัตถุดิบจากท้องที่นั้น ๆ ยังช่วยส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่น พร้อมมัดใจนักท่องเที่ยวกลุ่ม Luxury Traveler ที่ต้องการสนับสนุนท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็มองหาสินค้าและบริการที่ดีต่อสุขภาพของพวกเขาด้วย

2. การเติบโตของ Sustainable Snacks
ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่าผลิตภัณฑ์ขนมเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (87.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และขนมก็เป็นอีกหนึ่งตัวแทนเอกลักษณ์ของท้องถิ่นต่างๆ ตัวอย่างที่ใกล้ตัวเราเช่น ขนมลาของภาคใต้ ขนมข้าวตอกแตกของภาคอีสาน ที่มีวัตถุดิบหลักมาจากข้าว พืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งขนมอาจถูกมองว่าเป็นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
ดังนั้นปัจจุบัน ผู้คนจึงมักมองหาขนมที่ไม่ใช่แค่ให้รสชาติที่อร่อยและคุณภาพดีเท่านั้น แต่พวกเขายังมองหาขนมที่ “ดีต่อตัว และดีต่อโลก” อีกด้วย ซึ่งหมายถึงผลิตภัณฑ์ขนมที่ลดปริมาณของน้ำตาล เกลือ ไขมัน และแคลอรี่ แต่ยังคงมีคุณค่าทางสารอาหาร และพวกเขาก็มองหาขนมที่ทำมาจากวัตถุดิบซึ่งได้มาจากฟาร์มหรือไร่ท้องถิ่น ฟาร์มออแกนิก และวนเกษตร ที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน
ตัวอย่างโมเดลธุรกิจขนมเพื่อสิ่งแวดล้อม
– ร้านค้าปลีกสัญชาติเยอรมัน “Rewe” แสดงถึงความใส่ใจในด้านของความยั่งยืน ด้วยการเปิดร้านอาหาร Plant-based ล้วนมีผลิตภัณฑ์วีแกนกว่า 2,700 ชนิด จากเกือบ 300 แบรนด์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ของ Rewe เองด้วย มอบตัวเลือกที่หลากหลายให้แก่ผู้ที่ไปจับจ่ายซื้อของ ตั้งแต่อาหารทดแทนเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม รวมไปถึงขนม และมีไอศกรีมวีแกนสำหรับบริการตัวเอง
– Cargill Inc. จับมือร่วมกับ Voyage Foods ขายผลิตภัณฑ์ทางเลือก Plant-Based ที่สามารถใช้แทนโกโก้และถั่วได้ สำหรับการทำเบเกอรี่ และไอศกรีม อีกทั้งยังลดการใช้น้ำจืด การร่วมมือในครั้งนี้จึงทำให้ Cargill ได้รับชื่อเสียงในด้านความยั่งยืนอีกด้วย
– Pipcorn แบรนด์ขนมจากสหรัฐอเมริกาที่มาพร้อมกับแนวคิด “ขนมที่กินได้อย่างไม่รู้สึกผิด” โดยขนมของ Pipcorn เป็นข้าวโพดสายพันธุ์เก่าแก่ อุดมไปด้วยไฟเบอร์และแอนติอ็อกซิแดนท์ส นอกจากนี้ ข้าวโพดสายพันธุ์เก่าแก่นี้ยังสามารถเสริมความหลากหลายในพื้นที่เกษตรกรรม เพราะมันสามารถปรับตัวได้ดี และไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง แสดงให้เห็นว่าในการผลิต Pipcorn นั้น นอกจากจะได้ผลิตภัณฑ์ขนมที่ดีต่อสุขภาพแล้ว ขั้นตอนการผลิตก็เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ดังนั้นจึงอาจพูดได้ว่าแนวคิดขนมยั่งยืน เป็นหนึ่งแนวคิดที่มีศักยภาพในการนำมาปรับปรุง ประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจขนมในท้องถิ่น เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวท้องถิ่นตามสไตล์การท่องเที่ยวเชิงอาหาร

3. การรับประทานอาหารตามวัฒนธรรมความเชื่อ
อย่างที่เราทราบกันว่าอาหารและวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละท้องที่นั้นเชื่อมโยงกันอย่างแยกจากกันไม่ได้ แน่นอนว่านั่นรวมไปถึงในแง่ของความเชื่อและศาสนาด้วย ในบางความเชื่อหรือขนบธรรมเนียมของบางวัฒนธรรมจะมีการรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ หรืออาหารเจ ความเชื่อเหล่านี้ทำให้ผู้คนนิยมหันไปเชื่อมโยงตนเองกับธรรมชาติมากขึ้น เพราะเชื่อว่าการรับประทานอาหารเหล่านี้จะเป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาดพร้อมปรับสมดุลให้กับร่างกาย จากผลสำรวจของ Euromonitor พบว่ากว่า 44% ของกลุ่มตัวอย่างมีการจำกัดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์ ดังนั้นตลาด Plant-Based จึงเติบโตเป็นอย่างมาก เพราะตอบโจทย์ทั้งกลุ่มที่รับประทานอาหารมังสวิรัติและกลุ่มวีแกนกว่าครึ่ง
เช่น การรับประทานอาหารแบบ “โชจิน เรียวริ” ของญี่ปุ่น เป็นวัฒนธรรมวิถีการรับประทานอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากอาหารของพระสงฆ์ในพุทธศาสนา สืบทอดกันมายาวนานหลายร้อยปี โดยส่วนประกอบอาหารจะปราศจากทั้งเนื้อสัตว์และเนื้อปลา รวมไปถึงอาหารกลิ่นแรงอย่างกระเทียมและหัวหอม เน้นการรับประทานพืชผักอื่นๆ มักมีสีสันที่สวยงาม และชูรสชาติอาหารทั้ง 5 อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นหวาน เปรี้ยว เค็ม ขม และอูมามิ (กลมกล่อม) โดยเชื่อว่าโชจิน เรียวริ นั้นดีต่อสุขภาพร่างกาย
โดยสรุป ปัจจัยที่ส่งอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวเชิงอาหาร คือ การเติบโตของเทรนด์และวิถีชีวิตแบบต่าง ๆ Conscious Diet, Sustainable Snacks และการรับประทานอาหารตามความเชื่อท้องถิ่น จะเห็นได้ว่าอาหารนั้นเป็นเครื่องแสดงถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นต่างๆ และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นเป็นอย่างมาก
อัปเดตเทรนด์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
Regenerative Tourism เทรนด์การท่องเที่ยวใหม่ ฟื้นฟู ปรับสร้าง ปูทางสู่ความยั่งยืน
ภูเก็ต กับความท้าทายในการเติบโตบนเส้นทางความยั่งยืน เพื่อเป็นต้นแบบ เมืองท่องเที่ยวไทย ไร้คาร์บอน











