เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่รอช้าที่จะลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกเครดิตภาษี 7,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายด้านสภาพอากาศที่อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผลักดันในปี 2022 โดยโจมตีว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ไร้สาระ” และสะท้อนถึงการโฟกัสที่ผิดที่ผิดทางของโจ ไบเดนและพรรคเดโมแครต
โดยเขายืนกรานว่าจะ “คืนความยิ่งใหญ่ให้พลังงานดั้งเดิม” และยุติการผลักดันที่เขามองว่าเป็น “กับดักสีเขียว” ของฝ่ายตรงข้าม ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้อาจสะเทือนความพยายามของสหรัฐอเมริกา ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งต้องพึ่งพาการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การกระทำของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงไม่เพียงเป็นสงครามระหว่างวิสัยทัศน์ทางการเมืองที่ต่างกันแบบสุดขั้ว แต่ยังเดิมพันอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมของโลกอีกด้วย!”
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่าเขาน่าจะพยายามยกเลิกเครดิตภาษีมูลค่า 7,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 255,084 บาท) สำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายด้านสภาพอากาศที่สำคัญของโจ ไบเดน ในปี 2022
นี่คือสงครามที่ โดนัลด์ ทรัมป์ หมายมั่นปั้นมือมานาน โดยโต้กฎหมายไบเดน ด้วยการชูธงคำสั่ง “Unleashing American Energy” หวังพลิกทิศทางอนาคตพลังงานสหรัฐอเมริกาให้เป็นไปตามอย่างที่เขาต้องการ คำสั่งนี้มุ่งเน้นการยกเลิกนโยบายที่เขามองว่าเป็นการ “บิดเบือนตลาด” และ “จำกัดสิทธิผู้บริโภค” โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คำสั่งนี้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะสร้าง “สมรภูมิการแข่งขันที่เท่าเทียม” สำหรับผู้บริโภค ด้วยการเปิดโอกาสให้คนอเมริกันมีทางเลือกในการซื้อรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันหรือรถยนต์ไฟฟ้าก็ตาม
บางส่วนของคำสั่งนี้ระบุว่า “สหรัฐอเมริกาได้รับพรจากแหล่งพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กฎระเบียบที่ยุ่งยากและถูกจูงใจด้วยอุดมการณ์ได้ขัดขวางการพัฒนาทรัพยากรเหล่านี้ จำกัดการผลิตไฟฟ้าที่เชื่อถือได้และราคาไม่แพง ลดการสร้างงาน และทำให้พลเมืองของเราต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูง ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันโดยทำให้ต้นทุนการขนส่ง ความร้อน สาธารณูปโภค การเกษตร และการผลิตสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ความมั่นคงของชาติอ่อนแอลง ดังนั้น จึงเป็นผลประโยชน์ของชาติที่จะปลดปล่อยพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติที่ราคาไม่แพงและเชื่อถือได้ของอเมริกา ซึ่งจะฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของสหรัฐอเมริกา รวมถึงบรรดาผู้ที่ถูกลืมเลือนจากเศรษฐกิจของเราในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังจะช่วยฟื้นฟูความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการทหารของชาติ ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง”
แม้ว่ากฎหมายด้านสภาพอากาศของโจ ไบเดน ที่ผ่านในปี 2022 จะไม่ได้ “บังคับ” ให้ชาวอเมริกันต้องซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่เน้นสนับสนุนผ่านเงินอุดหนุนและเครดิตภาษีมูลค่า 7,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ ทว่าในมุมมองของทรัมป์ นโยบายดังกล่าวเป็นการ “บีบบังคับทางอ้อม” ทำให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตรถยนต์จำใจต้องสวามิภักดิ์รถยนต์ไฟฟ้า
คำสั่งดังกล่าวล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังระบุถึงการยกเลิกสิทธิการยกเว้นการปล่อยมลพิษที่แต่ละรัฐสามารถกำหนดเองได้ รวมถึงการทบทวนและพิจารณายุติเงินอุดหนุนที่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าเป็นพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีอื่นๆ สามารถแข่งขันได้อย่างเสรี โดยเขากล่าวย้ำว่า “การอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวคือการทำลายระบบเศรษฐกิจและนวัตกรรม”

ในคำสั่งนี้ยังบ่งชี้ถึงแผนของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการยกเลิกมาตรการควบคุมการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ที่สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) บังคับใช้ในยุคโจ ไบเดน โดยเฉพาะข้อกำหนดเข้มงวดเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกและมลพิษอื่นๆ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับวิกฤตโลกร้อน
การกระทำอันห้าวหาญของโดนัลด์ ทรัมป์ ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพลิกนโยบายอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความขัดแย้งอันดุเดือดระหว่างสองมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ฝ่ายหนึ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเพื่ออนาคต อีกฝ่ายผลักดันการพึ่งพาแหล่งพลังงานดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่ชาวอเมริกันยังคงถกเถียงกันว่าอนาคตของประเทศควรมุ่งหน้าไปทางใดกันแน่ การตัดสินใจครั้งนี้อาจกำหนดทิศทางทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาไปอีกหลายปีข้างหน้า!
การตัดสินใจที่สั่นสะเทือนความเป็นผู้นำพลังงานสีเขียวของแคลิฟอร์เนีย
โดนัลด์ ทรัมป์ สัญญาว่าจะ “ยุติการยกเว้นของรัฐบาลกลาง” ที่อนุญาตให้รัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นผู้นำด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม สามารถกำหนดมาตรการห้ามขายรถยนต์ใช้น้ำมันภายในปี 2035
การยกเว้นของรัฐบาลกลาง (Federal Waiver) นี้คือสิทธิพิเศษที่รัฐบาลกลางมอบให้รัฐแคลิฟอร์เนีย ตามพระราชบัญญัติอากาศสะอาด (Clean Air Act) ซึ่งอนุญาตให้แคลิฟอร์เนียสามารถกำหนดมาตรฐานด้านมลพิษที่เข้มงวดกว่ารัฐอื่นๆ ได้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงในรัฐนี้ เช่น แคลิฟอร์เนียได้ออกข้อบังคับที่มีความเข้มงวดในการควบคุมการปล่อยก๊าซจากรถยนต์ เช่น รถยนต์ที่ขายในรัฐแคลิฟอร์เนียต้องมีมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำกว่ามาตรฐานของรัฐบาลกลาง เมื่อแคลิฟอร์เนียออกมาตรฐานใหม่ รัฐอื่นๆ ที่สนับสนุนแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น นิวยอร์ก และแมสซาชูเซตส์ มักจะปฏิบัติตามด้วย

ดังนั้น การยกเลิกการยกเว้นนี้ จึงไม่ได้กระทบเพียงแค่แคลิฟอร์เนียเท่านั้น แต่ยังส่งแรงสะเทือนถึงรัฐอื่นๆ อีกกว่าสิบรัฐที่ยึดถือมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับสูงสุดตามแคลิฟอร์เนีย นโยบายนี้เปรียบเสมือน “โล่ป้องกัน” ที่ช่วยให้รัฐที่ต้องการสร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มงวดกว่ากฎหมายกลางสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นคำสั่งนี้จึงกลายเป็น “ศึกชี้ชะตา” ระหว่างอุดมการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างผลักดันการใช้พลังงานดั้งเดิมและลดข้อบังคับเพื่อหนุนเศรษฐกิจกับการมุ่งสู่อนาคตที่ปลอดคาร์บอน
การยกเลิกมาตรการปล่อยมลพิษครั้งนี้ชวนให้นึกถึงนโยบายในวาระแรกของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเขายกเลิกมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดในยุคของบารัค โอบามา ซึ่งเป็นความพยายามผลักดันประเทศสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม แต่เขากลับเลือกเดินเส้นทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจน โดยมองว่าข้อบังคับเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สะดุดหนัก! การลงทุนสถานีชาร์จ EV สหรัฐฯ โดนผลกระทบจากคำสั่งทรัมป์
หนึ่งในผลกระทบที่สำคัญจากคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ คือการทำให้โครงการลงทุนจำนวนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในสหรัฐต้องชะลอหรือหยุดชะงักทันที ซึ่งงบประมาณจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ใช้สนับสนุนโครงการเหล่านี้ มาจากกฎหมายสำคัญสองฉบับ ได้แก่
1. Inflation Reduction Act (IRA) กฎหมายที่มุ่งส่งเสริมพลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กฎหมายนี้ถูกประกาศใช้ในปี 2022 เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงสู่พลังงานสะอาดในสหรัฐอเมริกา และมุ่งหวังให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ซึ่ง IRA ให้การสนับสนุนเงินทุนหลายพันล้านดอลลาร์สำหรับโครงการพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง สำหรับสถานีชาร์จ EV การสนับสนุนจาก IRA จะมุ่งเป้าไปที่การเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงการช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

2. กฎหมายโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Investment and Jobs Act) กฎหมายนี้เป็นหนึ่งในโครงการที่สำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ได้รับการอนุมัติในปี 2021 โดยมีเป้าหมายในการปรับปรุงและขยายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในหลายด้าน เช่น ระบบขนส่ง มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และโดยเฉพาะการสนับสนุนสถานีชาร์จ EV เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า การลงทุนในด้านนี้จะช่วยเสริมสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชาติ สำหรับในส่วนของสถานีชาร์จ EV กฎหมายนี้มีบทบาทในการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่การสร้างและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เพราะการมีสถานีชาร์จที่เพียงพอและกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ จะทำให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามีความสะดวกสบายและมั่นใจในการเดินทางมากขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เป้าหมายการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตสามารถเป็นจริงได้
ในปี 2021 โจ ไบเดนได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ในการสร้างสถานีชาร์จ EV จำนวน 500,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2030 เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ นโยบายนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านการลงทุนและสร้างงาน แต่ความคืบหน้าในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายนี้ยังคงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง ณ สิ้นปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกามีสถานีชาร์จที่ใช้งานได้เพียง 214 แห่งใน 12 รัฐ ซึ่งนับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้
แม้ว่าจะมีโครงการสร้างสถานีชาร์จที่กำลังดำเนินการมากถึง 24,800 โครงการ ทั่วประเทศ แต่การดำเนินงานยังเป็นไปอย่างช้า ข้อมูลจากสำนักงานบริหารทางหลวงกลาง (Federal Highway Administration) ระบุว่า พอร์ตชาร์จสาธารณะใหม่มีการเปิดใช้งานเฉลี่ยประมาณ 1,000 พอร์ตต่อสัปดาห์ ตัวเลขนี้แม้จะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2021 แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะหากพิจารณาในเชิงตัวเลข สหรัฐอเมริกาจะต้องเร่งเพิ่มการเปิดใช้งานสถานีชาร์จ EV ให้มากกว่า 5 เท่า ของอัตราในปัจจุบัน เพื่อให้ทันกับเป้าหมาย 500,000 แห่งในอีก 6 ปีข้างหน้า
การชะลอหรือหยุดการสนับสนุนโครงการลงทุนในสถานีชาร์จ EV กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความพยายามในการสร้างโครงข่ายสถานีชาร์จที่มีความสำคัญต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย หากไม่มีการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ อุตสาหกรรม EV ในสหรัฐอเมริกาย่อมเสี่ยงที่จะตามหลังคู่แข่งอย่างจีนและยุโรปที่กำลังเร่งสร้างสถานีชาร์จและขยายตลาด EV อย่างต่อเนื่อง คำสั่งดังกล่าวจึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในสหรัฐอเมริกา
เมื่อความฝันสู่ตำแหน่งผู้นำ EV โลกของสหรัฐฯ กำลังเลือนลางและจางหาย
ในช่วงที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ดำรงตำแหน่งประธนานาธิบดี เขาได้ตั้งเป้าหมายให้รถยนต์ไฟฟ้าครึ่งหนึ่งของรถยนต์ใหม่ที่ขายในสหรัฐอเมริกา ภายในปี 2030 และจัดสรรเงินทุนมหาศาลเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ EV ผ่านโครงการต่างๆ เช่น National Electric Vehicle Infrastructure Formula และโครงการ Charging and Fueling Infrastructure Discretionary Grant เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ภายใต้การนำของโจ ไบเดน กฎหมายของ EPA หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดข้อจำกัดในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ก้าวหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์จะสามารถบรรลุข้อจำกัดนี้ได้หากพวกเขาสามารถจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้เพียง 30% ภายในปี 2032 พร้อมกับรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
นอกจากนี้ ภายใต้การนำของโจ ไบเดน สำนักงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติ (NHTSA) ได้กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง โดยคาดว่าจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเป็น 38 ไมล์ต่อแกลลอนในปี 2031 ซึ่งมากกว่าปี 2024 ที่ 29 ไมล์ต่อแกลลอน (ประมาณ 12.3 กิโลเมตรต่อลิตร) การเปลี่ยนแปลงนี้กระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องหันมาพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การชะลอหรือหยุดโครงการเหล่านี้ภายใต้คำสั่งของโดนัล ทรัมป์ กลับทำให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนา EV มีความไม่แน่นอน และอาจสูญเสียโอกาสของสหรัฐอเมริกาในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
แม้ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาจะเผชิญกับอุปสรรคมากมายในปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังสามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 8.1% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 7.9% ในปีก่อนหน้า จากข้อมูลของ Motorintelligence.com ระบุว่าถึงจะมีการเติบโตในอัตราที่ช้า แต่การลดลงของต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้าและการขยายตัวของการผลิตก็ยังเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมนี้

ขณะที่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือต้นทุนเบื้องต้นของรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังคงสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินแบบดั้งเดิม แม้ว่าจะมีการลดต้นทุนลงอย่างช้าๆ แต่ราคาแบตเตอรี่ที่แพงขึ้นก็ทำให้การขยายตลาด EV ยังไม่สามารถเป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้ได้ ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ในการดึงดูดผู้บริโภคให้หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ก่อนที่คำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์จะออกมา ผู้ผลิตรถยนต์บางรายก็เริ่มถอยหลังจากแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ท้าทาย ตัวอย่างเช่น ฟอร์ดที่ตัดสินใจยกเลิกแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV 3 แถว เพื่อเปลี่ยนมาเป็นรถยนต์ไฮบริดที่ใช้น้ำมันและไฟฟ้าแทน ขณะที่ General Motors เองก็ต้องเลื่อนแผนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในโรงงานของตน
ในขณะที่หลายฝ่ายยังคงตั้งตารอความสำเร็จของยานยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา แต่การที่แผนการพัฒนามีความล่าช้าและอาจต้องหยุดชะงักลงไปจากคำสั่งที่ไม่เป็นมิตรกับ EV กอปรกับท่ามกลางปัญหาต้นทุนที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ อาจทำให้ความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาสูญสลายลงไป
ในขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา อาจมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ เนื่องจากผู้บริโภคพยายามใช้ประโยชน์จากเครดิตภาษีที่รัฐให้เพื่อสนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า สถานการณ์นี้กลับสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษในระยะยาวอย่างแท้จริง แม้จะมีการสนับสนุนจากมาตรการภาษี แต่คำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ทำให้การสนับสนุนนี้อาจลดลงหรือถูกยกเลิก ก็จะส่งผลให้เกิดอุปสรรคที่สำคัญในการเดินหน้าสู่การลดมลพิษจากภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศ
“การยกเลิกการใช้รถยนต์ที่สะอาดเหล่านี้จะสร้างความยุ่งยากให้กับชาวอเมริกันด้วยราคาที่สูงขึ้น มลพิษที่มากขึ้น และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง โดนัลด์ ทรัมป์กำลังโจมตีก้าวสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในการต่อสู้กับมลภาวะทางอากาศ” แดน เบกเกอร์ ผู้อำนวยการแคมเปญการขนส่งสภาพอากาศปลอดภัยของศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพกล่าว
ที่มา :












