Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.17

ระวัง! อีอีซีสะดุดพิษเขตเศรษฐกิจพิเศษ “สิงคโปร์-มาเลเซีย” คู่แข่งที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

การลงนามในข้อตกลงจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (JS-SEZ) อย่างเป็นทางการ ระหว่างรัฐบาลมาเลเซียกับสิงคโปร์ โดยมีกำหนดจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ JS-SEZ ภายในสิ้นปี 2567 เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่เข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อระหว่างสองประเทศ ส่งผลกระทบต่อเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ของไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี มีความน่าสนใจคล้ายคลึงกัน เช่นภาษีในอีอีซีอยู่ที่ 17% ขณะที่ของมาเลย์-สิงคโปร์อยู่ที่ 15% หรืออัตราภาษีนิติบุคคลของมาเลย์-สิงคโปร์ อยู่ที่ 5% เป็นระยะเวลา 15 ปี ส่วนของไทยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบางกิจกรรมได้นานสูงสุด 13 ปี
ขณะที่การดึงดูดอุตสาหกรรมก็คล้ายกันคือ New S-Curve เช่น เอไอ หุ่นยนต์ อีวี อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของอีอีซี คือการการพัฒนาด้านเอไอ ยังเป็นรองมาเลเซียและสิงคโปร์ โรดแมปที่ตั้งไว้ในเฟส 1 ไม่ต่อเนื่องและไม่เป็นไปตามแผนในเฟส 2 การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ขาดการเชื่อมต่อกับผู้นำชุมชน โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินล่าช้า นโยบายส่งเสริมการลงทุนยังขาดความชัดเจน ภายใต้บริบททางการเมืองที่ยังสับสน เป็นสิ่งที่ผู้บริหารอีอีซีต้องเร่งแก้ไข ก่อนที่จะโดนเขตเศรษฐกิจพิเศษ JS-SEZ โกยนักลงทุนไปในอนาคต

สทนช. ตั้งงบ 9 พันล้าน พัฒนาเจ้าพระยาตะวันออก ป้องกันน้ำท่วม กทม. และ 4 ลุ่มน้ำหลัก

แม่น้ำบางปะกง
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทนช. เตรียมจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่ง สทนช. มีโครงการสำคัญที่มีมูลค่าเกินพันล้านบาทรอเสนอ ครม. คือ โครงการปรับปรุงการบริหารจัดการแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก วงเงินประมาณ 9,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ รวมทั้งน้ำท่วมใน 4 ลุ่มน้ำหลัก คือ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งการศึกษาครั้งนี้จะครอบคลุมเรื่องของน้ำทะเลหนุนสูง รวมทั้งการพิจารณาลงทุนในสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ โดยแผนการแก้ปัญหาน้ำท่วมบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ที่ผ่านมา สทนช. ได้ร่วมมือกับ กทม. ทั้งการทำอุโมงค์ระบายน้ำเพิ่มเติม การเชื่อมต่ออุโมงค์ระบายน้ำ หรือการเชื่อมต่อสถานีสูบน้ำ ซึ่งมีการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ททท. เชื่อนักท่องเที่ยวแดนมังกรเพิ่มช่วงตรุษจีน 3-7% สร้างรายได้กว่า 8 พันล้านบาท

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2568 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1.34 – 1.35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5 – 6% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 34,060 – 34,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7-8% เมื่อเทียบกับปี 2567 สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 2.77 – 2.87 แสนคน เพิ่มขึ้น 3-7% สร้างรายได้ 8,500 – 8,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5 – 9% นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน รวมทั้งนักท่องเที่ยวเชื้อสายจีนในมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เข้ามาสมทบในช่วงเทศกาลตามลำดับ

จีนตุน “ไมโครชิป” สู้สงครามการค้ารอบใหม่ มูลค่านำเข้าสูงกว่าน้ำมันดิบทั้งปี

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาล โจ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกา ได้เสนอมาตรการจำกัดการส่งออกชิปปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ขั้นสูง ซึ่งเป็นการประกาศครั้งสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ เป็นความพยายามที่จะสกัดกั้นไม่ให้จีนพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ตาม ก่อนที่มาตรการดังกล่าวจะถูกประกาศออกมา ข้อมูลของสำนักงานศุลกากรจีน ระบุว่า จีนนำเข้าวงจรรวมหรือไมโครชิปทั้งสิ้น 549,200 ชิ้นในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6 จากปีก่อนหน้า รวมมูลค่าการนำเข้าประจำปี 385,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 จากปีก่อนหน้า มากกว่าการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนในปี 2567 ที่มีมูลค่า 325,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตอกย้ำถึงความกังวลของจีนท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่