ปี 2568 แม้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยยังเติบโต และไทยจะยังเป็น 1 ในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว 5 อันดับแรกที่คนจีนเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุด แต่การเร่งขึ้นของคนจีนเที่ยวไทยไม่ง่าย จาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประเด็นเรื่องความปลอดภัย เศรษฐกิจจีนและค่าเงินหยวนผันผวน การแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวจีน เทรนด์นักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไป
จากข้อมูลเบื้องต้นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนในไทยปีนี้มีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากมาตรการวีซ่าฟรี และแรงหนุนจากการที่ไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยช่วงวันที่ 1-19 มกราคม 2568 ชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวมีจำนวนกว่า 3.5 แสนคน เติบโตประมาณ 14.2%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปี 2568 นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยจะอยู่ที่ประมาณ 7.5 ล้านคน เติบโต 11.4% จากปี 2567 หรือกลับมา 68% ของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยทั้งหมดในปี 2562 (11.1 ล้านคน) โดยมีความท้าทาย จาก 4 ปัจจัย ดังนี้
ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย เป็นประเด็นที่ทางการไทยควรเร่งฟื้นความเชื่อมั่นในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบระยะยาว แม้ประเทศไทยยังคงเป็น 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวจีน แต่จากผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีนโดย Oliver Wyman มองว่าประเทศไทยซึ่งเป็นที่นิยมมายาวนาน กลับได้รับความนิยมลดลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนมีความกังวลด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนได้จากกรณีที่เกิดขึ้นกับดาราจีนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คนจีนมีการยกเลิกการเดินทางมาเที่ยวในไทย หรือมองหาจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวใหม่
เศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงจากสงครามการค้า กำลังซื้อชาวจีนบางกลุ่มยังไม่ฟื้นตัว และค่าเงินหยวนที่ผันผวนในทิศทางอ่อนค่า ทำให้ในปี 2568 ทิศทางการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนจีนอาจยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิดปี 2562 (จำนวน 155 ล้านทริป) และคนจีนจะมีการเปรียบเทียบจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับงบประมาณ ซึ่งก็อาจมีผลต่อการเดินทางมาท่องเที่ยวที่ไทย โดยในช่วงที่ผ่านมา ประเทศที่มีค่าเงินที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินหยวนมีอัตราการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนดีกว่าไทยที่มีค่าเงินแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินหยวน

การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูง สะท้อนได้จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนในหลายประเทศดีกว่าไทย และในปี 2567 ประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนสูงกว่าไทยแล้ว ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศใช้นโยบายวีซ่าฟรีเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน ข้อมูลจาก VisaIndex พบว่า มี 44 ประเทศที่คนจีนสามารถเดินทางไปเที่ยวโดยไม่ต้องขอวีซ่า และ 36 ประเทศที่สามารถขอวีซ่าได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางสะดวกและมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น
การเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไป ความต้องการที่หลากหลาย ประกอบกับสื่อสังคมออนไลน์มีผลต่อการเลือกจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว ทำให้การเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนไม่ใช่เรื่องง่าย การเดินทางท่องเที่ยวของคนจีนมีการปรับเปลี่ยนไปมากหลังโควิด เทรนด์สำคัญ อาทิ การเดินทางท่องเที่ยวเอง หรือกรุ๊ปทัวร์ขนาดเล็ก ซึ่งมีความคล่องตัวในการท่องเที่ยว ระยะเวลาการตัดสินใจวางแผนเดินทางท่องเที่ยวประมาณ 1 เดือน (ผลจากมาตรการวีซ่าฟรี) มองหาจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ระหว่างท่องเที่ยวอย่างแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สะท้อนได้จาก การเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวรองๆ อย่างจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวกาตาร์เติบโตกว่าปี 2562 หรือสายการบินระหว่างจีนกับประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวรองๆ เพิ่มขึ้น และจากข้อมูลของ Dragon Trial พบว่า การจองทริป หรือการค้นหาข้อมูลของนักท่องเที่ยวจีน มีความหลากหลายและแนวโน้มไปยังตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเพิ่มมากขึ้น
ประเมินผลกระทบ 3 ระดับ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินบรรยากาศของตลาดนักท่องเที่ยวจีนจากสำนักงาน ททท. ทั้ง 5 แห่งในจีน หลังนักแสดงจีนหายตัวไปบริเวณชายแดนเพื่อนบ้านของไทย เพื่อประเมินแนวโน้มว่าเป็นอย่างไร โดยแบ่งเป็น 3 ภาพจำลอง
กรณี 1 หากบริหารจัดการสถานการณ์เชิงลบได้ ไม่มีเหตุการณ์อะไรเข้ามาส่งผลกระทบอีก นักท่องเที่ยวจีนจะบวกประมาณ 6-7% เทียบกับปี 2567 อยู่ประมาณ 7.3 ล้านคน
กรณี 2 หลังช่วงตรุษจีน อาจยังมีประเด็นบางเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการเดินทาง จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะบวกน้อยลงเหลือประมาณ 3%
กรณี 3 หากมีกรณีหรือประเด็นใหม่ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น จะกระทบกับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีน ทำให้ติดลบประมาณ 1%
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินในภาพรวม ททท.ยังคาดการณ์ว่าเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวจีนทั้งปี 2568 จะอยู่ประมาณ 7.3 ล้านคน
เสนอมาตรการแก้ไข 3 เฟส
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับมาตรการแก้ไข สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน แบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้
ระยะเร่งด่วน (1-2 เดือน) จัดตั้งศูนย์บัญชาการร่วมบริหารวิกฤติแบบ 24 ชั่วโมง เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ, สร้างทีมนักสื่อสารที่เชี่ยวชาญภาษาจีน ติดตามและตอบโต้ข่าวปลอมในโซเชียลมีเดียจีนแบบทันที พัฒนาแอปพลิเคชั่นแจ้งเหตุฉุกเฉิน และขอความช่วยเหลือแบบทันที เชิญสื่อจีนมาสัมผัสประสบการณ์จริงในการท่องเที่ยวไทย พร้อมถ่ายทอดผ่านสื่อออนไลน์ เป็นต้น
ระยะสั้น (3-6 เดือน) จัดทำแพ็คเกจท่องเที่ยวพิเศษ พร้อมประกันภัยครอบคลุม, มัคคุเทศก์มืออาชีพ และระบบติดตามตัว จัดอบรมผู้ประกอบการ และบุคคลากรด้านการจัดการภาวะวิกฤติ และสื่อสารกับนักท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยว โดยการติดตั้งกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ เป็นต้น
ระยะกลาง (7-12 เดือน) พัฒนาระบบตรวจลงตราแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการตรวจสอบประวัติล่วงหน้า, สร้างความร่วมมือไทย-จีน ด้านความมั่นคงท่องเที่ยว, พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมทุกบริการสำหรับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่วางแผนการเดินทาง จองที่พัก ระบบนำทาง แจ้งเหตุฉุกเฉิน และการรายงานปัญหา
ข้อมูล :
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
- มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย












