หากอ้างอิงตามข้อตกลงปารีส ภาคธุรกิจโรงแรมทั่วโลกต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 66% ภายในปี 2030 และ 90% ภายในปี 2050 และนอกเหนือจากข้อกำหนดนี้แล้ว ในยุคนี้ ก็มีความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยตามสถิติพบว่า 76% ของผู้เดินทางต้องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดจากรายงานของ Booking.com ปี 2023 ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ โรงแรมไทย จึงต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทางกลุ่มนี้แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
และเพื่อให้เห็นแนวทางที่ โรงแรมไทย ควรนำไปปรับใช้เพื่อก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม SCB EIC จึงได้นำเสนอบทความเรื่อง “โจทย์ด่วนโรงแรมไทยกับคำว่า “ยั่งยืน” ซึ่งได้อ้างอิงถึงการประกาศใช้ข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ในช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา ทั้ง Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ว่าด้วยการรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ว่าด้วยการสอบทานด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ผู้บริโภคในยุโรปและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงรายงานด้านความยั่งยืนของบริษัทหรือองค์กรในยุโรปรวมถึงบริษัทต่างชาติที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานได้ภายในปี 2569 และแน่นอนว่า โรงแรมไทย ก็ต้องปรับตัวตามข้อกำหนดนี้ด้วย
ด้วยเหตุนี้ โรงแรมไทย จึงถูกผลักดันให้ยั่งยืนยิ่งขึ้นเพื่อรับกติการักษ์โลกของ EU ภายในปี 2569 เนื่องจากโรงแรมและที่พักของไทยกว่า 2 หมื่นแห่ง ต่างขายห้องพักบน Booking.com ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ รวมถึง Agoda ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การบริหารของบริษัทแม่เดียวกัน (Booking Holdings) ที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด CSRD และ CSDDD

โดยทาง Booking.com และ Agoda ได้ขานรับข้อกำหนดของ EU พร้อมส่งเสริมโรงแรมทั่วโลกที่ขายห้องพักบนแพลตฟอร์มให้ได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล อย่างเช่น Greenkey, Green Globe, Travelife, EarthCheck, GSTC และรวมถึง Green Hotel Plus ของไทยที่ได้รับ GSTC-Recognized Standard
นอกจากนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวยังรวมไปถึงบริษัททัวร์ในยุโรปที่ขายแพ็กเกจท่องเที่ยวไทยด้วย ทั้งนี้จากข้อมูลโครงการสำรวจเพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศในไตรมาส 3 ปี 2567 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า 56% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยนิยมจองโรงแรมและที่พักผ่าน OTAs และ 35% ของนักท่องเที่ยวยุโรปจองโรงแรมและที่พักผ่านบริษัททัวร์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ได้ว่าข้อกำหนดใหม่นี้จะส่งผลกระทบกับธุรกิจโรงแรมไทยที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 35 ล้านคนในแต่ละปี โดยราว 20% เป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรป
ขณะที่โรงแรมไทยในภาพรวมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นบนเส้นทางของความยั่งยืน จากการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจโรงแรมทั่วโลกของ The Department for Environment, Food & Rural Affairs (DEFRA) ของสหราชอาณาจักร พบว่า ในปี 2566 โรงแรมไทยยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่ค่อนข้างสูงที่ 43.4 kgCO2e per occupied room เมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลกอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ อิตาลี และฝรั่งเศส

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า โรงแรมไทย ในภาพรวมจึงยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก้าวสู่ความยั่งยืน สะท้อนจากจำนวนโรงแรมที่ได้รับมาตรฐานด้านความยั่งยืนในระดับสากลทั้งหมดในปี 2567 อยู่ที่ราว 100 แห่งหรือมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของโรงแรมและที่พักในไทยทั้งหมด อีกทั้งยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต
โดยกว่า 60% เป็นโรงแรมเชนทั้งในเครือเชนต่างประเทศและเชนไทย ซึ่งเส้นทางสู่ความยั่งยืนของโรงแรมไทยยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการทั้ง 1) ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจถึงประโยชน์ในระยะยาวของการเป็นโรงแรมยั่งยืน 2) ความพร้อมในด้านเงินทุน บุคลากร ที่ปรึกษา และการเก็บข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบเนื่องจากธุรกิจโรงแรมเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้ไม่นาน และ 3) แรงกระตุ้นที่จะผลักดันให้ธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนทั้งจากนโยบายภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจากเทรนด์ของนักท่องเที่ยว โดยก้าวสำคัญ (3T) ที่จะช่วยให้โรงแรมยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง มีดังนี้
• Target : การกำหนดเป้าหมายสู่ความยั่งยืนภายใต้กรอบเวลาและแผนงานที่ชัดเจน รวมถึงกำหนดตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งธุรกิจโรงแรมอาจกำหนดเป้าหมายระยะสั้นควบคู่ไปกับเป้าหมายระยะยาว
• Teamwork : การสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้แก่พนักงาน Supplier ไปจนถึงผู้เข้าพัก ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการก้าวสู่ความยั่งยืนร่วมกันด้วย
• Transform : ธุรกิจโรงแรมอาจเริ่มต้นจากการปรับลดการใช้พลังงานและทรัพยากร รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง แล้วจึงวางแผนเพิ่มการลงทุนในพลังงานทดแทนหรือปรับปรุงอาคารเขียวเมื่อมีความพร้อม

ทว่า การก้าวข้ามข้อจำกัดและการเสริมความแข็งแกร่งด้านความยั่งยืนก็ยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ
• การยกระดับเป้าหมายความยั่งยืนไทย ด้วยการผลักดันให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องโจทย์ด่วนไม่ใช่เป็นเพียงทางเลือกของธุรกิจผ่านการออกข้อกำหนด/มาตรการการบังคับใช้เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญในการก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมด้านความยั่งยืนให้กับสังคม
• การพิจารณาจัดตั้งกองทุนความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการดำเนินการด้านความยั่งยืนเพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะโรงแรมขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งอาจครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนเงินทุนในการยื่นขอรับใบรับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล
• การออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านความยั่งยืน เช่น การออกสิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การฝึกอบรมบุคลากร หรือการขอใบรับรองมาตรฐานในระดับสากลเพื่อกระตุ้นให้โรงแรมไทยหันมาลงทุนด้านความยั่งยืนมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เพื่อให้โรงแรมไทนเห็นถึงแนวโน้มสำคัญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน บทความเรื่อง “7 เทรนด์ “การจัดการโรงแรมอย่างยั่งยืน” ที่น่าจับตามองปี 2025” จากเว็บไซต์ Carbonwize’s blog ได้ชี้ให้เพื่อขับเคลื่อน โรงแรมไทย ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เห็นถึงแนวทางสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อยกระดับโรงแรมให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในทุกมิติด้วย ดังนี้

1. การออกแบบอาคารสถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly Architecture) มีการนำวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนมาใช้ในโรงแรม เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิล และการออกแบบที่ประหยัดพลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
2. การใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เช่น การติดตั้งแผงโซลาเซลล์ เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในโรงแรม เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล (fossil fuel) และสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนระดับโลก (Sustainable Development Goals: SDGs)
3. การใช้เทคโนโลยีสีเขียว (Green Technologies) เช่น การใช้เครื่องวัดอุณหภูมิห้องอัจฉริยะ (เทอร์โมสตัท), ไฟ LED, และระบบจัดการพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดของเสีย
4. การมีส่วนร่วมของแขกผู้เข้าพักในโครงการความยั่งยืน การสนับสนุนให้แขกมีส่วนร่วมในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การรีไซเคิล หรือการงดใช้บริการทำความสะอาดห้องทุกวัน ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในด้านความยั่งยืนและเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับแขกผู้เข้าพัก
5. การได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความยั่งยืน (Certification) การผลักดันให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น GSTC Certification (Global Sustainable Tourism Council) แสดงถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมในด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นมาตรฐานชั้นนำด้านการท่องเที่ยวและการบริการที่ยั่งยืน ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
6. การเน้นความยั่งยืนทางสังคม การร่วมมือกับร้านค้าและผู้ประกอบการในชุมชนท้องถิ่น ไม่เพียงช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ (Carbon Footprint) แต่ยังช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นและเพิ่มคุณค่าด้านวัฒนธรรมให้กับนักท่องเที่ยว
7. การฟื้นฟูธรรมชาติและการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ การมีส่วนร่วมในโครงการฟื้นฟูธรรมชาติ คืนพื้นที่ธรรมชาติให้สภาพเดิม และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โรงแรม
ที่มา :
- บทความเรื่อง “โจทย์ด่วนโรงแรมไทยกับคำว่า “ยั่งยืน”” โดย ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
- บทความเรื่อง “7 เทรนด์ “การจัดการโรงแรมอย่างยั่งยืน” ที่น่าจับตามองปี 2025 โดย Pimboon Thanwiset จากเว็บไซต์ Carbonwize’s blog










