GISTDA อัปเดต เทคโนโลยีจากอวกาศ ตรวจสอบ ติดตาม ฝุ่น PM2.5 นำสู่แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน-ระยะยาว

จนถึงวันนี้ 26 มกราคม 2568 ค่าฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดทั่วไทยยังคงน่าเป็นห่วง โดยใน กรุงเทพฯ ค่าฝุ่น PM2.5 ทุกพื้นที่เกินมาตรฐาน ระดับสีแดง 7 พื้นที่ ส่วนสีส้ม 63 พื้นที่ โดยค่าฝุ่นสูงสุดอยู่ที่ 3 เขต ได้แก่ เขตหนองจอก ลาดกระบัง บึงกุ่ม

ขณะที่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้รายงานการเกาะติดสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาพรวมประเทศไทย ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมแบบรายชั่วโมง รอบเวลา 08.00 น. ในวันที่ 26 มกราคม 2568 พบค่าฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจในระดับสีแดง 23 จังหวัด ในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง โดยพบค่า PM2.5 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพในระดับสีส้ม กระจายอยู่ในหลายพื้นที่
ทั้งนี้ คาดว่า ปริมาณฝุ่น PM2.5 ในอีก 3 ชั่วโมงข้างหน้านี้ หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ยังคงมีค่าฝุ่น PM2.5 ระดับสีแดง ส่วนภาพรวมของประเทศ ยังมีค่าฝุ่น PM2.5 ระดับสีแดง สลับกับสีส้ม กระจายอยู่ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
ด้วยสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเช่นนี้ โดยเฉพาะอันตรายต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นจาก ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจของมนุษย์อย่างรุนแรง สามารถก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งปอด รวมถึงโรคอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย ปัจจุบันจึงมีหลายหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการติดตามและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
และหนึ่งในนั้นคือ GISTDA ที่ต้องการดึงศักยภาพจาก เทคโนโลยีจากอวกาศ เช่น ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบเซนเซอร์ระยะไกล หรือ Remote Sensing มาใช้ประโยชน์ ในการเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบและติดตามฝุ่นละออง PM2.5 อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
เพื่ออัปเดตว่า เทคโนโลยีจากอวกาศ จะมีส่วนในการช่วยมอนิเตอร์สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างไร Facebook : GISTDA ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “เทคโนโลยีจากอวกาศ ตรวจสอบ ติดตาม ฝุ่น PM2.5 พร้อมแนวทางในการบรรเทาและแก้ไขปัญหา” ที่ให้ความรู้ในประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

3 เทคโนโลยีจากอวกาศ มอนิเตอร์ฝุ่น PM2.5 แม่นยำ ตลอด 24 ชั่วโมง

มีการนิยาม เทคโนโลยีจากอวกาศ (Space Technology) ว่าหมายถึง การนำองค์ความรู้ วิธีการ และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาดาราศาสตร์และห้วงอวกาศที่อยู่นอกเหนืออาณาเขตของโลกอย่างเหมาะสม ทั้งเพื่อการเรียนรู้และการทำความเข้าใจต่อจักรวาล ปรากฏการณ์ และดวงดาวต่างๆ ยังรวมไปถึงการศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างเครือข่ายติดต่อสื่อสาร หรือ การเตือนภัยพิบัติต่างๆ
และเมื่อเกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 เทคโนโลยีนี้จึงได้นำมาปรับใช้ เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
1. เทคโนโลยีจากอวกาศกับบทบาทในการตรวจสอบ PM2.5 ในรูปแบบของ “ดาวเทียมสำรวจโลก (Earth Observation Satellites)” ยกตัวอย่าง
• ดาวเทียม Himawari-8 โดยภารกิจหลักของดาวเทียมดวงนี้ คือการติดตามการเปลี่ยนแปลงบนชั้นบรรยากาศของโลกทุกๆ 10 นาที ผ่านกล้องในระบบออพติคอลและอินฟาเรด เพื่อเก็บข้อมูลสภาพอากาศครอบคลุมบริเวณทวีปเอเชียและแปซิฟิกตะวันตก จากนั้นจะส่งให้ภาคพื้นดินใช้ประกอบการพยากรณ์อากาศบนโลก จุดเด่นคือมีความถี่ของการจับภาพที่สูง ทำให้มีฐานข้อมูลเก็บรวบรวมไว้อย่างเพียงพอ และที่สำคัญคือสามารถส่งข้อมูลภาพถ่ายในช่วง mid-infared ได้
• ดาวเทียม ระบบ MODIS (Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer) และ ระบบ VIIRS (Visible Infrared Imaging Radiometer Suite) สามารถวัดค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ผ่านข้อมูลแสงสะท้อนและการดูดกลืนแสงในชั้นบรรยากาศ
• ดาวเทียม Sentinel-5P ภายใต้โครงการ Copernicus ของสหภาพยุโรป มีความสามารถในการตรวจวัดมลพิษทางอากาศ รวมถึง PM2.5 และก๊าซที่เกี่ยวข้อง เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์ อุปกรณ์หลักบนดาวเทียมดวงนี้เรียกว่า Tropomi เป็นกล้องถ่ายภาพที่มีความก้าวหน้าสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศโลกด้วยการเทียบเเสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากชั้นบรรยากาศโลกกับเเสงที่มาจากดวงอาทิตย์โดยตรงและกล้องถ่ายภาพตัวนี้มีความคมชัดของภาพสูงขึ้นกว่าในอดีตมาก

PM2.5

2. การติดตามการกระจายตัวของ PM2.5
ข้อมูลจากดาวเทียมสามารถนำมาใช้วิเคราะห์การกระจายตัวของ PM2.5 ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในระดับประเทศ ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ระดับตำบล ไปจนถึง ณ ตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้งาน โดยการใช้ข้อมูลเหล่านี้ร่วมกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เช่น Weather Research and Forecasting (WRF) Model ช่วยทำนายแนวโน้มและแหล่งที่มาของฝุ่นละออง
การใช้เทคนิค AI/ML หรือ Artificial Intelligence/Machine Learning คือ “การทำให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยใช้ข้อมูล” Machine Learning เป็น subset ของ AI จุดประสงค์คือเพื่อใช้ในการสร้างแอปพลิเคชั่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ในการทำงานบางประเภท โดยการทำให้ฉลาดขึ้น สามารถพัฒนา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยเลือกใช้ Random Forest Model ซึ่งเป็น Model ประเภทหนึ่งถูกพัฒนาขึ้นจาก Decision Tree ต่างกันที่ Random Forest เป็นการเพิ่มจำนวน Tree เป็น Tree หลายๆ ต้น ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น แม่นยำมากขึ้น ซึ่งโมเดล Random Forest เป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมไปอย่างมากในการใช้ Machine Learning และ GISTDA เลือกใช้โมเดลนี้กับแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น”
3. การวิเคราะห์ข้อมูลในระดับเวลาจริง
เทคโนโลยีจากอวกาศช่วยให้สามารถตรวจสอบค่าฝุ่น PM2.5 แบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายเซนเซอร์ที่ทำงานร่วมกันระหว่างพื้นดินและอวกาศ เช่น ระบบ GEMS (Geostationary Environment Monitoring Spectrometer) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดที่ติดตั้งบนดาวเทียม KOMPSAT-2B ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือบันทึก วิเคราะห์ และติดตามปริมาณก๊าซที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมบนโลกของเราได้อย่างต่อเนื่องและรายละเอียดข้อมูลที่ดีขึ้น อาทิ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ ก๊าซโอโซน และอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5, PM10) ซึ่งใช้การสอบเทียบค่ากับเซนเซอร์จากสถานีตรวจวัดภาคพื้นดิน เป็นต้น

ปัญหาฝุ่น PM2.5

GISTDA แนะภาครัฐ 4 แนวทางบรรเทาและแก้ไขปัญหา PM2.5 แบบตรงจุด

1. การออกนโยบายจากข้อมูลที่แม่นยำ
ข้อมูลจากดาวเทียมช่วยสนับสนุนการทำงานให้กับรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศเพื่อวางแผนและกำหนดนโยบายในการลดมลพิษได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น การกำหนดเขตพื้นที่ควบคุมการปล่อยมลพิษ (Emission Control Zones) ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูง หรือการออกประกาศแจ้งเตือนเขตมลพิษต่างๆ
2. การเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนล่วงหน้า
• ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศที่ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
• การพัฒนาระบบแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนที่เชื่อมโยงกับข้อมูลอวกาศ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในกรณีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนได้ป้องกันและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น
3. การพัฒนาเทคโนโลยีลดมลพิษ
• ใช้ข้อมูลจากอวกาศในการระบุแหล่งกำเนิดฝุ่น เช่น การเผาในที่โล่งและการจราจร เพื่อนำมาพัฒนาเทคโนโลยีการลดมลพิษที่ตรงจุด เช่น การติดตั้งตัวกรองฝุ่นจากแหล่งกำเนิดต่างๆ
4. การส่งเสริมความร่วมมือระดับนานาชาติ
• การใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องมือร่วมกันในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศผ่านองค์กรเช่น United Nations Environment Programme (UNEP) เป็นต้น
ในบทความของ GISTDA ยังได้เน้นย้ำว่าเทคโนโลยีจากอวกาศได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบและติดตาม PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบเซนเซอร์ระยะไกลช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กได้อย่างแม่นยำมากขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนการออกแบบนโยบายและมาตรการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพ การผสมผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ากับความร่วมมือระดับโลกจะช่วยลดผลกระทบของ PM2.5 ต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชากรดีขึ้นต่อไป

เทคโนโลยี นวัตกรรม ช่วยมอนิเตอร์และบรรเทาภัยพิบัติอย่างได้ผล

ภาวะโลกรวน ทำไทยติดอันดับโลก ประเทศเสี่ยงเจอภัยพิบัติ นักวิชาการแนะรัฐ สร้างกลไก “เข้าถึงเทคโนโลยี” พร้อมปรับตัว รับมือ Climate Change

รู้ทุกเรื่องเพื่อรับมือ ‘ภัยพิบัติคลื่นความร้อน’ วิกฤตธรรมชาติที่ต่อจากนี้จะทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี

องค์กรใดบ้างที่ควรรับผิดชอบ? คำถามที่ต้องตอบ ปูทางสู่การยกเครื่อง ระบบเตือนภัยพิบัติ ลดความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างได้ผล