ทำไม “อีลอน มัสก์” สนับสนุนเศรษฐศาสตร์แนวปูติน

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หากยังเน้นการใช้ปริมาณเงินอัดเข้าไปในระบบ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ อย่างที่รับรู้กันว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของสหรัฐอยู่บนฐานการบริการร้อยละ 80 ซึ่งแตกต่างจากคู่ขัดแย้งอย่างรัสเซียที่เศรษฐกิจอยู่บนฐานการบริการร้อยละ 56 ดังนั้นการค้นหาวิธีการพัฒนาประเทศที่มีการบริโภคอันดับใหญ่ที่สุดในโลกกว่าร้อยละ 20 ของตลาดโลกนั้นยังไม่มีแนวทางชัดเจน โดยเฉพาะปัญหาการขาดดุลและอัตราเงินเฟ้อ มาดูกันว่ามุมมองการแก้ปัญหานี้จะมีแนวทางอย่างไรเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต


ถาม: ปัญหาที่เป็นรูปธรรมของเศรษฐกิจสหรัฐคืออะไร?

ตอบ: เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อีลอน มัสก์ตั้งข้อสังเกตว่าการลดการขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรงเช่นนี้จะต้องได้รับ “การสนับสนุนอย่างมาก” จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงรัฐสภาและฝ่ายตุลาการ ในความเห็นของเขา มาตรการนี้จะนำไปสู่การลดลงของอัตราดอกเบี้ยและรักษาราคาสินค้าไว้ที่ระดับเดิม ถ้าทำได้จะถือเป็น “ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม” ปัญหาของเศรษฐกิจสหรัฐคือการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 6.8-7 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี สถานะปัจจุบันของนโยบายการเงินของสหรัฐฯ “อยู่นอกเหนือการควบคุม”

ถาม: พูดง่ายๆ ว่าต้องเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหา ถ้าหากฟังมัสก์ตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางเดิมไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้

ตอบ: ใช่ เราจะเห็นว่าคำว่าทุกฝ่ายต้องเห็นด้วย เรียกร้องแนวทางใหม่ทั้งศาล ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ คือการสร้างอุดมการณ์เศรษฐกิจแนวทางใหม่ที่แตกต่างจากเดิม และต้องทำให้งบประมาณอยู่ในการควบคุมที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ขยายเพดานไปเรื่อยๆ เหมือนก่อนหน้านี้ อีกทั้งเราจะเห็นเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยและทำให้ไม่เกิดการขยายตัวของเงินเฟ้อในภาวะที่ต้องลดรายจ่ายด้านงบประมาณ มัสก์ ยังพูดเกี่ยวกับว่า ผลจากการวางแผนของรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้งบประมาณของประเทศสูญเสียราว 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในขณะเดียวกัน เขายังสังเกตว่าอย่างน้อย 15% ของปริมาณการชำระเงินภายใต้โครงการของรัฐบาลกลาง (ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์) ประกอบด้วย “การยักยอกทรัพย์อย่างโจ่งแจ้ง” โดยเจ้าหน้าที่อเมริกัน ดังนั้นการปิดหน่วยงานของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุอย่าง USAID

ถาม: แล้วแนวทางใหม่คืออะไร แตกต่างจากแนวทางเดิมอย่างไร?

ตอบ: เอาที่เข้าใจง่ายๆ คือแนวทางเดิมสำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐมองว่าเงินไม่มีข้อจำกัดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การกำกับปริมาณเงิน สินเชื่อเครดิต อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะสามารถแก้ไขปัญหาสภาพคล่องได้และฟื้นฟูการลงทุนและความเชื่อมั่นได้ แต่แนวทางใหม่คือ แม้ว่าเงินไม่มีข้อจำกัดเมื่อพิมพ์สู่ตลาด แต่ต้องสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการให้ได้ด้วยเช่นกัน ตรงนี้มีนัยสำคัญดังที่มัสก์ระบุว่า “เงินเป็นเพียงฐานข้อมูลสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เงินเองไม่มีอำนาจ เศรษฐกิจที่แท้จริงคือสินค้าและบริการ” พร้อมทั้งตอกย้ำว่า “เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นความจริงที่เรียบง่าย แต่ในประเทศของเรามีคนเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจเรื่องนี้ ฉันไม่ได้หมายถึงประชาชนทั่วไป แต่เป็นตัวแทนของกระทรวงและกรมของรัฐบาลกลาง ภาคธุรกิจ และชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้วย”

ถาม: ช่วยขยายความตรงนี้หน่อย

ตอบ: พูดง่ายๆ คือ ผู้นำประเทศ ประชาคมนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายไม่รู้เรื่องและไม่ประสีประสา เนื่องจากปริมาณการพิมพ์เงินออกมาและอัดไปในระบบได้อย่างไม่จำกัด แต่ข้อจำกัดคือปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิต ยิ่งผลผลิตมากขึ้นก็เท่ากับมีเงินมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เป้าหมายหลักของทุกคน ตั้งแต่กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ ไปจนถึงธนาคารกลาง ควรเป็นการเติบโตของการผลิตสินค้าและบริการ ดังนั้นการลดอัตราเงินเฟ้อไม่ควรริเริ่มที่แก้ปัญหาปริมาณเงินในระบบ ในมุมมองนี้หากต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจในทางกลับกัน ต้องแก้ปัญหาที่ภาคการผลิตจริงที่สามารถผลิตสินค้าจำหน่ายได้และหมุนเวียนเศรษฐกิจได้ จึงจะเกิดการลงทุนและขยายตัวทางเศรษฐกิจ  แนวทางผ่อนคลายทางการเงินน่าจะหลงทางมาหลายปี ที่เชื่อกันว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาด้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วนั้นน่าจะไม่ถูกต้อง
ดังนั้นเมื่อธนาคารกลางของประเทศพัฒนาปรับอัตราดอกเบี้ย เศรษฐกิจของรัฐตนเองต้องปรับตาม นี้เป็นแนวคิดแบบเสรีนิยมที่ใช้กัน และน่าจะมีปัญหาอย่างมากในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากแบบจำลองการพัฒนาธุรกิจช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนกำลังเปลี่ยนไป มีการดำเนินธุรกิจเชิงกลยุทธ์ระดับโลกเพื่อสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ ด้วยการควบคุมศูนย์กลางการขนส่งเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสิ่งนี้ช่วยให้สามารถควบคุมสินค้าที่ส่งมอบผ่านศูนย์กลางเหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น หากจีนถูกตัดโอกาสในการส่งสินค้าไปยังชาติตะวันตก จีนก็จะไม่สามารถขายสินค้าของตนได้ และทรัพยากรระดับโลกที่ให้อำนาจทางเทคโนโลยี กล่าวคือฐานทรัพยากรที่มีอยู่และเข้าถึงได้ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีแก่รัฐของตนเองอย่างไรในภาคการผลิตอะไร ดังนั้นการรอสัญญาณเศรษฐกิจจากชาติตะวันตกเป็นเรื่องที่ออกจากภาคการผลิตจริงของตน

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย