ชี้โอกาสพัฒนา ‘ชาสมุนไพร’ เป็นสินค้าสรรพคุณโดดเด่น สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย โดนใจคนรักสุขภาพทั่วโลก

หากอัปเดตเทรนด์ “ตลาดชา” ระดับโลกในปี 2565 (Global Tea Market 2022) จะพบว่าการผลิตชาทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่การค้าชาทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 9,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแหล่งรายได้หลักมาจากการส่งออกชา


นอกจากนั้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มการบริโภคชาทั่วโลกขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.5% ต่อคนต่อปี โดยเทรนด์น่าสนใจที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตชาโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564-2566 ก็เช่น
• การดื่มชาพรีเมียมที่บ้าน (Premium Tea at Home)
• การชาเพื่อสุขภาพ (Wellness Teas)
• ชอปปิ้งชาผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Shopping)
• การเลือกซื้อชาที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly Packaging)
• การดื่มชาโคลด์บรูว์ส (Cold Brews)
• คนดื่มกาแฟเปลี่ยนมาดื่มชาแทน (Coffee Drinkers Switch to Tea)
จากเทรนด์ความนิยมในการดื่มชาเพื่อสุขภาพระดับโลกนี้เอง ที่ส่งให้ ชาสมุนไพร เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มาแรง และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในกลุ่มคนรักสุขภาพทั่วโลก และประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งผลิต ชาสมุนไพร ที่คนทั่วโลกรู้จักและให้การยอมรับ เพราะจุดเด่นของพื้นที่ในประเทศไทยที่สามารถปลูกสมุนไพรที่นำมาผลิตชาได้หลายประเภทนั่นเอง
ด้วยกระแสความนิยมนี้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างขานรับและเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนให้ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในมุมของ สถาบันการศึกษา นอกเหนือจากจะเป็นแหล่งผลิตบุคลากรคุณภาพเพื่อตอบสนองการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตสมุนไพรไทยแล้ว ยังเป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยหลากหลายรูปแบบ ที่สามารถต่อยอดไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

โดย คลินิกแพทย์แผนไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่ วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส (College of Health and Wellness : CHW) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นับเป็นอีกหนึ่งสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ที่ครบครัน หลากหลาย ที่มีภารกิจสอดรับตามที่ได้กล่าวมา
เพราะที่ผ่านมานอกเหนือจากภารกิจในการผลิตบุคลากรคุณภาพที่มีความพร้อมทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรมแล้ว คลินิกแพทย์แผนไทย @ DPU ยังได้เปิดให้บริการด้านสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการรักษาด้วยสมุนไพรไทยและการนวดรักษาตามศาสตร์แผนไทยขั้นสูง ครอบคลุมการดูแลอาการเรื้อรัง เช่น ออฟฟิศซินโดรม โรคข้อ ปวดเรื้อรัง นอนไม่หลับ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง และที่คลินิกแพทย์แผนไทย @ DPU ยังมุ่งมั่นในการศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์ ชะลอวัย เช่น เครื่องสำอางชะลอวัย ชาสมุนไพรชะลอวัย และกาแฟสมุนไพร อีกด้วย
ทั้งนี้ การพัฒนายาสมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ ไม่เพียงแต่ช่วย ยกระดับมาตรฐานการแพทย์แผนไทยสู่ระดับสากล แต่ยังตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสุขภาพและการศึกษาแบบบูรณาการอีกด้วย
และดังที่เกริ่นข้างต้นว่า หนึ่งในผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่มาแรง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือ ชาสมุนไพร ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างสรรค์ทั้งผลิตภัณฑ์ ชาจากสมุนไพรไทยและชาจากสมุนไพรนานาชาติ เพื่อตีตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง โดย ดร.คณิศร์ณิชา ชาญภา ผู้อำนวยการคลินิกแพทย์แผนไทย วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU ได้เล็งเห็นถึงโอกาสนี้ พร้อมให้ข้อมูลที่น่าสนใจที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ชาจากสมุนไพร เป็นสินค้าที่โดนใจคนทั่วโลกในประเด็นต่างๆ ดังนี้

ดร.คณิศร์ณิชา ชาญภา ผู้อำนวยการคลินิกแพทย์แผนไทย วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU

ประโยชน์ครอบจักรวาลของ ชาจากสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่น่าจับตามอง

ดร.คณิศร์ณิชา ชี้ให้เห็นว่าใบชามีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายโดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก ซึ่งพบว่ามีการทำวิจัยและตีพิมพ์เป็นจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ, มะเร็ง, การปรับปรุงการทำงานของระบบความจำ, ลดความอ้วนและคลายเครียด
“ทั้งนี้ ใบชา ประกอบไปด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น โพลีฟีนอลส์ กรดอินทรีย์ กรดอะมิโน รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น แมงกานีส เหล็ก สังกะสี ทองแดง ซึ่งสารโพลีฟีนอลส์เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการอักเสบของผิวหนังจากรังสีอัลตราไวโอเลต บำรุงหัวใจ และช่วยลดความเสี่ยงการเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง”
“รวมถึงช่วยในการรักษาและฟื้นฟูอาการข้างเคียงที่เป็นผลจากจากเคมีบำบัด ต้านการอักเสบ ช่วยเสริมการลดความอ้วน ลดความเครียด ทำให้ความจำไม่เสื่อม แก้โรคพิษสุราเรื้อรัง และช่วยชะลอความแก่ ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น ทำให้ชุ่มคอ ดับกระหาย ป้องกันฟันผุ ดับกลิ่นปาก ชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา”

“และเพื่อประโยชน์สูงสุดในการดื่ม ชาจากสมุนไพร ขอแนะนำวิธี “การดื่มชา 3 มื้อ” ที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสม
ช่วงเช้า: ดื่ม ชาข้าวกล้อง ส่วนผสมคือ ชาข้าวกล้อง 6 กรัม, โสม 10 กรัม และขิงฝาน 1-2 แผ่น เติมน้ำร้อน 300 ซีซี ดื่มหลังอาหารเช้า ช่วยเพิ่มพลัง ลดการอ่อนเพลีย สมองแจ่มใส ทำให้สดชื่นตลอดทั้งวัน
ช่วงบ่าย: ดื่ม ชาเก๊กฮวยเก๋ากี๊ ส่วนผสมคือ ชาตงฟังเหม่ยเหริน 3 กรัม, เก๊กฮวย 5 ดอก และเก๋ากี๊ 10 กรัม เติมน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส ประมาณ 250 ซีซี ดื่มหลังอาหารกลางวัน 1-2 ชั่วโมง ช่วยบำรุงไต บำรุงร่างกาย ทำให้ดวงตาสดใส ส่วน
ช่วงเย็น: ดื่ม ชาผู่เอ๋อคลายเครียด ส่วนผสมคือ ชาผู่เอ๋อ 3 กรัม, พุทราจีนแดง 10 กรัม และเนื้อลำไยแห้ง 20 กรัม ต้มในน้ำสะอาด 700 ซีซี ด้วยไฟแรงนาน 10 นาที จากนั้นเติมชาผู่เอ๋อและรินดื่มก่อนนอน 3 ชั่วโมง ช่วยให้หลับสบาย หลับลึก ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงโลหิต ทำให้จิตใจสงบ สามารถบำรุงจิตใจเหมาะกับผู้ป่วยที่นอนไม่หลับซึ่งเกิดจากโรคซึมเศร้า
“การดื่มชา 3 มื้อนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างพลังงานในแต่ละวัน แต่ยังช่วยเสริมสุขภาพในด้านต่างๆ เช่น การบำรุงร่างกาย ระบบการย่อยอาหาร การปรับสมดุลฮอร์โมนและอารมณ์ รวมถึงช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้ด้วยการเลือกดื่มชาในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากคุณสมบัติของชาในแต่ละประเภท”
รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ด้าน รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
“ชาและสมุนไพรไทยหลายชนิดยังเป็นตัวอย่างของสมุนไพรปรับสมดุล หรือ “อะแด็ปโตเจน” (adaptogen) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกายปรับตัวต่อสภาวะเครียดได้ดีและช่วยฟื้นฟูปรับสมดุลภายใน ใบชาเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยลดความเครียดโดยกลไกของสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์และบำรุงระบบประสาท”
“ขณะเดียวกัน สมุนไพรบำรุงสมอง หรือ nootropic เช่น ขมิ้นชัน พรมมิ บัวบก ผักชี และมะตูม เป็นต้น ต่างก็มีบทบาทในการช่วยเสริมความจำและช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ สมุนไพรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น ใบแปะก๊วย โสมอินเดีย โสมเกาหลี และหญ้าฝรั่น ก็เป็นที่รู้จักกันดีในด้านของการช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท”

แชร์แนวทางต่อยอด & พัฒนา ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย ให้ได้รับการยอมรับ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ดร.คณิศร์ณิชา ได้ให้มุมมองการพัฒนาสมุนไพรไทยให้เกิดความยั่งยืนเพิ่มเติมด้วยว่า
“นอกจากจะมีภูมิปัญญาและสมุนไพรคุณภาพแล้ว จำเป็นต้องมีการวิจัยและการพิสูจน์ประสิทธิภาพของสมุนไพรผ่านกระบวนการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยภูมิปัญญาไทย ที่ผานมา วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU จึงได้มุ่งเน้น พัฒนาองค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยในรูปแบบการต่อยอดภูมิปัญญาด้วยหลักทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้ได้มาตรฐานในระดับสากล โดยมุ่งผลการสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสุขภาพโดยเฉพาะกลุ่มสมุนไพรไทยสำหรับการป้องกันและรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดวิกฤตสุขภาพของมนุษยชาติในปัจจุบัน”

“และผลิตภัณฑ์ ชาสมุนไพร ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจ เพราะประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในการเป็นแหล่งผลิต ทั้งในด้านที่เรามีวัตถุดิบสมุนไพรที่หลากหลาย ที่ล้วนมีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต การสกัดสารที่มีคุณประโยชน์ในใบชา เราก็มีก้าวหน้าไม่แพ้ชาติอื่น ดังนั้น จึงมองว่าผู้ประกอบการไทยมีโอกาสในการบุกเบิกตลาดผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพได้ไม่ยากเลย”
“สำหรับแนวทางการพัฒนายาสมุนไพรที่คลินิกแพทย์แผนไทย วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU ใช้ เป็นเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรขั้นสูงระดับเดียวกันกับที่ใช้ในเยอรมนี ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและสามารถนำไปใช้จริงในโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ยาสมุนไพรไทยสามารถรักษาโรคเรื้อรังและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล”
“ไม่เพียงเท่านั้น ผลงานวิจัยที่พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาสมุนไพร โดยเฉพาะ ตำรับยารักษาอาการนอนไม่หลับที่พิสูจน์ในการวิจัยทางคลินิกว่าสามารถช่วยบำรุงตับและไต ทำให้คณะกรรมการโรงพยาบาลอนุมัติให้เปิด แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) สำหรับการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยโดยเน้นการใช้ตำรับยาแผนไทยที่พัฒนาแล้วและการนวดรักษาด้วยหลักเส้นประธานสิบ นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ได้ว่าการรักษาด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง”

อ้างอิง : รายงานข่าวเรื่อง “‘ไทย’ อันดับ 7 ตลาดค้าชาใหญ่สุดในโลก เปิด 5 โปรดักต์ ‘ชาเพื่อสุขภาพ’ มาแรง!” โดย พรไพลิน จุลพันธ์ จากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ


แชร์โอกาสทางธุรกิจหลากหลาย

เจาะเทรนด์ผู้บริโภคปี 2025 กับเส้นทางการเติบโตของ ธุรกิจร้านอาหารยั่งยืน

‘Digital Nomad’ 40 ล้านคน โอกาสใหม่ของธุรกิจบริการและซอฟต์พาวเวอร์ไทย

ธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV โอกาสสร้างรายได้พันล้าน ที่เริ่มก่อน ได้เปรียบ