ล้อมวงสรุปบทเรียนจากการใช้งานวิจัย ม.กาฬสินธุ์ วาง โมเดลแก้จน ช่วยชาวบ้านดงสวางจันทร์เจริญ จ.กาฬสินธุ์ พ้นจากความจนอย่างยั่งยืน

เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดกาฬสินธุ์ หลายคนมักจะนึกถึงจังหวัดเมืองรองในภาคอีสาน ที่ในปี 2562 ช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 กาฬสินธุ์ก็ยังเป็นจังหวัดที่ประสบปัญหาความยากจนเรื้อรังติดต่อกันเป็นระยะเวลามากกว่า 5 ปี และจากข้อมูลรายงานดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 2562 จังหวัดกาฬสินธุ์มีประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดปัตตานี โดยมีสัดส่วนคนจนอยู่ที่ร้อยละ 31.26

ทว่า ถ้าพลิกเหรียญอีกด้านเพื่อมองจังหวัดกาฬสินธุ์ กาฬสินธุ์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองเกษตรกรรมแห่งอีสานบ้านเรา ที่สร้างรายได้หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดอยู่ในระดับสูงจากสินค้าเกษตรกรรม เพราะจากข้อมูลโครงสร้างเศรษฐกิจจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2562 กาฬสินธุ์มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด หรือ GPP 58,517 ล้านบาท เป็นการผลิตภาคเกษตร 13,552 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23.1 ของ และการผลิตภาคนอกเกษตร 45,065 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 76.9 เฉลี่ย 73,587 ต่อคนต่อปี
จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมานี้ บ่งบอกได้ว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดที่มีต้นทุนด้านผลิตผลทางการเกษตรที่ดี มีทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อการสร้างรายได้ให้กับประชากรอยู่ไม่น้อย ดังนั้น เมื่อมีการเดินหน้าภารกิจแก้ปัญหาความยากจนให้กับคนกาฬสินธุ์ ทุกภาคส่วนต่างต้องมาระดมสมอง ต่อยอดเอาต้นทุนนี้มาวางแผนเป็นกลไกและเครื่องมือที่เหมาะสมในการพิชิตภารกิจนี้
จังหวัดกาฬสินธุ์
โดยในภารกิจแก้จนให้ชาวกาฬสินธุ์นี้ จำเป็นต้องมีเจ้าภาพที่เป็นหน่วยงานสนับสนุนจากทางภาครัฐ ที่มีความเชี่ยวชาญ และเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนทุนให้กับโครงการวิจัยแก้จน รวมถึงเป็นหน่วยงานที่เป็นโซ่ข้อกลาง เชื่อมทุกภาคส่วนเพื่อมาร่วมทำงานเชิงรุกแก้ปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จึงได้มาเป็นหน่วยงานหลักเพื่อแก้ปัญหาสำคัญนี้
ทั้งนี้ บพท. ได้ประสานและร่วมมือกับทีมวิจัย มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาคราชการ เอกชน ประชาสังคมและประชาชนชาวกาฬสินธุ์ เพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจนด้วยการบูรณาการความร่วมมือ ขับเคลื่อนระบบข้อมูลคนยากจนแบบแม่นยำเบ็ดเสร็จในจังหวัดกาฬสินธุ์ และปรับใช้นวัตกรรม งานวิจัย เพื่อวางโมเดลแก้จนที่นำไปปรับใช้ในแต่ละอำเภอของจังหวัดกาฬสินธุ์อย่างมีประสิทธิภาพ
มาในวันนี้ โมเดลแก้จน จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้กลายเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาความยากจนที่มีประสิทธิภาพ สามารถปลดล็อคครัวเรือนยากจนในแต่ละอำเภอของจังหวัดกาฬสินธุ์ให้ได้ลืมตาอ้าปาก หลุดพ้นจากความยากจนและมีความสุขแบบพอมี พอกิน และเพื่อถอดบทเรียนความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จึงมีการจัดงานเล็กๆ แบบอบอุ่น รวบรวมทุกภาคส่วนที่มีบทบาทในการดำเนินโครงการแก้ปัญหาความยากจนในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเลือกปักหมุดที่ บ้านดงสวางจันทร์เจริญ ต.สงเปลือย อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบดำเนินโครงการ ‘ปลูกผักแก้จน’ ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมีอาชีพเสริม มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถปลดหนี้ปลดสิน ก้าวเดินบนชีวิตที่พอเพียงได้อย่างยั่งยืน

รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และที่ปรึกษาโครงการ

เปิด โมเดลแก้จน จ.กาฬสินธุ์ ด้วยข้อมูลชี้เป้าคนยากจนแบบแม่นยำ นำสู่การขจัดความจนอย่างมีประสิทธิภาพ

เวทีถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เริ่มด้วยการให้ข้อมูลของการดำเนินโครงการและการเริ่มทำด้วยข้อมูลชี้เป้าคนยากจนแบบแม่นยำ โดย รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และที่ปรึกษาโครงการนี้ ที่มาบอกเล่าว่า
“นับแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ในสมัยนั้น ได้วางนโยบายด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนไว้อย่างชัดเจน เพราะในตอนนั้น กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุด ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศมาโดยตลอด แต่ในระบบข้อมูลมีทั้งคนที่จนจริงและคนที่จนไม่จริง”
“ดังนั้น ตั้งแต่ตอนนั้น จึงมีการทำฐานข้อมูลคนจน โดยให้คนในชุมชนเองเป็นคนชี้เป้าว่าใครเป็นคนยากจนจริงๆ เพื่อมาต่อเชื่อมกับโครงการแก้ปัญหาความยากจนของทางจังหวัด และในตอนนั้น ก็มีการจัดตั้ง บพท. ขึ้น จึงมีการจัดคณะทำงาน ที่มีทั้ง จังหวัด มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ องตค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีการดึง บพท. มาร่วมในการดำเนินโครงการนี้ด้วย เพื่อทำให้โครงการนี้เป็นระบบ จึงมีการทำข้อเสนอเพื่อขอรับเงินทุนสนับสนุนจาก บพท. ด้วย และปีนี้ก็เป็นปีที่ 5 แล้วที่ บพท. สนับสนุน มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ให้ดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง”

“หลักการทำงานในตอนนั้น คือ การนำปัญหาในอดีตมาเป็นโจทย์ ซึ่งพบว่ามีการวางแผนแก้ปัญหาความยากจนแบบไม่ค่อยเป็นระบบเท่าที่ควร เมื่อได้ข่าวว่าพื้นที่ไหนลำบาก ประชาชนยากจน ก็แห่กันไปเอาของไปบริจาค ขณะที่ในบางครั้งข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนลงไปช่วยเหลือก็ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลว่าคนนี้ ครัวเรือนนี้ มีการลงไปช่วยเหลือหรือยัง ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ข้อมูลที่ได้จึงไม่ค่อยแม่นยำ ขณะที่ แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต่างคนต่างลงมาในพื้นที่ แล้วดำเนินการ ไม่มีความร่วมมือ ไม่มีการปรึกษากัน ทำให้การช่วยเหลือก็ไม่ค่อยยั่งยืน”
“ด้วยเหตุนี้ ทางมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงจัดทำข้อมูล KHM ขึ้นมา ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการเก็บข้อมูลความยากจนในทุกด้าน โดย บพท. มีหลักการชัดเจนว่าต้องการที่จะแก้ไขความยากจนจากข้อมูลที่ผ่านการสังเคราะห์อย่างถูกต้องแม่นยำมาเป็นตัวช่วยตัดสินใจ”
“ในบริบทของจังหวัดกาฬสินธุ์ จากการค้นหาสอบทานข้อมูลคนจนและครัวเรือนยากจน ด้วยการบูรณาการระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนระดับพื้นที่ (PPPConeext) ที่ทาง บพท. ได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และทาง ศจพ. จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่ามีคนยากจนตกหล่นจากระบบและไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการความช่วยเหลือจากนโยบายของภาครัฐจากฐานข้อมูล TPMAP, Kalasin Happiness Model จำนวน 11,875 ครัวเรือน หรือ 51,034 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พ.ค. 2566)”
“และจากการทำข้อมูลชี้เป้าที่จัดทำขึ้นจากระบบสืบค้น สอบทานข้อมูลคนจนที่มีความแม่นยำนี้เอง ที่นำสู่การพัฒนาโมเดลแก้จนระดับพื้นที่ที่เหมาะสมกับศักยภาพของคนจนเป้าหมายที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อวางแผนการพัฒนาอาชีพและยกระดับรายได้คนจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระจายงานตามเป้าหมายที่วางไว้ไปยังหน่วยงานหรือองค์กรส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบนั้นได้ทันที”
“ส่วนในด้านของ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ที่ผ่านมา อาจารย์ของเราจึงออกสู่ท้องถิ่นเพื่อทำงานกับชุมชน ทำให้การเรียนการสอนของเราก็เปลี่ยนทิศทางไปที่ชุมชนท้องถิ่นด้วย เพราะฉะนั้นการจัดการเรียนการสอนกับการทำงานพัฒนาสังคม จึงเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น ที่ผ่านมา พื้นที่ บ้านดงสวางจันทร์เจริญ อำเภอนามน ก็เป็นอีกหนึ่งในพื้นที่นำร่อง ที่เราไปสร้าง โมเดลแก้จน และได้วางแผนทำงานร่วมกับหน่วยงานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนได้ข้อมูลว่ามีพื้นที่โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนร้างที่อยู่ในบริเวณวัดดงสวางที่สามารถนำมาทำเป็นโมเดลปลูกผักแก้จนของชาวบ้านได้”
“เพราะเราเชื่อว่า ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการแจกหรือบริจาคของ แต่แก้ได้ด้วยการแจก “อาชีพ” ที่ทำให้ทุกคนมีรายได้ ไม่ต้องไปขอใครกิน ทาง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงยึดมั่นแนวทางนี้มาโดยตลอดและนำไปปรับใช้เพื่อให้เกิดผลที่จับต้องได้จริง”

“โดยโครงการแก้จน ที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ทำ จะทำทั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ ใน 18 อำเภอ แต่ในเบื้องต้นได้เลือกอำเภอนำร่องมา 6 อำเภอ ที่มีคนจนหลากหลาย เช่น คนจนเมือง คนจนต่างอำเภอ และเลือกความหนาแน่นของคนจน มีทั้งพื้นที่ที่มีคนจนหนาแน่นมาก ปานกลาง และน้อย เพื่อเป็นต้นแบบในการทำงานแก้ปัญหาความจนให้ดีขึ้นได้ตามลำดับ”
“ทั้งนี้ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ มีทั้ง พระสงฆ์จากวัดดงสวาง ที่อนุญาตให้ชาวบ้านได้ปลูกผักในพื้นที่ดินโรงเรียนเก่าของทางวัด ผู้นำชุมชน เกษตรกรหัวก้าวหน้า และคนจนกลุ่มเป้าหมาย และภาพที่เราได้มาเห็นในวันนี้เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าชาวบ้านที่นี่สามารถปลูกผักเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน”
“สุดท้ายแล้ว ทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาความยากจน ไม่ได้อยู่ที่ทุนที่ทางมหาวิทยาลัยได้มาจากการสนับสนุนของ บพท. แล้วมอบให้ชาวบ้านเพื่อมาซื้อของมาสร้างแปลงปลูกผัก ทว่า เป็นทุนของตัวเขาเอง ทุนมนุษย์ ถ้าเขามีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่น ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง นี่ล่ะ คือทุนที่จะช่วยให้เขาหลุดพ้นจากความยากจนได้”

ถอดบทเรียนความสำเร็จของ โมเดลแก้จน เพื่อการแก้ได้ถูกจุด ไปได้ลึกถึงสาเหตุของความจน

รศ.จิระพันธ์ ยังเน้นย้ำด้วยว่า “ในวันนี้ถ้าให้ถอดบทเรียนความสำเร็จของการแก้ปัญหาความยากจนด้วยโมเดลแก้จน ที่นำไปปรับใช้ในพื้นที่ต้นแบบอย่าง บ้านดงสวางจันทร์เจริญ อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ จะต้องประกอบด้วย
1. กลไกความร่วมมือของภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่าย โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นผู้ประสาน เพราะถ้ามหาวิทยาลัยไม่เป็นผู้ประสาน ต้องยอมรับว่าหน่วยอื่นก็จะมีกลไกการทำงานที่ทำให้ประสานงานกันได้ไม่ง่ายนัก
2. กระบวนการแก้ปัญหาทุกมิติ ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาแค่มิติใดมิติหนึ่งแบบไซโล ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเจาะลึกลงไปอาจเจอปัญหาในหลายมิติที่ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขได้ง่าย อย่าง ปัญหายาเสพติด ปัญหาครอบครัว ซึ่งก็ต้องอาศัยการไปพูดคุยเพื่อดำเนินการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น
3. สร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อสานต่อโมเดลแก้จนนี้ให้แก้ปัญหาความยากจนให้กับชาวบ้านได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเปลี่ยนตัวผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นำท้องถิ่น โมเดลนี้ก็ต้องดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
โดยเมื่อได้ประมวลภาพรวมผลลัพธ์ของการดำเนินงาน พบว่านอกจากมีการจัดทำระบบสืบค้นสอบทานข้อมูลคนจนที่มีความแม่นยำแล้ว ยังมีการพัฒนาโมเดลแก้จน (Operating Model) ในระดับพื้นที่ที่เหมาะสมกับศักยภาพของคนจนเป้าหมายที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อพัฒนาอาชีพและยกระดับรายได้คนจน ซึ่งที่ผ่านมา ได้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 2 อำเภอที่มีการสอบทานข้อมูลคนจนเต็มพื้นที่แล้ว และพบกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 958 ครัวเรือน หนึ่งในนั้นคือ อำเภอนามน

เจ้าอาวาสวัดดงสวาง

เจาะลึกตัวอย่างการนำงานวิจัยไปปรับใช้ เพื่อแก้จนอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในวงเสวนาถอดบทเรียนแก้จนที่ บ้านดงสวางจันทร์เจริญ อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ นอกจากนักวิชาการ นักวิจัย จาก มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ที่มาร่วมสรุปบทเรียนกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ยังมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มาร่วมมือกันปลดล็อคชาวบ้านดงสวางจันทร์เจริญจากความยากจน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานเกษตรอำเภอนามน กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์, องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ในระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด นอกจากนั้น ยังมี พระสงฆ์ จากวัดดงสวาง ที่เป็นทั้ง ศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านดงสวางจันทร์เจริญ และท่านเจ้าอาวาสวัดที่อนุญาตให้ชาวบ้านได้มาใช้พื้นที่โรงเรียนเก่าของทางวัดในการเป็นแปลงปลูกผักปลอดสารพิษอีกด้วย
และประเด็นหนึ่งที่ได้รับการหยิบยกมาพูดคุยกันในเวทีสรุปบทเรียนนี้ด้วย นั่นคือ การนำงานวิจัย นวัตกรรม เข้าไปเป็นเครื่องมือและส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างอาชีพ แก้จน ให้กับชาวบ้านดงสวางจันทร์เจริญ
ยกตัวอย่างเช่น โมเดลปลูกผักที่มุ่งเน้นการปลูกผักแปลงรวม ที่มีห้างหุ้นส่วนจำกัดผักสดนามน เข้ามาเป็นกลไกเชื่อมโยงกับเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนระดับอำเภอและชุมชนภายใต้แนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จ.กาฬสินธุ์ สนับสนุนการตรวจรับรองมาตรฐาน ซึ่งโมเดลนี้มีส่วนช่วยเหลือครัวเรือนยากจนให้มีรายได้ดี มีงาน มีอาชีพอย่างยั่งยืน

โดยโมเดลปลูกผักแปลงรวมเป็นเครื่องมือสำคัญของโครงการวิจัยพัฒนารูปแบบการผลิตผักปลอดภัยแปลงรวม อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมายหลักในการวิจัย คือ ครัวเรือนยากจนในอำเภอนามน จำนวน 328 ครัวเรือน กลุ่มเป้าหมายรอง คือ หน่วยงานและภาคีเครือข่ายการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่อำเภอนามน ประมาณ 50 คน
เริ่มจากการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลจากการทวนสอบและคัดกรองครัวเรือนยากจนรายครัวเรือนและรายหมู่บ้าน การสอบถามครัวเรือนยากจนที่มีความต้องการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพ การสนทนากลุ่ม สำรวจข้อมูลต้นทุนการผลิตอาชีพแก้จน การสำรวจตลาดภายในชุมชน การสังเกต โดยเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฟอร์มการทวนสอบและคัดกรองครัวเรือนยากจนรายครัวเรือนและรายหมู่บ้าน แบบบันทึกข้อมูลความต้องการพัฒนาศักยภาพด้าน แบบสำรวจการใช้ปริมาณผักและอาหารของร้านค้าในตำบล
ผลการวิจัย พบว่า กระบวนการพัฒนาครัวเรือนยากจนสู่การผลิตผักปลอดภัยแปลงรวม มี 3 กระบวน 1. ต้นน้ำ คัดเลือกครัวเรือนยากจน 2. กลางน้ำ ส่งเสริมการผลิตแบบแปลงรวม และแปรรูปที่มีมาตรฐาน 3. ปลายน้ำ ส่งเสริมการตลาด และการบริหารจัดการใช้ประโยชน์แปลงรวมในการแก้ไขปัญหาความยากจน มี 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารที่ดิน การบริหารผลผลิต การบริหารวัสดุอุปกรณ์ การบริหารผลประโยชน์ และการบริหารคน
นอกเหนือจากโมเดลปลูกผักปลอดภัยแปลงรวมที่ถูกนำมาปรับใช้อย่างเป้นรูปธรรมแล้ว นักวิจัยมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ยังได้เผยแพร่งานวิจัยที่สามารถนำไปใช้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสร้างอาชีพใหม่แก้จนได้จริง นั่นคือ เตาเผาถ่านไร้ควัน ซึ่งเป็นผลงานการคิดค้นโดย ผศ.โกศล เรืองแสน อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อเผาถ่านจากเหง้ามันสำปะหลัง นวัตกรรมที่สอดคล้องตามเทรนด์ BCG เพราะเป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่าง เหง้ามันสำปะหลัง มาเผาเป็นถ่าน ที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงพลังงานชีวมวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยนวัตกรรมทั้ง เตาเผาถ่านไร้ควัน และถ่านจากเหง้ามันสำปะหลัง ก็เป็นองค์ความรู้ที่พร้อมนำไปปรับใช้และถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน ณ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมภูสิงห์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

ธิติพร พิกุลหอม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 15 ต.สงเปลือย อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ และผู้วางแผนการผลิตวิสาหกิจชุมชน

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านดงสวางจันทร์เจริญ กับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริง ด้วย โมเดลแก้จน จาก มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ & บพท.

เวทีสรุปบทเรียนความสำเร็จ โมเดลแก้จน ที่บ้านดงสวางจันทร์เจริญ จะไม่สมบูรณ์เป็นแน่ ถ้าขาดกลุ่มคนยากจนเป้าหมาย ที่ในวันนี้สถานะนี้ได้ลบเลือนไปและถูกแทนที่ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พอกินพอใช้ ปลดเปลื้องตนเองและครอบครัวจากภาระหนี้ที่เคยมีได้แบบเด็ดขาด
ธิติพร พิกุลหอม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 15 ต.สงเปลือย อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ และผู้วางแผนการผลิตวิสาหกิจชุมชน ได้แชร์ถึงการนำเอา โมเดลแก้จน ไปปรับใช้ในพื้นที่ว่า
“ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่มีปัญหาหนี้สินจากการกู้ยืมเงินมาทำเกษตร จากการซื้อเมล็ดพันธุ์ จากปุ๋ยเคมี เมื่อมีโครงการปลูกผักแก้จนเข้ามา การทำงานมีระบบ มีการวางแผน ช่วยเหลือกัน เมื่อขายผักได้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดการเป็นหนี้ ลดเล่นการพนัน โดยรายได้ เฉลี่ยต่อคนอาทิตย์ละ 1 พันคน
“พื้นที่ที่เรามีนี้รวมทั้งหมด 38 แปลง จะจัดสรรให้ชาวบ้านไม่เกินคนละ 2 แปลง โดยจะมีพี่เลี้ยงในการดูแลและคอยให้คำแนะนำอยู่ตลอด และอยากขอขอบคุณท่านเจ้าอาวาสวัดดงสวาง ที่นอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านที่นี่ คอยให้กำลังใจและธรรมะดีๆให้ชาวบ้านทุกคนสู้ชีวิต ท่านยังคอยสนับสนุนทั้งพื้นที่ทำแปลงผัก ซึ่งเป็นพื้นที่โรงเรียนเก่าของทางวัด และเมื่อเราขาดแคลนปัจจัยเล็กๆน้อย ท่านก็จะเป็นผู้สนับสนุนปัจจัยตรงนั้นที่มาจากเงินทำบุญของทางวัดด้วย”
“สำหรับผักที่ปลูก จะเป็นต้นหอม ผักชี ผักบุ้ง มะเขือ ผักสลัด และผักต่างๆ ที่หมุนเวียนไป ซึ่งเป็นผักปลอดสารพิษ ส่วนปุ๋ยใช้ปุ๋ยคอกที่มาจากการเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน สำหรับผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายทั้งในชุมชนและนอกพื้นที่ และยังส่งขายตามร้านค้าต่างๆ รวมถึงห้างสรรพสินค้าด้วย ซึ่งนอกจากขายแล้ว ชาวบ้านได้บริโภคผักที่ตัวเองปลูกเอง ทำให้มั่นใจว่าปลอดสารเคมีแน่นอน”

จำเนียร พัฒนสาร ชาวบ้านดงสวางจันทร์เจริญ
ด้าน จำเนียร พัฒนสาร ชาวบ้านดงสวางจันทร์เจริญ ที่เป็นกลุ่มคนจนเป้าหมาย ได้มาแชร์เรื่องราวและความภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาร่วมโครงการแก้จนนี้ว่า
“เมื่อก่อนพี่ก็เป็นเกษตรกรทั่วไปค่ะ แต่วันหนึ่งพี่กับครอบครัวก็ตัดสินใจซื้อรถเก็บเกี่ยวข้าว ทำให้ต้องไปกู้และเป็นหนี้ พอมีโครงการปลูกผักแก้จน พี่ก็ตัดสินใจเข้าร่วม โดยในตอนแรกได้รับการจัดสรรแปลงผักให้ 2 แปลง ก็อาศัยช่วงเวลาที่ว่างจากการทำนามาทำ ทำให้ได้รายได้เพิ่มประมาณวันละเกือบ 200 บาท มาในวันนี้ พี่ดีใจมากที่สามารถหาเงินมาปลดหนี้ได้ค่ะ”
ฐิติพร สารคำ (น้องผักแพว) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ กัลลยา ภักดิ์ขาว (น้องผักกาด) กับคุณแม่
นอกจากนั้น เรายังได้พูดคุยกับ 2 เยาวชน ที่มาช่วยคุณแม่ปลูกผักตั้งแต่ยังเด็ก และได้รายได้เพิ่มเพื่อเป็นเงินค่าขนมไปโรงเรียนโดยไม่ต้องขอเงินจากแม่ด้วย ฐิติพร สารคำ (น้องผักแพว) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ กัลลยา ภักดิ์ขาว (น้องผักกาด) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมอสวนขิงพิทยาสรรค์ ได้เล่าให้เราฟังด้วยรอยยิ้มว่า
“พวกหนูเห็นแม่มาปลูกผักที่นี่ทุกวัน ก็เลยตามคุณแม่มาช่วยปรุงดิน หว่านเมล็ด รดน้ำผัก และตอนนี้ยังช่วยคุณแม่ไปส่งผักตามร้านที่สั่งซื้อผักเป็นประจำด้วย ทุกวันนี้หนูก็มีรายได้จากการเอาผักไปขายซึ่งพอกับเงินค่าขนมที่แม่จะไปโรงเรียน ทำให้ไม่ต้องขอเงินค่าขนมกับคุณแม่เลย”
ที่สุดแล้ว บทสรุปของการถอดบทเรียนในวันนี้ น่าจะย้อนกลับมาที่คำพูดของ ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ที่เคยกล่าวไว้ว่า
“การต่อสู้เอาชนะความยากจน ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ นอกเหนือจาก การล้อคเป้าครัวยากจนที่แม่นยำ เพื่อส่งความช่วยเหลือไปได้อย่างตรงจุด ความช่วยเหลือที่เป็นความร่วมมือแบบูรณาการของทุกภาคส่วน แล้ว Key Success ที่สำคัญที่สุด คือ คน ถ้าชาวบ้าน ชาวชุมชน ไม่ลุกขึ้นมายืนด้วยลำแข้งตนเอง ทำด้วยตนเอง และปรับแนวคิดเพื่อให้มีความเฉลียวฉลาดในการวางแผนใช้เงิน ก็ไม่มีทางที่จะหายจนได้แบบทุกวันนี้”

เรียนรู้จากการถอดบทเรียนพื้นที่ทั่วไทยที่หลุดพ้นจากความยากจน

ปลดล็อคชาวบ้านยะวึก จ.สุรินทร์ จากความยากจน ด้วยโมเดล ผักอินทรีย์แก้จน

คิกออฟมหกรรมโชว์ผลงานวิจัย ‘เทคโนโลยีพร้อมใช้’ จากภาคใต้ ปลดล็อคสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต้นแบบการก้าวข้ามกับดักความยากจนอย่างยั่งยืน

พลิกชะตา 800 ชีวิตบนเกาะกลางแม่น้ำตากใบ จ.นราธิวาส ปลดล็อค ปัญหาความยากจน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนปลายด้ามขวานไทย ด้วยโครงการวิจัย มนร.

Previous articleพลวัตเศรษฐกิจดิจิทัล โอกาสและความเสี่ยงของการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.48
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์