แม้ว่าที่ผ่านมามาตรการแก้ปัญหาความยากจน จะบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศแทบทุกยุคทุกสมัย แต่ถ้าจะแก้ไขปัญหาความยากจนให้ได้แบบเบ็ดเสร็จ จำเป็นต้องแก้ปัญหาแบบลงลึกไปถึงรากเหง้าของปัญหาที่เกิดจากหลากหลายปัจจัยและเหตุผล ซึ่งภารกิจนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือ บุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างแน่นอน
นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน ต้องมาบูรณาการความร่วมมือกัน แล้วใช้ความเชี่ยวชาญของตนเอง สนับสนุน ส่งเสริม ขับเคลื่อนมาตรการหรือกลไกเพื่อต่อสู้กับความยากจนด้วยการลงมือทำจริง จึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้หลุดพ้นจากความยากจนได้จริง
โดยที่ผ่านมา หนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างต่อเนื่อง คือ “มหาวิทยาลัย” ซึ่งในวันนี้ มหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเรียนรู้ของนิสิต นักศึกษา เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งรวมของงานวิจัย นวัตกรรมและองค์ความรู้ต่างๆ มากมาย ที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างตอบโจทย์ และพลังของ “มหาวิทยาลัย” นี้เอง ที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญ หมุนวงล้อแห่งความรู้ ทั้งจากงานวิจัย คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ นักศึกษา และบุคลากร ฉุดดึงให้คนไทยได้ลืมตาอ้าปาก ขจัดความยากจนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้จริง
“ยิ่งเป็น มหาวิทยาลัย ที่ตั้งอยู่ในท้องถิ่นนั้น ก็ยิ่งรู้และเข้าใจถึงปัญหาในพื้นที่ได้อย่างลึกซึ้ง” คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลย เพราะในวันนี้มีบทพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ที่กำหนดจุดยืนชัดเจนในการเป็น “มหาวิทยาลัยแก้จน” พร้อมเดินหน้าชนทุกปัญหา ด้วยการใช้กลไกของงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างเป็นรูปธรรม และมหาวิทยาลัยต้นแบบที่เรากำลังจะกล่าวถึงนั้น คือ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสนโดย มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จัดตั้งขึ้นในปี 2558 ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พุทธศักราช 2558 เพื่อควบรวม 2 มหาวิทยาลัยท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ นั่นคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ ซึ่งหนึ่งในพันธกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ได้ระบุไว้ชัดเจน ความว่า “…มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาและส่งเสริมงานวิจัยเพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี ให้บริการทางวิชาการแก่ท้องถิ่นและสังคม…” ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม DNA ของ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงมีความชัดเจนตั้งแต่ก่อตั้งว่าทิศทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยนี้ จะเป็นไปเพื่อเป็นที่พึ่งแก่ชาวกาฬสินธุ์
เมื่อทิศทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยชัดเจนแล้ว อีกหนึ่ง Key success ของ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ที่ในวันนี้ ก้าวสู่การเป็นต้นแบบของ มหาวิทยาลัยแก้จน ของคนอีสานได้จริง นั่นคือ ผู้นำ ที่จะมากุมบังเหียนนำทัพในการแก้ปัญหาความยากจน โดยตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี 2558 รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน ก็ได้มารับตำแหน่งสำคัญ “อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์” เป็นเวลา 2 สมัย ซึ่งในช่วงเวลาที่เป็นอธิการบดี ได้ขับเคลื่อนโครงการแก้จน ที่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างเป็นรูปธรรม
อาจารย์-นักวิจัย-ผู้บริหาร 3 บทบาท 3 ประสบการณ์ที่ต่อยอดสร้างฐานอันมั่นคงให้ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เดินหน้าสู่ “มหาวิทยาลัยแก้จน”
ด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ใช่แค่เป็นอาจารย์ ที่คอยประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้นักศึกษาเท่านั้น หากแต่ รศ.จิระพันธ์ ยังสวมหมวกอีก 2 ใบในฐานะ “นักวิจัย” และ “ผู้บริหาร” สถาบันวิจัย ที่มีความเชี่ยวชาญในการศึกษาวิจัยด้านการแปรรูป เพิ่มมูลค่าอาหารหลากหลายประเภท และงานวิจัยของอาจารย์นี่เอง ที่แปรเปลี่ยนเป็นองค์ความรู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดไปยังประชาชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างตรงจุด
“ผมเข้ามาเป็นอาจารย์ที่ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตกาฬสินธุ์ ตั้งแต่ปี 2530 ในคณะเทคโนโลยีการอาหาร โดยในตอนนั้น เมื่อเข้ามาเป็นอาจารย์ได้ระยะหนึ่ง ก็มีได้ไปเรียนรู้เพิ่มเติมที่กว่างโจว ประเทศจีน ในเรื่องสารอาหารที่นำมาใช้เป็นองค์ประกอบของการผลิตอาหารและยา ซึ่งในตอนนั้น มีการศึกษาวิจัยเพื่อทำสารสกัดอาหาร เพิ่มคุณค่าให้การรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนในไทยด้วยเช่นกัน เมื่อผมกลับมาก็เอาองค์ความรู้ที่ได้ไปศึกษามา มาถ่ายทอดให้นักศึกษา โดยตั้งเป็นสาขาวิชากำหนดสารอาหารให้กับโรงพยาบาล”
รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน“หลังจากนั้น นอกจากการเป็นอาจารย์แล้ว ผมก็ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการแปรรูปอาหารหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การทำไวน์ผลไม้ชุมชน ไปจนถึงการนำปลามาแปรรูปเป็น “ไส้กรอกปลา” ซึ่งหลังจากได้ร่วมกับหุ่นส่วน เพื่อทำไส้กรอกปลามาวางขายสักพัก ก็พบว่าปลาดุกที่เราใช้เป็นวัตถุดิบในการทำไส้กรอกปลานั้นขาดตลาด จุดนี้เองที่ทำให้เรารู้ถึงปัญหาที่ธุรกิจเกษตรของไทยต้องเจอ คือ ราคาวัตถุดิบที่ผันผวน รวมถึงผลผลิตที่มาก-น้อย แบบควบคุมไม่ได้ นี่เป็นสาเหตุสำคัญให้หลายโรงงานผลิตอาหารต้องยุติการผลิต ธุรกิจไปต่อไม่ได้ เพราะไม่มีวัตถุดิบป้อนเข้ามา”
“และก่อนที่จะมาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปทำงานกับทีมอาจารย์นักวิจัยในโครงการวิจัยเพื่อพลิกฟื้นและพัฒนา ข้าวเหนียวเขาวง ซึ่งปลูกอยู่ที่ อำเภอเขาวง โดยปัญหาที่พบ คือ ข้าวเหนียว มีราคาต่ำกว่าข้าวทั่วไป ทั้งที่ผลผลิตข้าวเหนียวผลิตออกมาน้อยก็ควรจะได้ราคาสูง ด้วยเหตุนี้ แนวคิดแรกในการพัฒนาข้าวเหนียวเขาวงของเรา คือ การส่งเสริมให้ข้าวเหนียวเขาวง ได้ยกระดับเป็น สินค้า GI ซึ่งจะทำให้ข้าวเหนียวเขาวงมีราคาสูงขึ้นได้”
“เพราะข้าวเหนียวเขาวงมีจุดเด่นอยู่ที่ มีเม็ดเรียวใหญ่ นึ่งแล้วข้าวนุ่ม หอม ปั้นไม่ติดมือ ปลูกในพื้นที่เฉพาะ เป็นภูเขาไฟเก่า (ดินภูเขาไฟ) มีแร่ฟอสเฟตสูง พื้นที่ตำบลหนองห้างคือแหล่งผลิตข้าวเหนียวเขาวง เป็นข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ซึ่งเป็นข้าวที่มีความไวต่อแสง จึงปลูกได้เฉพาะฤดูนาปีเท่านั้น”
“มาในวันนี้ ข้าวเหนียวเขาวงได้มาตรฐาน Geographical Indications : GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เรียกว่า ข้าวจีไอ หมายถึง เป็นข้าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของคนในชุมชนที่เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์นั้นมีเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของคนในชุมชนในการผลิตสินค้า โดยชื่อที่ใช้เรียกสินค้าข้าวนั้น ต้องได้รับการขึ้นทะเบียน GI เรียบร้อยแล้ว โดยปัจจุบันข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มีทั้งหมด 15 สายพันธุ์ แน่นอนว่า ข้าวเหนียวเขาวง เป็น 1 ใน 15 สายพันธุ์”

“โดยนอกจาก มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จะมีส่วนไปส่งเสริมให้ข้าวเหนียวเขาวงเป็นข้าว GI ที่มีราคาสูงขึ้นอีก 30 เปอร์เซ็นต์แล้ว ยังช่วยสอนชาวบ้านในเรื่องการใช้เครื่องสีข้าวเพื่อสีข้าว ไม่ให้เม็ดข้าวแตกหัก และมีการสีข้าวเฉพาะข้าวเหนียวไม่เอาข้าวเจ้ามาปน ซึ่งครั้งแรกที่เราไปลงพื้นที่ก็ยังทำงานเป็นอาจารย์อยู่ ราชมงคล กาฬสินธุ์ เราพบว่ามี “โรงสีพระราชทาน” อยู่ แต่ไม่ได้ใช้งาน ปิดประตูไว้ มีหยากไย่ขึ้นเต็มไปหมด สิ่งที่ยังเห็นชัด คือ รูป สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ติดอยู่ที่โรงสีนั้น ผมก็เปรยออกมาว่าเสียดาย พระองค์ท่านมองดูอยู่นะ แล้วก็พยายามหาสาเหตุว่าทำไมชาวบ้านไม่ใช้งานโรงสีพระราชทาน เกิดปัญหาอะไรขึ้น ซึ่งมารู้ว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นทะเลาะกัน เรื่องการใช้โรงสีพระราชทานนี้ ก็เลยไม่ได้ใช้”
“และยังพบว่าหนึ่งในปัญหาสำคัญ คือ เกษตรกร คือ พวกเขายังไม่มีความรู้เรื่องการตลาด คิดต้นทุน วางราคาสินค้าไม่เป็น จัดการระบบโรงสีไม่ได้ ขณะที่ เมื่อใช้เครื่องสีข้าว ก็จะมีเศษหิน กรวด ปะปน ไม่สามารถปรับวงล้อขัดสีได้ ดังนั้น เราจึงปักหมุดว่าจะทำโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวเหนียวเขาวง โดยเราได้ปักหมุดทำโครงการวิจัยนี้เป็นเวลาถึง 7 ปี เริ่มจากการไปพูดคุย เพื่อวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน จากนั้นจึงจัดสรรงบประมาณวิจัยเพื่อไปช่วยแก้ปัญหา เติมเต็มสิ่งที่เขาขาด เช่น การเอาระบบโซลาร์เซล์ไปให้ใช้ วางระบบการบริหารจัดการน้ำ สอนวิธีการเอารำมาเลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด มีการวัดความแห้งของข้าว นอกจากนั้น ยังมีการสอนการทำระบบบัญชีรายรับ-รายจ่าย ให้ด้วย”
“จากการทำงานกับชาวบ้านนี่เองที่ทำให้เรารู้ว่า จริงๆแล้ว ชาวบ้านขาดความรู้ เมื่อขาดความรู้เขาก็ไม่กล้าเปิดรับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้เขาบริหารจัดการทำการเกษตรได้ง่ายขึ้น ซึ่งทางคณาจารย์ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยก็ได้ไปช่วยแนะนำตรงนี้ และเมื่อเขาลองทำ ก็ทำได้ มาในวันนี้ข้าวเขาวง ผลิตไม่พอขาย เพราะมีลูกค้าประจำ และมีแหล่งส่งขายกระจายไปทั่วประเทศแล้ว”
“และที่ผ่านมา อย่างที่เกริ่นว่าผมทำงานวิจัยเรื่อง ไส้กรอกปลา และสามารถผลิตออกมาขายได้ จากความสำเร็จนี้ยิ่งตอกย้ำแนวคิดที่ว่างานวิจัยที่อาจารย์มหาวิทยาลัยทำ ต้องมีประโยชน์ต้องเอาไปปรับใช้จริงได้ ไม่ใช่เป็นเพียงงานวิจัยที่ทำขึ้นเพื่อตีพิมพ์ลงในวารสารแค่นั้น ยิ่งมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์มีพันธกิจที่ต้องเผยแพร่ ถ่ายทอดความรู้ไปสู่ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น งานวิจัยของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ต้องเป็นงานวิจัยที่ทำแล้ว สามารถนำไปปรับใช้และชาวบ้านได้ประโยชน์จากงานวิจัยนั้นอย่างแท้จริง”

“ยกตัวอย่าง งานวิจัยที่ทางมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ทำ และเป็นต้นแบบของงานวิจัยที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรอย่างแท้จริง คือ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่ : กรณีศึกษาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขั้นแรกเลย เราเลือกพื้นที่เป้าหมายที่จะไปทำวิจัยก่อน ซึ่งเราเลือกหมู่บ้านโนนภักดี ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นการพัฒนากระบวนการของทักษะงานชุมชน ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้เกิดองค์ความรู้ และทักษะขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเข้าไปแก้ไขปัญหาสำคัญของพื้นที่ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ในรูปแบบของกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำธุรกิจ ด้วยการเลี้ยงกุ้ง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำก่อนขยายผลไปสู่ระดับตำบล อำเภอ หรือจังหวัดในระยะต่อไป”
“ทั้งนี้ งานวิจัยนี้สำเร็จได้ด้วยการให้ชุมชน ท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการทำวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม และมหาวิทยาลัยก็มีหน้าที่ไปเติมในส่วนที่เขาขาด เช่น ความรู้ที่ถูกต้องไที่จะไปปรับใช้แทนความเชื่อในการเลี้ยงกุ้งแบบเดิม ซึ่งทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งนั้นบริหารจัดการการเลี้ยงกุ้งให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น”
ปักธง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็น มหาวิทยาลัยแก้จน พร้อมร่วมงานกับทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนให้คนกาฬสินธุ์
รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน ได้ก้าวขึ้นมาเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ในปี 2558 และทันทีที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ รศ.จิระพันธ์ ก็เดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาความยากจนให้กับกาฬสินธุ์อย่างมุ่งมั่น
“หลังจากที่ผมได้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ผมก็ทำงานร่วมกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดในตอนนั้น และร่วมกันทำโครงการกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นโครงการแก้ปัญหาความยากจนของรัฐบาลในยุคนั้น โดยทางมหาวิทยาลัยฯ ก็วางแผนที่จะทำฐานข้อมูลคนยากจนในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยในตอนนั้นจังหวัดกาฬสินธุ์ติดอันดับจังหวัดที่มีคนยากจนเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ”

“ดังนั้น เราจึงต้องหากลุ่มเป้าหมายที่เป็น “คนยากจน” ที่แท้จริงของกาฬสินธุ์ ทั้งที่อยู่ในระบบและไม่อยู่ในระบบ ไม่ใช่ “คนอยากจน” ที่มาแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนยากจน โดยวิธีที่เราใช้คือการทำ “ประชาคุ้ม” ซึ่งจะให้ชาวบ้านในพื้นที่ชี้เป้าว่าคนไหนเป็นคนจนจริง ทำให้ได้กลุ่มคนจนที่อยู่นอกระบบให้มาเข้าระบบ และกำหนดให้นายอำเภอทุกอำเภอเป็นผู้รวบรวมข้อมูลมารายงานจังหวัดทุกเดือน”
“จากนั้นเราก็ทำงานมาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี 2563 มี หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) มารับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดย บพท. เป็นหน่วยงานในสังกัด กระทรวง อว. ซึ่งทาง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ก็ได้ร่วมมือกับทาง บพท. เพื่อสานต่อโครงการแก้ปัญหาความยากจนในจังหวัดกาฬสินธุ์ และในตอนนั้น บพท. ได้ประเทศ 10 จังหวัดเป้าหมาย เพื่อดำเนินโครงการนำร่องแก้ไขปัญหาความยากจน โดยกาฬสินธุ์เป็น 1 ใน 10 จังหวัดนั้น โดยทางมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ก็ได้ยื่นเสนอเพื่อรับทุนในการทำโครงการแก้จนในปี 2564 และเริ่มดำเนินการมาตลอด จนถึงตอนนี้เป็นเวลา 4 ปีแล้ว”
“โดยการทำงานกับ บพท. เราทำอย่างมีแบบแผน มีโจทย์ในการทำโครงการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง ในปีแรก ได้สำรวจว่า คนจนตามรายชื่อใน TPMAP หรือ Thai People Map and Analytics Platform ที่เป็นกลุ่ม “คนจนเป้าหมาย” ใน จังหวัดกาฬสินธุ์มีคนจนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนจำนวนเท่าไร และเป็นคนจนที่แท้จริงหรือไม่ โดยปูพรมสำรวจทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดกาฬสินธุ์”
“ในตอนนั้น เราได้ปฏิวัติฐานข้อมูลคนจน จากที่เป็นเอกสาร ซึ่งขาดความแม่นยำ ถูกต้อง จะทวนสอบก็ยาก มาเป็นฐานข้อมูลในระบบดิจิทัล โดยออกแบบระบบฐานข้อมูลคนจนจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเช็คว่ามีจำนวนคนจนที่อยู่ใน TPMAP เท่าไร และที่ไม่อยู่ อีกเท่าไร และในตอนนั้นยังได้จัดให้มีอาจารย์และนักศึกษาลงไปในพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลคนจนในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเราจะกำหนดเลยว่าในแต่ละพื้นที่จะใช้เวลาเท่าไร และในที่สุด ใช้เวลา 1 ปี เราก็ได้ข้อมูลคนจนแบบเบ็ดเสร็จแม่นยำของจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดเดียวที่ปูพรมทำเรื่องนี้ได้อย่างครบถ้วน ภายในเวลาอันรวดเร็ว”

“จากนั้นเรามีการแยกกลุ่มคนจน เพื่อช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เช่น กลุ่มคนจนที่ยังมีร่างกายสมบูรณ์ พร้อมจะทำอาชีพ ก็ทำโครงการฝึกอาชีพให้เขา ส่วนคนจนที่อาจมีข้อจำกัดทางร่างกาย ไม่พร้อมทำอาชีพ อย่าง อายุเยอะ พิการ สติไม่ดี ก็ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างหน่วยงานสาธารณสุขหรือสังคมสงเคราะห์ให้มาช่วยดูแล”
“มาในวันนี้เราจึงมีโครงการแก้จนในหลากหลายรูปแบบ ที่แตกต่างกันไปตามบริบทของคนและพื้นที่ เช่น โครงการปลูกผักแก้จน หรือโครงการสอนอาชีพเสริม อย่างการเผาถ่านไร้ควัน ให้เขาได้มีโอกาสทำมาหากิน หารายได้เพิ่ม ยิ่งถ้าเป็นโครงการปลูกผัก ก็ช่วยสร้างแหล่งอาหาร ช่วยประหยัดค่าครองชีพให้ด้วย”
“ทั้งนี้ โครงการแก้จนที่เกิดขึ้นในจังหวัดกาฬสินธุ์ จะมีหลักการสำคัญ คือ ไม่ไปเพิ่มต้นทุนชีวิตเขา เช่น การสนับสนุนให้เขาเลี้ยงไก่ โดยเอาไก่ไปให้เขาเลี้ยง อาจไม่ใช่แนวทางการแก้จนที่เหมาะสม เพราะผู้เลี้ยงก็ต้องใช้เงินไปซื้ออาหารไก่ เท่ากับเป็นการพิ่มค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนยากจน ขณะที่ ถ้าเป็นการให้วัว ตรงนี้ผู้เลี้ยงสามารถไปตัดหญ้ามาให้วัวกินได้”
“นอกจากนั้น การทำโครงการแก้จนของ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จะไม่ทำด้วยวิธีไป “อบรม” ชาวบ้าน เมื่ออบรมเสร็จ อาจารย์และนักวิจัยก็กลับ แต่ผมให้นโยบายไปว่าต้องเปลี่ยนจากการอบรมไปเป็นการ “พาชาวบ้านทำ” เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ ลงมือทำจริง ซึ่งบางอย่างเป็นสิ่งที่เขาเคยทำอยู่แล้ว เราแค่ไปแนะนำ ไปชี้ทางที่ดีกว่าให้เขา ทำให้ได้ผลผลิต รายได้ เพิ่ม อย่างในตอนนี้เราไปทำ “โรงเรียนปลูกผักแก้จน” “โรงเรียนเพาะเห็ดแก้จน” ไว้ เพื่อเป็นพื้นที่ให้ประชาชนมาเรียนรู้เรื่องการปลูกผักและเพาะเห็ด ซึ่งเป็นหนทางในการเพิ่มรายได้ให้พวกเขาได้อย่างยั่งยืน”
“ขณะเดียวกัน การที่บุคลากรมหาวิทยาลัยได้ลงพื้นที่จริงเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ผมมองว่าเป็นการทำให้ อาจารย์ นักวิจัย ได้เห็นบริบทที่แท้จริงของพื้นที่ เพราะบ่อยครั้งเราได้เห็นว่าสิ่งที่เราแนะนำหรือบอกให้เขาทำนั้นเป็นคนละเรื่องกันกับสิ่งที่เขาทำในพื้นที่จริง และเมื่อได้รับรู้แล้ว ย่อมเกิดการสื่อสาร ทำความเข้าใจ ให้ถูกต้อง ซึ่งจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่เป็นการแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างตรงจุด”

ถอดบทเรียน แนวคิดการใช้ “งานวิจัยชีวิต” ต่อยอด “ทุนมนุษย์” แก้ปัญหาความยากจนให้คนกาฬสินธุ์ โดย รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน
มาถึงตอนนี้ เราได้ตระหนักแล้วว่า การใช้กลไกของ “งานวิจัย” ไปเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความยากจนให้กับกลุ่มคนจนเป้าหมายนั้น ถ้าทำอย่างถูกวิธี มีแบบแผน ไม่หลงทาง จะส่งผลดีต่อพี่น้องประชาชนที่ยากจนอย่างไรบ้าง ต่อมา เราจึงถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการแก้จนของ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ที่ รศ.จิระพันธ์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทุกโครงการแก้จนที่ทำให้คนกาฬสินธุ์ได้ลืมตาอ้าปาก มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง ซึ่งอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ได้เน้นย้ำถึงกลไกการทำงานที่ตอบสนองปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพว่า
“โครงการวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาความยากจนที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมมองว่าเป็นการทำ “งานวิจัยชีวิต” อย่างแท้จริง เพราะเราได้ลงไปรับรู้ต้นเหตุของปัญหาในพื้นที่ แล้วจึงนำข้อค้นพบนั้นมากำหนดแนวทางการแก้ปัญหา อะไรที่ทำให้คุณภาพชีวิตของชาวกาฬสินธุ์ดีขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่าย ก็เสนอกับชาวบ้าน หรือมีทักษะอะไร ที่เราอยากเพิ่มให้กับพวกเขา ก็อธิบายถึงเหตุผล ว่าถ้าเขาเปิดใจเรียนรู้จะส่งผลดีอะไรกับเขาบ้าง แล้วชวนให้เขาลองลงมือทำ เดี๋ยวทางมหาวิทยาลัยจะเป็นที่พี่เลี้ยง ช่วยให้คำแนะนำได้ งานวิจัยแบบนี้ต่างหากที่จะช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนอย่างยั่งยืน”
“ขณะเดียวกัน ผมก็มองว่าการที่อาจารย์ นักวิจัย ได้ไปทำงานกับชาวบ้าน ตัวนักวิจัยเองก็ได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวบ้านด้วย เพราะต้องยอมรับว่าในบางเรื่อง วิธีของชาวบ้านหรือเกษตรกรอาจดีกว่าสิ่งที่อาจารย์หรือนักวิจัยเอาลงไปสอนเสียอีก”
“อย่างไรก็ดี Key success ที่สำคัญที่สุดในการทำโครงการแก้จนให้ประสบความสำเร็จ คือ “ทุนมนุษย์” ซึ่งไม่ได้หมายถึงการศึกษา เพราะเราเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนมีทุนของตัวเองอยู่ ยกตัวอย่าง ช่างซ่อมรถ ที่ซ่อมรถมาสี่สิบ ห้าสิบปี เขามีความเชี่ยวชาญในด้านการซ่อมรถ ซึ่งเป็น “ทุน” ของเขาอยู่ แบบไม่จำเป็นต้องมีปริญญาหรือใบประกาศนียบัตรอะไรมาการันตีเลย ดังนั้น มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงมีความตั้งใจที่จะต่อยอดทุนมนุษย์อย่างดีที่สุด เพื่อทำให้เขาใช้ทุนตรงนี้ในการพัฒนาตัวเอง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน”
รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน“และจากการทำงานในพื้นที่ เรามองว่าสิ่งที่ล้ำค่าอีกอย่าง ที่จำเป็นต้องรักษาไว้อย่างเร่งด่วน คือ ภูมิปัญญาของชาวบ้านในเรื่องต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายภูมิปัญญาที่ชาวบ้าน เกษตรกร หรือผู้ประกอบอาชีพด้านต่างๆ มานาน โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เขามีคือองค์ความรู้ที่มีคุณค่า ที่ควรถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังได้เรียนรู้ กว่าจะรู้ ความรู้นั้นก็ตายไปกับตัวเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก”
“ตรงนี้ ทาง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงมีความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการไปค้นหา เรียนรู้ และถอดบทเรียนมา เพื่อให้คนรุ่นหลัง อาจเป็นเด็ก Gen Y ได้มาเรียนรู้กับผู้ที่มีความรู้เหล่านี้ เพื่อต่อยอดไปเป็นความรู้ที่ใช้สร้างงาน สร้างอาชีพได้ แบบไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้ใบประกาศนียบัตรหรือปริญญาเลย”
นอกจากนั้น รศ.จิระพันธ์ ยังได้แชร์ประสบการณ์การทำงานร่วมกับ บพท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีส่วนในการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วไทย ด้วยว่า
“บพท. เป็นหน่วยงานของ กระทรวง อว. ที่มีบทบาทช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้การไปแก้ปัญหาความยากจนเข้าถึงและตรงจุดยิ่งขึ้น เพราะ บพท. เป็นแหล่งรวมของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเข้าใจ มี Success cases ของโครงการแก้จนที่ประสบความสำเร็จจากทั่วประเทศ และโครงการเหล่านี้ก็สามารถนำมาต่อยอดปรับใช้ในการแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างต่อเนื่อง และ Success cases ของ บพท. ยังเป็น Success cases ที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำจริง ได้ผลจริง เมื่อนำไปปรับเป็นโครงการแก้จน จึงมีเปอร์เซ็นต์ที่จะทำได้ประสบความสำเร็จได้มากกว่า Success cases ที่ไม่ได้ลงมือทำจริงอย่างแน่นอน”
“ดังนั้น ในการทำงานกับ บพท. จึงเป็นการทำงานที่ได้บูรณาการความร่วมมือกันอย่างมีแบบแผน ตาม Success cases ต่างๆ ของ บพท. ซึ่งสามารถสานต่อสู่การออกแบบโครงการวิจัยแก้จนที่ตอบโจทย์บริบทในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม และในการทำงานกับ บพท. ทางมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ก็ได้รับโอกาสในการทำงานที่ยืดหยุ่น โดยโครงการวิจัยแก้จนที่ลงไปตามพื้นที่ ทาง บพท. ก็ให้สิทธิในการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ เพราะบางทีเราตั้งแนวทาง ทฤษฏี ไว้ แต่พอลงพื้นที่ไปเจอปัญหาจริง ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อขับเคลื่อนโครงการนั้นให้ตอบโจทย์เป้าหมายที่วางไว้”
รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน“อย่างไรก็ดีผมมองว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน คือการทำงานท่ามกลาง “ทัศนคติ” ที่แตกต่างของแต่ละฝ่าย ถ้าเมื่อได้ประชุม และมีผู้แสดงความคิดเห็นว่า “ปัญหาความยากจน เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ เพราะคนจนนั้นขี้เกียจ” เราก็จะรู้ได้ทันทีว่า การทำงานกับคนนี้ไม่มีทางสำเร็จได้เลย แม้ว่าสิ่งที่พูดนั้นมีส่วนถูก แต่ถ้าความคิดแรกเริ่มเป็นเช่นนี้ การขับเคลื่อนงานต่อน่าจะเป็นไปได้ยาก”

“และเคล็ดลับความสำเร็จของการทำโครงการแก้จน คือ ต้องลงมือทำ โดยตัดอคติที่มีทั้งหมดออกไปก่อน ยกตัวอย่าง คนจน 10 คน อาจมีสัก 2 คน ที่เป็นคนขี้เกียจ แต่ถ้าเราเอาคนจน 2 คน ไปเป็นธงในการไม่ทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาความยากจน อีก 8 คนที่เหลือ ย่อมได้รับผลกระทบแล้วจากการไม่ทำโครงการแก้จน ดังนั้นถ้าดำเนินโครงการแก้จนไป แล้ว 2 คนที่เป็นคนขี้เกียจ ไม่ยอมทำอะไรเลย ถึงตอนนั้นเราก็จะเอาคน 2 คนนี้ออกไป ทำโครงการต่อกับอีก 8 คนที่เหลือ เช่นนี้ คนได้ประโยชน์ย่อมเป็นคนหมู่มาก ทำให้โครงการแก้จน ขยายผลออกไปได้เรื่อยๆ”
“นอกจากนั้น เรายังเชื่อว่า ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการแจกหรือบริจาคของ แต่แก้ได้ด้วยการแจก “อาชีพ” ที่ทำให้ทุกคนมีรายได้ ไม่ต้องไปขอใครกิน ทาง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงยึดมั่นแนวทางนี้มาโดยตลอดและนำไปปรับใช้เพื่อให้เกิดผลที่จับต้องได้จริง”
“ขณะที่ คุณค่าของมหาวิทยาลัยยุคนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเด็กนักศึกษา หากแต่อยู่ที่คุณประโยชน์ที่มหาวิทยาลัยนั้นทำให้สังคม ทำให้จังหวัดที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมากกว่า อย่าง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เราเป็นมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เพื่อท้องถิ่น ก็ต้องทำประโยชน์ให้ท้องถิ่น เปิดมหาวิทยาลัยให้เข้าถึงง่าย เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ที่จะเข้ามาขอคำปรึกษามาเรียนรู้ เพิ่มพูนทักษะ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้น ผมว่านี่ต่างหากคือคุณค่าของมหาวิทยาลัยที่แท้จริงในยุคนี้”
มาในวันนี้ แม้ว่า รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน จะเกษียณอายุ และอยู่ในตำแหน่ง “อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์” แล้ว ทว่า ท่านยังเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการแก้จนที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง
“มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดได้อย่างไรในยุคนี้” ฟังคำตอบจาก ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีคนใหม่ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อม Vision ก้าวสู่ Global Thai University
ประถมศึกษาญี่ปุ่น ต้นแบบโรงเรียนไร้การบ้าน
ดร.อรทัย โยธินรุ่งเรือง สุดสงวน หญิงแกร่งนักบริหาร ผู้สร้างมาตรฐานให้ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ แหล่งผลิตเยาวชนสร้างชาติ
Post Views: 6,871