ความพยายามมุ่งไปสู่การเป็น “สังคมหมุนเวียนวัสดุ” หรือ Sound Material Cycle Society ของ “ญี่ปุ่น” ถือเป็น Best Practice หรือต้นแบบที่ดีในการก้าวสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ”
Sound Material Cycle Society หรือในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า “จุนคัง กะตะ ชาไค” (Junkan-gata-shakai) หมายถึง “สังคมหมุนเวียนวัสดุ” เกิดขึ้นจากแนวคิดของ “คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น” เมื่อปี ค.ศ. 1991
ที่ต่อมาได้ตราเป็นกฎหมายจัดตั้ง “สังคมหมุนเวียนวัสดุ” ฉบับที่ 1 ในปี ค.ศ. 2000 หรือ 1st Fundamental Plan for Establishing a Sound Material Cycle Society และผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาในปี ค.ศ 2003 รวมถึงฉบับปรับปรุงใหม่ในปี ค.ศ. 2008
ก่อนหน้านี้ “ญี่ปุ่น” มีกฎหมายรีไซเคิลทั้งรายสินค้า และรายสาขา เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเพื่อก้าวสู่ “สังคมหมุนเวียนวัสดุ” รวมถึงกฎหมายส่งเสริมการจัดซื้อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสนับสนุนวงการสินค้า Recycle ทั้งหมด
โดยแนวคิด “สังคมหมุนเวียนวัสดุ” มีรากฐานมาจากหลักการ 3R (Reduce, Reuse, Recycle) เหตุผลหลักก็คือ ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไม่มีระบบจัดการขยะที่ดี ซึ่งหมายรวมถึงนโยบายการบำบัดของเสีย ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ มลพิษทางดิน และมลพิษทางน้ำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

อีกทั้งยังพบปริมาณ Waste วัตถุดิบที่สูญเสียมหาศาล เนื่องจากความไม่มีประสิทธิภาพของการจัดการขยะ และประสิทธิภาพของการบริหารทรัพยากร
“สังคมหมุนเวียนวัสดุ” เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ลดขยะ และลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยสนับสนุนและส่งเสริม การนำกลับมาใช้ซ้ำ การรีไซเคิล และการกำจัดอย่างเหมาะสม (Reduce, Reuse, Recycle) เพื่อให้โลกเกิดความสมดุล
ก่อนหน้านี้ มีการรณรงค์เพื่อทำความเข้าใจ “หลักการไหลของวัสดุ” หรือ Flows of Materials ในภาคเศรษฐกิจ ด้วยการสร้าง “บัญชีการไหลเวียนวัสดุ” หรือ Material Flow Accounts: MFA ในฐานะเครื่องมือสำหรับบูรณาการ “นโยบายสิ่งแวดล้อม” ของ “ญี่ปุ่น”
ทั้งนี้ MFA หรือ “บัญชีการไหลเวียนวัสดุ” ได้ระบุถึงรายละเอียดทั้งหมดของวัตถุดิบที่ไหลเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีการบันทึกรายการภาพรวมของการไหลเวียนดังกล่าวไว้อย่างละเอียด
ดังนั้น MFA จะทำให้ภาครัฐสามารถกำหนดเป้าหมาย หรือ “ตัวชี้วัดการไหลเวียนวัตถุดิบ” หรือ Material Flow Indicators

โดยมีการประกาศแผนการเพื่อจะนำไปสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” ของ “ญี่ปุ่น” จำนน 6 ด้านประกอบด้วย
1. การเดินทาง เน้นการใช้ระบบขนส่งมวลชน และระบบ Car Pool ที่ได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และดูแลกำกับผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นสูง เช่น เครือข่าย 5G หรือ 6G เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้า บริการ และผู้คนที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกิดการปล่อยคาร์บอนที่ต่ำ
2. การดำเนินชีวิต ในสภาพแวดล้อมการทำงาน และบ้านอยู่อาศัย ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นสูง เน้นหนักที่การประหยัดพลังงานในทุกกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานจากที่บ้าน หรือสถานที่ที่สะดวกได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองหรือเข้าสำนักงาน
3. โอกาสใหม่ทางธุรกิจ สภาวะโลกร้อนถือเป็น “โอกาสใหม่ทางธุรกิจ” ที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องเปิดเผยรายละเอียดของกิจกรรมที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้สาธารณชนรับทราบ เช่น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สามารถตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น อุตสาหกรรมหนักจะมีการใช้ไฮโดรเจนมาทดแทนการใช้ถ่านหิน เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดมาใช้ในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
4. ทางเลือกของผู้บริโภค ประชาชนไม่รับถุงพลาสติก หรือหีบห่อที่ไม่จำเป็นอื่นๆ ปรับรสนิยมในการบริโภคสินค้าที่ใช้ซ้ำได้ และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอุดหนุนสินค้าในชุมชน โดยไม่สนับสนุนสินค้าจากบริษัทที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
5. ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และเกษตรแปรรูป สิ่งเสริมการบริหารจัดการการเกษตร และเกษตรแปรรูปที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดให้ผู้บริโภคสามารถทราบถึงที่มา และวิธีการผลิตของโภคภัณฑ์ต่างๆ
6. หลอมรวมความหลากหลาย ด้วยรูปแบบที่แตกต่างระหว่างเขตเมือง และเขตชนบท จึงกำหนดให้มีการวางผังเมืองให้เหมาะกับขนาดเมือง ผ่านระบบคมนาคม อาคารบ้านเรือน พลังงานทางเลือก เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของเมือง โดยแบ่งประเภทของเมืองตามขนาดได้ 3 ระดับ เมืองขนาดกลางถึงใหญ่ 2.เมืองขนาดเล็ก 3.เขตชนบท
สำหรับ Best Practice หรือต้นแบบที่ดีในการก้าวสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” เริ่มจาก “ภาคสมัครใจของอุตสาหกรรม” ที่ไม่ใช่เป้าหมายผูกพัน หรือ Binding Targets ผ่านการบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โดยรัฐบาลท้องถิ่นจะเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารขยะ และการจัดการทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการขยะ
นอกจาก “สังคมหมุนเวียนวัสดุ” แล้ว “ญี่ปุ่น” ยังมีเป้าหมายการก้าวเข้าสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ”
หลักการสำคัญ คือการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกภาคส่วน โดยประเทศญี่ปุ่นจะมุ่งสู่การเป็น “สังคมคาร์บอนสมดุล” หรือ Carbon Neutral Society แปลว่า “สังคมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่ธรรมชาติสามารถดูดซับได้”
ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ทุกภาคส่วนต้องคำนึงถึงการลดปริมาณคาร์บอนในทุกๆ กิจกรรม ที่ประชาชนละทิ้งค่านิยมที่มุ่งเน้นการบริโภค หันมามุ่งเน้น ความผูกพันกับธรรมชาติ
โดยต้องมีความตระหนัก และรู้สึกผิดเสมอหากมีการใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษา และฟื้นฟูธรรมชาติ เพื่อให้มนุษย์และธรรมชาติ เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
Best Practice หรือต้นแบบที่ดีในการก้าวสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” นำไปสู่ “กลยุทธ์เพื่อไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” หรือ Low Carbon Society Strategy ประกอบด้วย ความร่วมมือจากภาคประชาชน หรือ Desirables Action for Citizens โดยปลูกฝังให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางความคิด เช่น Eco-participation, Eco-thinking หรือ Eco-sharing

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้ความร่วมมือจากภาคเอกชน หรือ Desirables action for Corporations ให้ผลิตสินค้า “คาร์บอนต่ำ” สนับสนุนนวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อสร้างโมเดล “ธุรกิจคาร์บอนต่ำ” เพื่อให้ธุรกิจมีส่วนส่งเสริมสังคมคาร์บอนต่ำ และบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางกำไรไปพร้อมๆ กันผ่านการสนับสนุนจากสถาบันการเงินเพื่อให้เงินทุนกับธุรกิจที่ต้องการทำการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม
ผ่านนโยบายจากภาครัฐบาล เช่น การให้แรงจูงใจแบบสนับสนุน หรือ Incentives โครงสร้างพื้นฐาน หรือ Soft Infrastructure ที่มุ่งเน้นด้านความรู้ และการศึกษา โครงสร้างพื้นฐานทั่วไป หรือ Hard Infrastructure ในการปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และทุนธรรมชาติ มุ่งเน้นการบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อม
กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่า ท่ามกลางทิศทางการพัฒนาประเทศที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่งของ “ญี่ปุ่น” ความชัดเจนด้านสิ่งแวดล้อมจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
อย่างไรก็ดี “ญี่ปุ่น” ตระหนักดีถึงผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาดังกล่าวที่ส่งผลต่อทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมโลก เป็นการส่งผ่าน Best Practice หรือต้นแบบที่ดีในการก้าวสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” ให้ชาติอื่นๆ ได้เรียนรู้จากประเทศที่ผ่านประสบการณ์มาก่อน เพื่อนำมาต่อยอด และประยุกต์ใช้กับสังคมของเราอย่างลึกซึ้งต่อไป












